ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 22 ร่างจำลองัทอง
มาคัสจ้องมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเป็ฝ่ายบุกเข้าไปก่อนบ้าง
เขาใช้ปลายเท้าดีดส่งร่างตนเองโผไปด้านหน้า เหวี่ยงหมัดเข้าโจมตี
อีกฝ่ายเองก็ใช่จะเป็กระสอบทรายให้ทุบตีเสียเมื่อไหร่ มันยกแขนขึ้นมาปัดป้องได้อย่างทันท่วงที แล้วสวนกลับใส่มาคัสอย่างรุนแรง
ปัง!
เป็อีกครั้งที่หมัดเข้าเป้าพอดิบพอดี แต่ไม่อาจทำให้มาคัสาเ็ได้แม้แต่น้อย
คราวนี้มาคัสยิ้มกริ่ม เพื่อไม่ให้ร่างตนเองถอยหลังกลับไป เขาเกาะแขนของอีกฝ่ายที่หวดเข้ามาไว้มั่น
ชายชุดทองที่เห็นว่ามาคัสไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ทั้งยังเกาะแขนของตนเอาไว้อีกก็พยายามจะสลัดแขนของตน
แต่มาคัสนั้นไวกว่าเพราะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาดึงร่างของอีกฝ่ายเพื่อดันร่างของตนเองเข้าไปใกล้มากขึ้น แล้วบรรจงเหวี่ยงหมัดกระแทกใส่หน้าศัตรูอย่างจัง
ปึด
มันทำเอาใบหน้าของอีกฝ่ายหันไปตามแรงหมัด
แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้สร้างอาการาเ็อะไรให้อีกฝ่ายมากนัก เพียงแค่เพิ่มความโกรธเกรี้ยวขึ้นไปอีกเท่านั้น
“ปัง!”
เพียงชั่วพริบตา ชายชุดทองก็โต้กลับทันควัน จนมาคัสต้องผละออกจากแขนของอีกฝ่ายแล้วใช้ลำตัวต้านรับหมัดที่เหวี่ยงเข้ามา
ร่างของมาคัสถลาไปด้านหลังเล็กน้อย แต่เ้าตัวไม่ได้าเ็อะไร
ทว่ามันยังไม่จบเพียงแค่นั้น ด้วยความโกรธเกรี้ยว ทำให้ชายชุดทองใส่กำลังเต็มที่เหวี่ยงหมัดโจมตีเข้าใส่มาคัสไม่ยั้ง
หลายสิบหมัดที่ถูกส่งออกมา มาคัสสามารถใช้ความรวดเร็วที่ใกล้เคียงกับอีกฝ่าย รวมถึงชุดเกราะต้านรับไว้ได้หมดทุกกระบวนท่า และมีหลายต่อหลายครั้งที่สวนหมัดกลับไปยั่วโมโหฝ่ายตรงข้ามได้ด้วย
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่
ทั้งสองร่างก็ะโพุ่งตัวผละออกจากกัน
ทั้งคู่ต่างจ้องมองและดูเชิงกันอยู่พักใหญ่ ต่างฝ่ายต่างก็ไม่สามารถสร้างอาการาเ็ร้ายแรงให้กันและกันได้เลย หากยังสู้กันต่อไปมีแต่จะหมดแรง และถึงตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะเป็ผู้ได้เปรียบ
มาคัสรู้ดีว่าตนมีเวลาจำกัด ไม่อาจมาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ได้นาน แต่พลังของเขาก็ไม่สามารถข้ามผ่านอีกฝ่ายได้จริงๆ
อีกฝ่ายเองก็รู้สึกร้อนรนคุกรุ่นอยู่ในอก รู้สึกไม่ได้ดั่งใจอย่างยิ่งที่มาคัสสามารถใช้ชุดเกราะด้านในป้องกันหมัดของมันได้ตลอด
แม้จะพยายามหลอกล่อไปมากเพื่อหาจังหวะโจมตีเข้าใส่จุดที่ไม่ได้รับการป้องกัน แต่นั่นเหมือนเป็การเปิดจังหวะให้ศัตรูโจมตีสวนกลับอยู่ตลอดเวลา มันโดนหมัดสวนเข้าใส่ใบหน้าจนแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว!
