ตอน 12
นิตติ้ง
(ส่วนตอนต้น)
“หนังสือของแม่... เก็บไว้ดีกว่า...”
สาววัยสิบเก้าวางหนังสือลงรวมกับกองเล่มอื่นที่อยากเก็บไว้ อีกกองหนึ่งคัดแยกเพื่อขายออกไป ส่วนใหญ่ที่ไม่้าเป็สมุดหน้าเหลืองหน้าขาวปีเก่า ๆ เล่มหนาเตอะ
หนังสือจากชั้นวางใกล้โซฟานวมลดเหลือกว่าครึ่ง ดูโล่งว่างสะอาดตาขึ้นมาอีกเล็กน้อย จู่ ๆ ระลึกความหลังเมื่อครั้งยังมีแม่ภา 'สุภาวดี' จึงหยิบหนังสือเล่มที่วางเมื่อครู่ขึ้นมาอีกครั้ง
“แม่ชอบงานฝีมือ แต่หนูไม่เอาไหนเลย เฮ้อ...” สุรีย์รัตน์ถอนใจตัดพ้อตนเอง เมียงมองเก้าอี้นวมประดับฉากกุหลาบผ้าขาวโรแมนติก แต่ตุ๊กตามีชีวิตที่เคยนั่งประจำกลับไม่อยู่ เพียงสังเกตว่าสาวสวยสวมเดรสยาวสีขาวเพิ่งลุกไปห้องน้ำ
เสียงรถคุ้นเคยเทียบใกล้ประตูเหล็ก จึงเดินออกไปดูแต่ก็เผลอวางหนังสือเล่มโปรดของแม่ทิ้งไว้บนเก้าอี้นวม
เปิดประตูเหล็กเพื่อให้รถเข้าจอด คันสีขาวคุ้นตาที่เคยกลับมาตอนหกโมงเย็น แต่วันนี้ไยมาถึงเพิ่งจะบ่ายสอง
“เกิดอะไรขึ้นหรอคะพ่อ ทำไมกลับมาเร็วจัง” ลูกสาวยกมือไหว้สวย พลางถามไถ่ระคนประหลาดใจ ฝ่ายพ่อก้าวลงรถปิดประตูได้แต่ยิ้มแย้มให้ ยังสงวนวาจาท่าทางแปลก ๆ
“เกิดอะไรขึ้นค้า... แฮ่...” ลูกสาวยิ้มหวานอยากรู้อยากหยอกเย้า ชายวัยสี่สิบเอ็ดลูบศีรษะตอบรับ แย้มน้อย ๆ เป็รางวัลแล้วบอกเฉลย
“ไฟดับแอร์เสียน่ะลูก ทำงานกันไม่ได้ ทุกคนก็กลับกันหมดเลย”
“ว้า แย่จัง...” สุรีย์รัตน์บ่นเสียดาย แต่ก็เริ่มไม่แน่ใจ “เอ๊ะ... หรือดีหว่า พ่อจะได้อยู่กับหนูกับลอริสนานขึ้นไง แฮ่ะ ๆ วันนี้วันศุกร์ด้วย มีเรียนแต่วิชาที่หนูดรอปตัวนึง”
“น่าจะดีมั้ง ไม่ถูกตัดเงินเดือนด้วย” พ่อยิ้มกริ่มขบขันเบา ๆ “ยังไงเย็นนี้ก็ต้องพาลอริสตรวจโรคหัวใจตามนัดอยู่ดี”
สองพ่อลูกเข้ามาในห้องกระจก พลันใเล็กน้อยกับภาพไม่คุ้น
“ลอริส... อาร์ ยู...” สุรีย์รัตน์อุทาน เห็นลอริสกลับมาจากห้องน้ำแล้วไม่ได้นั่งเก้าอี้นวม แต่กลับหยิบหนังสือของแม่ภาที่ตนเผลอวางไว้
นึกพูดอังกฤษคำต่อไปไม่ออก จะต่อประโยคก็ไม่ถูก ได้แต่เห็นตุ๊กตารัสเซียเปิดหน้าหนังสืองานฝีมือไปมา
“อาร์ ยู... อินเทอเรสติง อิน นิตติ๊ง” เกริกไกรช่วยพูดแทนลูกสาว พลางเห็นเล่มโปรดของภรรยาตนที่จากไปล้วนเป็ภาพงานถัก งานฝีมือที่เรียกทับศัพท์ว่า 'นิตติ้ง'
