บทที่ 22 เหล็กเพลิงบริสุทธิ์
ภายในกล่องไม้แดง มีก้อนหินสีดำสนิทก้อนหนึ่งวางนิ่งอยู่ ดูแล้วไม่ได้มีอะไรพิเศษ
ทว่าเมื่อจางซอมซ่อเห็นก้อนหินก้อนนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“เป็อะไรไป ก้อนหินนี้มีอะไรงั้นหรือ?”
ฉินเอ๋อร์นั่วถามอย่างไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้นางได้ดูก้อนหินนี้แล้ว แต่ไม่พบอะไรพิเศษ
“ฉินเอ๋อร์นั่ว แม้ว่าวรยุทธ์ของเ้าจะสูงกว่าข้าอยู่นิดหน่อย แต่ในเื่ประสบการณ์นั้น เ้ายังด้อยกว่าผู้เฒ่าอย่างข้าอยู่มาก”
จางซอมซ่อมองหญิงสาวตรงหน้า แล้วยิ้มกว้างกล่าวว่า “เ้ารู้หรือไม่ว่านี่คืออะไร?”
“ไม่รู้” ฉินเอ๋อร์นั่วส่ายหน้าตอบ
“นี่คือเหล็กเพลิงบริสุทธิ์”
ขณะพูด จางซอมซ่อส่งพลังลมปราณเข้าไปในก้อนหิน ทันใดนั้นก้อนหินก็เริ่มเปล่งประกาย รอยแตกเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับไอความร้อนที่แผ่ออกมา
ด้านข้าง ฉินเอ๋อร์นั่วเห็นสถานการณ์สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย
“เหล็กบริสุทธิ์นี้เป็ของวิเศษที่มีพลังหยางสูงสุดในใต้หล้า ว่ากันว่าเกิดจากดวงดาวบนฟ้าตกลงมายังโลกมนุษย์ แล้วถูกบ่มเพาะในไฟใต้พิภพนานหมื่นปีจนกลายเป็สมบัติล้ำค่า มีค่ามากกว่าเหล็กเย็นพันปีในกระบี่ชิงซวงของเ้าหลายเท่านัก” จางซอมซ่อพูด
ฉินเอ๋อร์นั่วได้ยินดังนั้นดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “หากเป็เช่นนั้น ก็เป็ของวิเศษจริง ๆ เมื่อมีสมบัติเช่นนี้ จะหล่อกระบี่ให้เขาสักเล่มได้หรือไม่?”
“ความยากอยู่ตรงนี้แหละ”
จางซอมซ่อพูดอย่างจนปัญญา “สิ่งนี้เกิดจากการบ่มเพาะในไฟใต้พิภพ ในโลกนี้คงไม่มีไฟอื่นใดที่จะหลอมละลายมันได้ การจะใช้เหล็กบริสุทธิ์นี้หล่อกระบี่ ช่างยากเหลือเกิน”
“ไม่มีวิธีอื่นเลยหรือ” ฉินเอ๋อร์นั่วขมวดคิ้วถาม
“ก็ไม่เชิงว่าไม่มีซะทีเดียว”
“ข้าเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่ง บอกไว้ว่า ‘หยินอย่างเดียวไม่อาจยืนหยัด หยางอย่างเดียวไม่อาจกำเนิด’ ในสมัยโบราณเวลาที่ปรมาจารย์ผู้หลอมอาวุธจะหลอมสิ่งใด พวกเขาจะผสมวัตถุที่มีคุณสมบัติตรงกันข้ามลงไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาวุธที่หลอมขึ้นมามีความแข็งเกินไปจนแตกหักได้ง่าย และยังช่วยให้ง่ายต่อการขึ้นรูปอีกด้วย”
“วัตถุที่มีคุณสมบัติตรงกันข้าม…” ฉินเอ๋อร์นั่วทวนคำพูดของจางซอมซ่อเบา ๆ “ถ้าเช่นนั้นก็ต้องใช้วัตถุที่มีพลังหยินบริสุทธิ์สินะ”
“ใช่แล้ว แต่การจะหาวัตถุที่มีพลังหยินบริสุทธิ์เทียบเท่ากับเหล็กเพลิง บริสุทธิ์น่ะ ไม่ใช่เื่ง่าย ๆ เลย”จางซอมซ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อืม ไม่ง่ายเลยจริง ๆ” ฉินเอ๋อร์นั่วพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เจี้ยนฉือ ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าเื่นี้ดูผิดแปลก ๆ ไป”
“หมายความว่าอย่างไร” จางวอมซ่อถามอย่างงุนงง
“พวกโจรต่ำต้อยในเขาฉีเหลียนนั้น จะมีของวิเศษเช่นนี้ได้อย่างไร อีกทั้งข้าเองยังไม่รู้จักเหล็กนี้ด้วยซ้ำ แต่หัวหน้าโจรกลับรู้ถึงคุณค่าของมัน และซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด นี่มันไม่แปลกเกินไปหรือ?” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าว
“เมื่อเ้าพูดเช่นนี้ ก็ดูน่าสงสัยจริง ๆ” จางซอมซ่อขมวดคิ้วพลางกล่าว “หากบังเอิญได้มาก็พอจะอธิบายได้ แต่คนทั่วไปแม้จะเห็นก็คงคิดว่าเป็เพียงก้อนหินไร้ค่า ไม่มีทางรู้จักมันแน่นอน หัวหน้าโจรนั่นสามารถมองออกว่านี่เป็ของวิเศษ หากไม่มีใครชี้แนะ คำอธิบายเดียวที่เป็ไปได้คือ เขารู้มาก่อนแล้วว่าหินก้อนนี้คืออะไร?!”