หลังจากใช้สติคิดใคร่ครวญดีๆ มันก็พอจะรู้ได้ว่าเกราะที่มาคัสสวมใส่อยู่จะต้องไม่ใช่ของธรรมดา และมาคัสเองก็ต้องไม่ใช่สามัญชนคนธรรมดาเป็แน่
การที่สมบัติเช่นนี้อย่างน้อยก็ต้องข้องเกี่ยวกับคนใหญ่คนโต ผู้มีอิทธิพลสักแห่ง หรือบางทีอาจจะเป็คู่แข่งจากเมืองขนาดใหญ่ก็เป็ได้?
นี่ความลับของสถานที่แห่งนี้ถูกเปิดโปงแล้วหรือ? ทำไมถึงมีกลุ่มอิทธิพลเข้ามาสำรวจได้?
'ไม่ ไม่น่าจะใช่ หากความลับของเหมืองศิลาธาตุถูกกองกำลังอื่นล่วงรู้จริง มันคงไม่ส่งคนมาแค่ไม่กี่คน และผู้นำก็ต้องไม่ใช่อเวกระดับห้าเช่นนี้' ชายชุดทองครุ่นคิดในใจขณะที่แอบสังเกตมาคัสไปด้วย
'แต่อย่างน้อยคงมีกองกำลังอื่นระแคะระคายบ้างแล้ว ถึงส่งคนมาตรวจสอบเช่นนี้......เพราะฉะนั้น ข้าต้องไม่ปล่อยให้พวกมันหนีกลับไปส่งข่าวอะไรได้อีก!'
'วันนี้พวกมันต้องฝังร่างอยู่ที่นี่ทุกคน!'
ชายชุดทองแอบคิดปะติดปะต่อเื่ราวอยู่ภายในใจ หมายมั่นว่าจะต้องสังหารกลุ่มคนที่บุกรุกเข้ามานี้ให้หมด ไม่อาจจะปล่อยให้มีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้ ไม่เช่นนั้นความลับเื่เหมืองศิลาธาตุที่อยู่ในความดูแลของมันคงต้องถูกเปิดเผย ทางตระกูลใหญ่คงลงโทษตัวมันอย่างหนัก หมดโอกาสลืมตาอ้าปากภายในตระกูล
เมื่อคิดได้ดังนี้ แววตาของมันก็สาดประกายดุร้าย พร้อมจะสังหารคนตรงหน้าอย่างเต็มที่ด้วยทุกสิ่งที่ตนเองมี
จิตสังหารที่พวยพุ่งออกมานั้นก็ทำให้มาคัสรู้สึกถึงอันตรายจนแผ่นหลังหนาววูบ รีบจัดแจงตั้งท่าป้องกันการโจมตีที่อาจจะมาถึง
ทั้งคู่จดจ้องกันอยู่ครู่ใหญ่ ทั้งสองฝ่ายไม่ว่อกแว่กต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีฝูงชนนับสิบรายล้อมอยู่ก็ตาม
เป็ฝั่งของชายชุดทองที่ทำลายสภาพตึงเครียดของทั้งสองฝ่าย
มันคว้าจับไปที่คอของตน ก่อนจะกระชากจี้รูปกากบาทสีทองออกมาถือไว้ในมือ
“หึ ไม่คิดเลยว่าจะต้องใช้สิ่งนี้ในเวลานี้......กับอเวกปลายแถวอย่างเ้า!” ชายชุดทองกำจี้รูปกากบาทไว้ในมือแน่น พ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“จงระลึกไว้เสมอก่อนตาย ว่าการตายของเ้ามันสมศักดิ์ศรีแค่ไหน!”