“ด๊า...” สาวสวยผมน้ำตาลก้มผงกอ่อนโยน เสียงตอบนุ่มละมุนแสนไพเราะ ปีก่อนน่าเอ็นดูอย่างไรปีนี้ก็น่าเอ็นดูไม่เปลี่ยนเลย
พ่อลูกหันหน้าสบมองกัน ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเพราะตอนนี้ไม่เหลือใครรักงานฝีมือ ลูกสาวที่ดูบ๊อง ๆ ยิ่งใจไม่รักแน่นอน
ลอริสนั่งลงบนเก้าอี้นวมตามเดิม เพิ่มเติมคือก้มดูหนังสือนิตติ้งอยู่เนิ่นนาน หากไม่สนใจก็คงดูได้ชั่วประเดี๋ยวเดียว
“น้าไหวจะมีอุปกรณ์ไหมนะ ของแม่หาไม่เจอแล้ว” สุรีย์รัตน์รำพันถามไถ่ พ่อได้ยินจึงไม่รีรอ “เดี๋ยวพ่อออกไปลองถามน้าดูนะ รอสักครู่”
พ่อก็ดูเหมือนใจร้อน ตุ๊กตารัสเซียก็เหมือนสนใจ ดูแล้วลอริสคงอยากถักนิตติ้งจริง ๆ
“ดู ยู เลิฟ นิตติ๊ง” สุรีย์รัตน์เอื้อนถามเพื่อให้แน่ใจ คำตอบจากหญิงสาวผมน้ำตาลก็ยังไม่เปลี่ยน
“ด๊า...” เสียงตอบคราวนี้หวานละมุนยิ่งกว่าเดิม เพิ่มเติมคือยืนยันด้วยประโยคอังกฤษง่าย ๆ “ไอ... เลิฟ มัช”
มิน่าพ่อถึงใจร้อนออกไปถามน้าไสว ลอบคิดเพียงว่าย่างอายุสิบหกจะถักนิตติ้งได้แล้วหรือ แค่เล่นเปียโนเป็ั้แ่เด็กก็ทึ่งเกินแล้ว
คิดถึงคริสต์มาสสนุก ๆ คืนนั้นเสียจริง สุรีย์รัตน์แหงนมองผนังบนติดเพดานที่กลับคืนสภาพเดิม ริ้วพู่ปีใหม่วิบวับสีแดงเขียวสุดสวยที่หายไป หลอดไฟโยงเป็สายหลากสีก็ถูกเก็บไปหมดแล้ว
เข้าปี 1993 มาได้สองสัปดาห์ ชีวิตที่เฮฮาปาร์ตี้และได้หยุดยาวก็จบลง กลับมาเรียนกลับมาทำงานตามปกติกันหมด
แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนกลับเป็ตุ๊กตามีชีวิต น่ารักน่ากอดอย่างไรก็เป็อยู่อย่างนั้น ทุกวันตื่นเช้าและก่อนนอนจะได้โอบกอดอบอุ่น บางทีลอริสเป็ฝ่ายขอกอดก่อน แต่บางคราวพี่เลี้ยงก็ขอเริ่มก่อน ส่วนเกริกไกรยังคงขี้อายเช่นเดิม หลังจากคืนคริสต์มาสคืนนั้นก็ไม่ได้สวมกอดอีกเลย
เสียงกริ่งโทรศัพท์พลันดังขึ้น ลอริสเงยหน้าละสายตาจากหนังสือ เมียงมองพี่เลี้ยงสาวเข้าไปยกหูรับเพื่อสนทนา
“บ้าน 'สุขสรวง์ค่ะ' ้า...” สุรีย์รัตน์ชะงักคำพูดชั่วอึดใจ ได้ยินเสียงปลายสายที่คุ้นเคย “อ้าว อาวนัส จะมาที่นี่เลยหรอคะ จังหวะเดียวกับพ่อหนูกลับมาไวเลยค่ะ”
ฟังปลายสายอธิบายชั่วครู่ เสียง “ค่ะ น่าจะได้ค่ะ... แล้วเจอกันนะคะ” ทิ้งท้ายแล้ววางหู พลางสบมองตุ๊กตามีชีวิตที่ส่งสายตาอ่อนโยนเช่นเคย รำพันประโยคเบา ๆ “อาวนัสอยากดูเอกสาร ให้เขาดูสักหน่อยนะ ลอริส...”
