41 1-2
ตอนที่ 61 เงื่อนไขพันธะสัญญา
เหลิงหยุนเจียวลูบศีรษะเหลิงเจียวเหนียงอย่างเบามือ ยิ้มปลอบใจไม่พ้นกล่าวเสียดสีอีกคำโตว่า
“ในเมื่อคนแถวนี้ไม่เห็นด้วย ก็ปล่อยไปเถิด อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่า ยามพบเจอสิ่งดีๆต่อให้ไม่ใช่มนุษย์ก็มีความโลภและเห็นแก่ตัวได้เช่นกัน”
โม่เฉินหยวนหรี่ตาแคบเพ่งใส่เหลิงหยุนเจียว จากสายตาที่แสนเย็นชาคู่นั้น เสมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เขาต้องการจะเอ่ยออกมาให้นางได้รับฟัง
แต่เอ่ยออกไปยามนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะเท่าใด
“ในเมื่อเจียวเหนียงต้องการเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นไปได้ แต่พันธะสัญญานี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของข้าอีกทีหนึ่ง”
“!!!”
เหลิงเจียงเหนียงเชิดหน้าตั้งตรงพลัน จ้องไปทางโม่เฉินหยวนทันทีด้วยความประหลาดใจ ประหนึ่งว่ายามนี้น้ำตาแห่งความสุขกำลังเอ่อล้นออกมาในดวงตาของเขา
เหลิงหยุนเจียวรู้สึกตกตะลึงกับภาพฉากนี้ไม่น้อย ในขณะเดียวกันก็ได้ข้อสรุป
ปรากฏว่า โม่เฉินหยวนตั้งใจจะใช้ลูกของนางเป็นโล่มนุษย์ตั้งแต่แรกแล้ว เพื่อว่าหากเกิดปัญหาอันใดขึ้นกับพันธะสัญญาครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะตกกลายเป็นเหลิงเจียวเหนียงแทนที่จะเป็นตัวเขา
บัดซบ...
“จริงรึขอรับท่านลุงโม่?”
เหลิงเจียวเหนียงเอ่ยถามเสียงสั่นด้วยความตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายสว่างไสว อึดใจนั้น แทบอยากจะกระโดดโผเข้ากอดโม่เฉินหยวนที่อยู่ข้างๆทันที
ในเวลาเดียวกัน แม้ว่าภายในใจของเหลิงหยุนเจียวจะเดือดดาลโกรธเกรี้ยวปานใด แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน
นางพยายามสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว และกระชับกอดเหลิงเจียวเหนียงไว้แน่น เพื่อป้องกันมิให้เขาดิ้นไปไหนได้
หากพันธะสัญญาถูกละเมิดหรือยกเลิกขึ้นกลางคัน ฝ่ายคู่สัญญาจะได้รับผลกระทบขั้นรุนแรง จิตวิญญาณอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส ดีไม่ดีอาจไม่มีหนทางรักษาให้หายเป็นปกติได้อีกชั่วชีวิต และเหลิงหยุนเจียวก็ไม่เชื่อว่า คนอย่างโม่เฉินหยวนจะออกหน้ามาแบกรับผลกระทบเหล่านี้แทนลูกของนางเป็นแน่ ในทางตรงข้าม กลับเป็นมันผู้นี้ที่จะใช้ลูกของนางเป็นโล่ป้องกันตนเองแทน!
“เจ้าเป็นคนเผ่าวิญญาณ เห็นว่าสถานการณ์ภายในเผ่าไม่ค่อยจะสู้ดี เช่นนั้นแล้ว เจ้ามาทางไหนก็ควรกลับไปทางนั้นเสีย หากระหว่างทางถูกพบตัวเข้า กลับจะไม่เป็นผลดีต่อคนรอบข้าง”
“แล้วที่สำคัญ พันธะสัญญาที่ทำร่วมกับพวกเผ่าวิญญาณนั้น อันตรายเสียยิ่งกว่าการทำพันธะสัญญาร่วมกับมนุษย์ด้วยกัน ข้าคงไม่กล้าเอาชีวิตของลูกตนเองไปเสี่ยงแน่”
ก่อนหน้า ยามที่เริ่มเปิดฉากสัประยุทธ์กับอิสตรีในชุดอาภรณ์แดงเพลิง บุรุษผู้นี้กลับสามารถโค่นอีกฝ่ายได้ภายในพริบตา อีกทั้งยังแทบจะไม่ต้องขยับเขยื้อนใดๆเลยด้วยซ้ำ ในมุมมองของเหลิงหยุนเจียว เจ้าหมอนี่มีระดับพลังลมปราณที่สูงส่งยิ่งนัก
และภายใต้สถานการณ์ยามนี้ เมื่อพินิจพิเคราะห์รวมหลายหลากปัจจัยเข้าด้วยกันแล้ว นางจึงควรใช้คำพูดเพื่อประนีประนอมไว้ก่อนเป็นดีกว่า
“ข้าก็ไม่เคยบอกว่า ตนเองมาจากเผ่าวิญญาณ”
โม่เฉินหยวนยักไหล่ตอบอย่างมั่นใจต่ออีกว่า
“ข้าเพียงออกมาท่องโลกกว้างเท่านั้น แล้วบังเอิญว่า ตนเองพอรู้เรื่องของเผ่าวิญญาณอยู่บ้าง”
“....”
เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะกล้าพูดอีกรึว่าตนเองไม่ใช่คนเผ่าวิญญาณ?
เพียงแค่บทสนทนากับอิสตรีในชุดแดงเพลิงเมื่อครู่ ย่อมชัดเจนยิ่งแล้วมิใช่รึว่า เจ้าคือคนเผ่าวิญญาณไม่มีผิดเพี้ยน!
เหลิงหยุนเจียวคร้านใจเกินกว่าจะเสียเวลาโต้เถียงกับเขา เพราะเหตุนี้จึงได้แต่ปิดปากเงียบไม่ตอบโต้อันใดกลับไปอีก
บรรยากาศภายในกลุ่มนักเดินทางพลันเงียบสงัดไปโดยปริยาย ต่างคนต่างเร่งควบม้าเดินทางกลับโดยไว
……
ณ เมืองเฟิงหยวน
หลังจากผ่านเข้าประตูเมือง โม่เฉินหยวนได้หันไปถามความเห็นจากเหลิงหยุนเจียวว่า
“แยกกันตรงนี้เลยไหม?”
“ไฉนรีบแยกย้ายกันนักเล่า? ข้าอยากชวนพวกท่านไปทานอาหารด้วยกันสักมื้อจริงๆ! หากไม่ไปนับว่าไม่ให้เกียรติกันแล้ว!”
ไป๋ซือหมิงมุ่ยหน้าแทรกขัดจังหวะทันที
แลเห็นรอยยิ้มฉาบด้วยความสิ้นหวังของไป๋ซือหมิง เหลิงหยุนเจียวก็ปริปากอยากจะตอบออกไปสักคำ แต่สักพักก็ยังคิดไม่ออกว่าควรพูดเยี่ยงไรดี
“เอ่อ...เวลานี้ยังเช้าอยู่มาก เช่นนี้ดีหรือไม่ พวกเราเดินทางกลับไปยังค่ายทหารรับจ้างก่อนสักเที่ยว เพราะก่อนหน้า พี่ใหญ่หวังก็ช่วยเหลือเจ้าไว้ตั้งมากมาย ควรจะต้องเชิญเขามาร่วมทานอาหารด้วยกัน”
“พี่สาวถัง กล่าวถูกต้องแล้ว”
ไป๋ซือหมิงพยักหน้าตอบเห็นชอบเช่นกัน
ในความเป็นจริงแล้ว เหลิงหยุนเจียวต้องการแวะไปที่ค่ายทหารรับจ้างอยู่พอดี เพราะมีเรื่องต้องการจะสนทนากับท่านอาจารย์หลิว
ท่านอาจารย์หลิวเป็นนักหลอมโอสถเพียงผู้เดียวในค่ายทหารรับจ้าง ดังนั้น การได้ทำความสนิทชิดเชื้อกับเขา จึงนับว่าเป็นการสานสัมพันธ์อันดีกับทุกคนในค่ายทหารรับจ้างไปในเวลาเดียวกันด้วย
“เช่นนั้นข้าก็...”
โม่เฉินหยวนกำลังจะตอบเช่นกัน ทว่าจู่ๆเหลิงหยันเจียวก็รีบโบกไม้โบกมือไล่ด้วยสีหน้าเฉยชา
“เจ้าจะไปที่ใดก็รีบไปเถิด”
โม่เฉินหยวน “....”
ไป๋ซือหมิงเหม่อมองแผ่นหลังของโม่เฉินหยวนที่กำลังควบม้าออกไปอย่างโดดเดี่ยว กระทั่งตัวเขาเองยังแอบเห็นใจเช่นกัน
“พี่สาวถัง เหตุที่ท่านมีทัศนคติไม่สู้ดีต่อท่านพี่โม่นัก เพียงเพราะเรื่องที่เขาหน้าตาอัปลักษณ์อย่างนั้นรึ?”
เหลิงหยุนเจียวมุ่นคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “???”
“นอกเสียจากเรื่องความอัปลักษณ์ เขาก็ปฏิบัติต่อเจียวเหนียงเป็นอย่างดี จากมุมมองของคนนอกเช่นข้า เขาดูรักใคร่เอ็นดูและเป็นห่วงเด็กผู้นี้เสมือนลูกชายตัวเองด้วยซ้ำ”
“....”
เพราะก่อนหน้านี้ โม่เฉินหยวนเผลอหลุดปากเรียกเหลิงเจียวเหนียงด้วยชื่อจริงต่อหน้าไป๋ซือหมิงไป
อย่างไรเสีย ไป๋ซือหมิงก็มิได้รู้สึกแปลกใจอันใดเช่นกัน และหาได้สงสัยแคลงใจในตัวตนของเหลิงหยุนเจียวแม้แต่น้อย
แต่ขณะเดียวกัน เหลิงหยุนเจียวก็พึงทราบดีว่า ไป๋ซือหมิงผู้นี้คือยอดฝีมือที่แสร้งทำตัวไร้สาระไม่รู้เรื่องรู้ราวแต่อย่างใด
กล่าวได้ว่า ต่างฝ่ายต่างรู้ทันซึ่งกันและกัน