“คนธรรมดาไร้ความผิด แต่ของล้ำค่าย่อมเป็ภัย หากมีผู้อื่นชี้แนะ หัวหน้าโจรนั่นคงรักษาของวิเศษนี้ไว้ไม่ได้” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าว อย่างสงบว่า “เป็ไปได้มากที่สุดว่าเขารู้ถึงคุณค่าของหินก้อนนี้มานานแล้ว หากเป็เช่นนั้น หัวหน้าโจรผู้นี้คงไม่ใช่คนธรรมดา”
จางวอมซ่อพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่คิดว่าเมืองอวี๋โจวเล็ก ๆ แห่งนี้จะมีผู้มีฝีมือซ่อนตัวอยู่ทุกหนแห่ง ไม่ใช่แค่จวนตระกูลหลี่ แม้แต่โจรบนเขานอกเมืองก็ไม่ใช่คนธรรมดา”
“บางที... ถ้าอยากหาวัตถุที่มีพลังหยินบริสุทธิ์เทียบเท่ากับเหล็กเพลิงบริสุทธิ์ เราอาจต้องเริ่มจากหัวหน้าโจรคนนั้น” ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าว
“มีเหตุผล” จางซอมซ่อพยักหน้าแล้วยิ้มพลางถามว่า “ว่าแต่… เ้าจะลงมือเองหรือ?”
“ข้าไม่ทำเื่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าหรอก เมื่อหลี่จื่อเย่เป็ผู้นำเหล็กนี้กลับมา เื่ต่อจากนี้ก็ปล่อยให้เขาจัดการเองเถิด”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างสงบว่า “หัวหน้าโจรผู้นั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งนัก หากหลี่จื่อเย่พยายาม เขาก็น่าจะไล่ตามทัน”
ขณะที่ทั้งสองคุยกันอยู่นั้น ในห้องยา หลี่จื่อเย่ที่หมดสติค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เขาพยายามลุกขึ้นนั่งทันที แต่ความเ็ปรุนแรงก็แล่นขึ้นมาที่หน้าอก จนร่างกายสั่นสะท้าน
หลังจากผ่านไปสักพัก หลี่จื่อเย่สูดหายใจลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ปีนออกจากอ่างยาอย่างระมัดระวัง
“โอ๊ย…”
แต่ด้วยความที่ยังไม่หายดี ระหว่างที่กำลังปีนอยู่นั้น เขาก็เผลอไปโดนาแเข้า ทำให้รู้สึกเจ็บจนต้องกัดฟันแน่น
หลังจากพยายามอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม หลี่จื่อเย่ก็ออกมาจากห้องยาได้ในที่สุด เมื่อเห็นสองคนที่ริมทะเลสาบ เขาก็กัดฟันค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปทีละก้าว
“โอ้! ยังมีชีวิตอยู่หรือ ไม่เลว ๆ”
จางซอมซ่อเหลือบมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ถ้าเ้าไม่ออกมาสักที ข้าคงคิดว่าเ้าตายซะแล้ว”
“เหลวไหล พูดอะไรอัปมงคล ข้ายังอยู่ดีมีสุข จะตายได้อย่างไร”
หลี่จื่อเย่พูดอย่างหัวเสีย ระหว่างที่พูดก็พยายามขยับตัวอย่างทุลักทุเล จนในที่สุดก็มาถึงริมทะเลสาบได้สำเร็จ เขาทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเ็ป “แต่ว่า... ข้าก็เกือบตายไปแล้วจริง ๆ”
“เป็ยังไงล่ะ นักยุทธ์ที่แท้จริงน่ะ ไม่ง่ายอย่างที่เ้าคิดใช่หรือไม่?” จางซอมซ่อเอ่ยถาม
“แข็งแกร่งมาก”
หลี่จื่อเย่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเขาประมาท โดนกระบี่ของข้าเข้าไป ข้าอาจจะไม่ได้กลับมาแล้วจริง ๆ”
“เล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้น?” จางซอมซ่อถามอย่างสงสัย