มองลอริสยังงดงามไม่เปลี่ยน ขณะก้มดูหนังสือนิตติ้งยังรู้สึกน่ารักน่าทะนุถนอม ชุดเดรสขาวนุ่มฟูกิ๊บโบขาวแสนสวยคุ้นตา ได้เห็นทีไรก็ไม่เคยเบื่อสักครั้ง
เกริกไกรพาน้าไสวมาที่ห้องกระจก ในมือมีอุปกรณ์เก่าเก็บสองสิ่ง เข็มถักนิตติ้งและก้อนไหมพรมสีฟ้าที่เหลือเล็กน้อย
“หวัดดีค่ะ... น้าไหวมีอุปกรณ์จริง ๆ ด้วย” สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้น้าสาว ทั้งไม่พลาดที่จะบอกข่าวกับพ่อ “อาวนัสจะมาที่นี่ตอนนี้ค่ะ พ่อคะ บังเอิญจริง ๆ พ่อก็กลับมาเร็ว เขาอยากขอดูเอกสารของลอริส เห็นว่ามีเื่ชวนสงสัยน่ะค่ะ”
เกริกไกรปั้นหน้าประหลาดใจ “อืม... สงสัยอะไรหว่า”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ บอกแค่ว่าขอดูเอกสารจะได้ไหม ตอนนี้จำเป็”
สุรีย์รัตน์ก้มหน้าม่อย แต่ก็เกือบลืมจึงยิ้มทักน้าสาว “ลอริสอยากถักไหมพรมค่ะน้าไหว ถักนิตติ้ง”
เมื่อแต่ละคนเริ่มสนอกสนใจเื่นิตติ้ง พลันได้ยินเสียงเอื้อนละมุนที่ทำให้ทั้งคนอยู่คนเยือนหัวใจพองฟู
“ซดราสท์ วุย ถิ”
น้าไสวยิ้มแป้นหน้าบานเมื่อสาวฝรั่งทายทัก ไม่กล้าพูดรัสเซียเลยเพราะพูดไม่ได้สักที
“อันนี้เข็มถักของแม่ภาน่ะจ้ะ ส่วนไหมพรมน้าเหลือแต่เศษ ๆ ให้น้อง ลอ... ลอริสลองก่อนว่าถักได้จริงไหม”
สุรีย์รัตน์ยิ่งตื่นเต้นดีใจ รับสองสิ่งจากน้าสาวแล้วยื่นส่งให้ลอริส
“แหม่ม... เล็ตส์ ทราย นิตติ้ง แคน ยู ดู อิ๊ต” พี่เลี้ยงถามเสียงใส ภาษาอังกฤษสำเนียงไทยไม่แน่ใจว่าลอริสจะแปลออกหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ได้คำตอบ
“ด๊า...” เสียงตอบไพเราะเพราะพริ้งจากหญิงสาวตุ๊กตา ยืนยันตั้งใจอยากจะถักนิตติ้ง
เกริกไกรยิ้มแก้มปริ ดีใจล้นเหลือเมื่อหญิงสาวฝรั่งจะได้ถักไหมพรมสมปรารถนา
สองพ่อลูกและน้าไสวต่างตั้งตาลุ้น จากนี้คงต้องดูว่าลอริสอยากถักเป็อะไร หมวก ผ้าพันคอ ถุงมือ หรืออื่น ๆ ในหนังสือเล่มโปรดของแม่ภามีรูปสารพัดวิธีถักอัดแน่นเต็มเล่ม
ลอริสก้มผงกอ่อนโยน เอื้อนคำรัสเซียแสนคุ้นเคย “สปาซิบะ...”