“จงปลดปล่อยลมหายใจัทอง!” ชายในชุดสีทองชูจี้ห้อยคอรูปกากบาทขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะประกาศก้องเสียงดัง
เพียงสิ้นคำ แสงสีเหลืองจางๆ ก็เปล่งประกายออกมาจากจี้ห้อยคอรูปกากบาท
ประกายแสงค่อยๆ รวมตัวกันเป็ร่างจำลองของัสีทองตัวหนึ่ง ในขณะที่จี้รูปกากบาทค่อยๆ ซีดจางจนกลายเป็สีเงิน
ในขณะที่ร่างจำลองของัทองปรากฏขึ้น แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนทำให้มาคัสที่ยืนประจันหน้าอยู่รู้สึกแข้งขาอ่อนแรง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสมาชิกตระกูลพีไรซ์อีกสี่คน และเหล่าโจรเต่าเขียวที่เหลือรอด ทุกคนไม่สามารถต้านแรงกดดันนี้ได้แม้จะอยู่ห่างไกลออกไป ต่างก็พากันทรุดลงนั่งไปกับพื้น
ัทองตรงหน้าดูสมจริงมาก เพียงแต่ย่อขนาดลงมาจนเหลือความยาวไม่กี่เมตรเท่านั้น ทว่าแค่นี้ก็เพียงพอที่จะแสดงความน่าเกรงขามออกมาได้แล้ว
มาคัสจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยใจตื่นตะลึง ภายในใจเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ด้วยความที่เขาเป็ถึงหัวหน้าตระกูล แม้จะเป็ตระกูลในเมืองเล็กๆ แต่ความรู้ความเข้าใจในโลกนี่แหละจะเป็สิ่งที่จะทำให้ตระกูลในเมืองเล็กๆ อยู่รอดได้
สัญลักษณ์กากบาทสีทองเอย กลิ่นอายัทองเอย ทุกอย่างล้วนชี้ไปยังตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง มาคัสไม่ได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับตระกูลในเมืองขนาดใหญ่มากนัก แต่กับตระกูลหวงหลง หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ในเมือง C-04 เขาจำเป็ต้องรู้จัก
หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่นี้มีอำนาจมากอย่างยิ่งในภูมิภาคนี้ หากอยากจะลบเมืองเล็กๆ อย่างเมืองปากัส คงทำได้เพียงแค่สั่งการ
แล้วด้วยเหตุอะไรตระกูลใหญ่เช่นนี้ถึงมาทำตัวลับล่อๆ รอบบริเวณเมืองขนาดกลาง C-48 ด้วยเล่า?
ไม่ทันที่มาคัสจะเข้าใจเื่ราวได้ทั้งหมด ร่างจำลองัทองก็พุ่งตรงเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว
มาคัสยืนนิ่งมองัสีทองที่พุ่งเข้ามาหา
ไม่ใช่ว่ามาคัสไม่้าจะหลบหนี แต่ขาของมาคัสอ่อนแรงจนก้าวขาแทบไม่ออก กว่าจะรวบรวมพลังให้ยกเท้าขึ้นได้ ัทองก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวเสียแล้ว!
มาคัสจ้องเขม็งไปที่หน้าของั มันดูดุดันราวกับเครื่องจักรสังหารที่คิดถึงแต่การฆ่าฟัน
พลังของมันถาโถมจนเืลมภายในกายของเขาปั่นป่วนไปหมด ความคิดภายในใจตีกันจนยุ่ง
'นี่เรา...ต้องมาจบสิ้นที่นี่อย่างนั้นหรือ'
'นี่เรา...จะไม่ได้เจอแม้แต่หน้าลูกชายที่พลัดพราก?”
'เรา...คงทำให้เหล่าบรรพชนต้องผิดหวังเสียแล้ว......'
มาคัสที่รู้ว่าตนไม่อาจต้านพลังอันยิ่งใหญ่นี้ได้ สุดท้ายก็เลือกที่จะปิดเปลือกตาลง ใช้วาระสุดท้ายนิ่งคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง กับตระกูล ทั้งเื่ดีและร้าย......
“กร๊าซซซ”
แสงสีเงินพลันสว่างจ้า แม้มาคัสจะปิดตาแน่นสนิท แต่แสงสีเงินนี้ก็ยังแยงตาจนเปลือกตาที่ปิดอยู่ของมาคัสต้องค่อยๆ เปิดขึ้นมาดู
ภาพตรงหน้าที่เห็นคือร่างจำลองของัสีทองที่กำลังกรีดร้อง ถูกแสงสีเงินทะลวงจนร่างยาวกว่าสามเมตรค่อยๆ สลายหายไป