“อืม”
หลี่จื่อเย่พยักหน้าแล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างละเอียด
จางวอมซ่อและฉินเอ๋อร์นั่วฟังอย่างเงียบ ๆ เมื่อฟังจบแล้ว ทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าประหลาดใจ
เ้าเด็กคนนี้มีปฏิกิริยาตอบสนองไม่เลวเลยทีเดียว
“เ้าหนู เ้าทำถูกต้องแล้ว” จางซอมซ่อกล่าวชมเชย “แม้ว่าเ้าจะแทงหัวหน้าโจรไปหนึ่งที แต่ถ้าเ้ายังคงสู้ต่อไป คนที่ต้องตายก็คงเป็เ้าเอง ดีแล้วที่ไม่ได้ลำพองใจกับชัยชนะชั่วครู่ เ้ายังเด็ก สมควรแก่การสั่งสอน!”
“ไม่ขนาดนั้นหรอกขอรับ” หลี่จื่อเย่ยิ้มกว้าง “ข้าแค่รู้สึกว่าหัวหน้าโจรคนนั้นแข็งแกร่งมาก ข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้”
“อีกไม่นานเ้าก็จะทำได้แล้ว”
ฉินเอ๋อร์นั่วที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ใน่ไม่กี่วันนี้ เ้าจงฝึกฝนวิชาเซียนเหินเวหาไปก่อน รอให้อาการาเ็ดีขึ้น ข้าจะสอนวิชาเซียนเหินเวหาให้เ้าอย่างเต็มที่”
“จริงหรือ?! ขอบคุณท่านอาจารย์เซียนเหมยฮวาขอรับ…โอ๊ย!”
หลี่จื่อเย่ดีใจจนตัวลอย แต่ด้วยความที่เผลอตัวแรงไปหน่อย ทำให้ไปโดนาแเข้าอย่างจัง จนต้องสูดลมหายใจเย็น ๆ ด้วยความเ็ป
ในขณะที่หลี่จื่อเย่กำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งยุทธ์อย่างเต็มตัว ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงแคว้นต้าซาง ก็มีขบวนรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาอย่างช้า ๆ หลังจากเดินทางมาหลายวัน ในที่สุดหลี่โย่วเวยและองค์ชายสามก็เดินทางมาถึงยังประตูหน้าเมืองหลวง
เมืองหลวงอันแสนรุ่งเรืองแห่งนี้ ยืนหยัดมานานนับพันปีครองคู่มาพร้อมกับราชวงศ์ต้าซางที่ตั้งราชบัลลังก์มานาน เมืองหลวงแห่งนี้ผ่านพ้นพายุฝนมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงตั้งตระหง่านไม่ล้มลง ไม่มีผู้ใดสามารถสั่นคลอนได้
แม้แต่เซียนกระบี่ผู้ไร้คู่ต่อสู้ในหมู่มนุษย์ เมื่อมาถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าซางก็ยังต้องสงบเสงี่ยมท่าที เพราะนี่คือรากฐานอันแข็งแกร่งของเมืองอันดับหนึ่งแห่งสหัสวรรษ
หน้าเมืองหลวง หลี่โย่วเวยเปิดม่านรถม้า มองดูเมืองโบราณนับพันปีเบื้องหน้า ใบหน้างดงามปรากฏแววกังวล
ในที่สุด... ก็มาถึงจนได้
หลายปีมานี้ ตระกูลหลี่พยายามหลีกเลี่ยงการมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับอำนาจในเมืองหลวงแห่งนี้ แต่บัดนี้สถานการณ์ไม่อาจให้ตระกูลหลี่หลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
การปะทะกันระหว่างตระกูลหลี่กับอำนาจในเมืองหลวง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว…
บนรถม้าด้านหน้า องค์ชายสามมู่เหยา กำลังมองไปยังพระราชวังหลวงด้วยรอยยิ้มที่เผยออกมาเล็กน้อย
การเดินทางครั้งนี้... ไม่สูญเปล่า
ในที่สุดเขาก็ทำภารกิจสำเร็จ!