ไม่นานจึงนั่งลงแล้ววางหนังสือข้างตัว เริ่มจับเข็มถักร้อยไหมพรมอย่างแช่มช้า ดูแล้วคงเพิ่งหัดยังไม่ชำนิชำนาญ
ระหว่างรอชมฝีมือ น้าไสวมีเื่หนึ่งที่ต้องบอกเล่า สองพ่อลูกสบมองกันเคล้าหวาดหวั่นเล็กน้อย
“ไหวคงต้องรับออฟมาอยู่ด้วยชั่วคราว เดือนกุมภาพี่มลไม่สะดวกดูแล ส่วนอ๊อดแม่แท้ ๆ ก็อยู่ปีนังต่อไม่กลับ่นี้ เฮ้อ... แย่จัง”
“ความลับจะแตกไหมนะ เื่น้องลอริส กลัวจริง ๆ” เกริกไกรเบิกสีหน้ากังวลชัด เช่นเดียวกับสุรีย์รัตน์ที่ก้มงุดซึมเซา ได้แต่ปล่อยให้ผู้ใหญ่สนทนากันไปก่อน พลางหันไปลุ้นหญิงสาวผมน้ำตาลนั่งบรรจงถักนิตติ้ง
“ไหวจะไปรับออฟเอง จะไม่ให้พี่มลมาที่นี่ ถ้าออฟรู้เื่น้องฝรั่งก็จะกำชับว่าอย่าบอกอ๊อดกับพี่มล แต่ถ้าออฟมันยังไม่รู้ก็ไม่บอกแล้วกัน”
หญิงร่างท้วมเสนอช่วยหาทางออก สองพ่อลูกพลันโล่งอกเล็กน้อย
เกริกไกรก้มผงกซาบซึ้ง “ขอบใจนะ น้องไหว พี่ไม่พร้อมเปิดเผยเื่นี้เลย”
ผ่านราวครึ่งชั่วโมง สิ่งที่ถักเสร็จเหมือนทดลองย่อม ๆ ลอริสถักเป็ดอกไม้ดอกเล็กเพียงขนาดกระดุมติดเสื้อ
เสียงปรบมือจากเ้าของบ้าน “เก่งจังเลย... ลอริส... คราซิวา”
พี่เลี้ยงและน้าสาวช่วยกันปรบมือ สุรีย์รัตน์เอ่ยไปเขินไป “น้องถักได้จริง ๆ ด้วย เก่งอ่า หนูอายเลย เรียนมหา'ลัยแล้วยังไม่เป็สักอย่าง”
ลอริสก้มผงกละมุน เอื้อนสำเนียงรัสเซียหวาน “สปาซิบะ...”
“อยากเป็น้าสอนให้นะ” น้าสาวขอเสนอตนเอง แต่สาววัยสิบเก้าที่บ๊อง ๆ ไม่เอาไหนในงานฝีมือผู้หญิงคงจะไม่เหมาะ ได้แต่ยิ้มเอียงอาย “ยอมแพ้ค่ะน้า ฮือ...”
เกริกไกรยิ้มระรื่นขออาสา “เดี๋ยวพ่อซื้อไหมพรมใหม่ให้นะ เอาสีครีมแล้วกันคงเหมาะกับลอริส เผื่อน้องอยากถักของชิ้นใหญ่ ๆ”
“ลุ้นเลยค่ะน้องอยากถักเป็อะไร” สุรีย์รัตน์หยีตาพริ้มส่งมอบให้ตุ๊กตาสาวสวย “ให้น้องตัดสินใจเองเนอะ”
เ้าบ้านหยิบหมวกไหมพรมสีชมพูจากตู้กระจก สองน้าหลานได้เห็นได้จับััจนแทบร้องว้าว
“พี่ภาเก่งเนอะ ถักเป็หมวกได้ด้วย ไม่ง่ายเลย” น้าไสวชื่นชมงานฝีมือพี่สาว สุรีย์รัตน์ยิ้มแสนภาคภูมิ “แม่หนูเก่ง แฮ่ะ ๆ แต่น้าไหวก็เก่งนะ”
“น้าไม่ถนัดนิตติ้งน่ะจ้ะ แต่ถ้าตัดชุดละก็ สู้ไม่ถอย”
สองน้าหลานคุยกันเพลินสนุกถูกคอ แต่พลันถูกขัดจังหวะจากเสียงรถยนต์ที่จอดใกล้ประตูเหล็กด้านนอก
“เหมือนวนัสจะมา” เกริกไกรเอ่ยวาจาแ่เบา วางหมวกไหมพรมชมพูบนโต๊ะส่องกระจก “เดี๋ยวพ่อออกไปต้อนรับเองนะ”
ลอริสผินมองชายวัยสี่สิบเอ็ดที่เดินลับตาไป พี่เลี้ยงช่วยวางเข็มถักและม้วนไหมพรมเคียงรูปครอบครัว พลางแตะไหล่นุ่มฟูระคนห่วงใย เผลอพูดไทยอย่างเคยชิน “เดี๋ยวคุณพ่อก็มานะ...”
ไม่ช้าจึงมีแขกเยี่ยมดั่งคาด เ้าบ้านเดินมากับตำรวจชุดเครื่องแบบผู้คุ้นหน้า วนัสแย้มทายทักทุกคนหลังจากวางวิทยุไว้นอกห้อง
สองน้าหลานยกมือไหว้น้อมนอบ
“ซดราสท์ วุย ถิ” คำรัสเซียสำเนียงไทยจากวนัส ทำเอาทุกคนยิ้มไม่หุบ ไม่เหนือคาดลอริสลุกยืนแล้วก้มผงก บรรจงวาจาหวานสำเนียงรัสเซียแท้ “ซดราสท์ วุย ถิ” เช่นกัน
ตุ๊กตารัสเซียนั่งลงดุจเดิม สองมือวางบนตักแสนเรียบร้อย แววตาทอดมองทุกคนช่างซื่อละมุนเหมือนวันเก่าก่อน
สุรีย์รัตน์หยิบกระเป๋าสีน้ำตาลจากโซฟายาว นั่งลงข้างเก้าอี้นวมแล้วยื่นส่งให้เ้าของ พลางเอ่ยเอื้อนเสียงใส “ลอริส... แคน ยู โอเพ้น”
“ด๊า...” เ้าของกระเป๋าว่านอนสอนง่ายไม่เปลี่ยน ซื่อบริสุทธิ์แท้จริงจนสองพ่อลูกและน้าสาวพลันไหวหวั่น แม้แต่วนัสก็ยังรู้สึกได้ชัดเจน
เข็มขัดปลดออกทีละเส้นจนหมด พี่เลี้ยงช่วยกางเปิดเพื่อหยิบซองใสใส่เอกสาร บรรจงวางกระเป๋าลงพื้นแล้วยื่นทุกสิ่งที่อยู่ในซองให้เ้าของ
จังหวะที่ลอริสเอื้อมรับสิ่งสำคัญจากมือพี่เลี้ยง วนัสย่อตัวลงนั่งข้างเก้าอี้นวม เกริกไกรและน้าไสวจึงนั่งลงตาม ราวกับจะตั้งวงสนทนาย่อม ๆ
วนัสก้มผงกเล็กน้อย วางสองมือหงายคล้ายกำลังรอรับสิ่งของบางอย่าง อาการบ่งบอกดั่งสื่อภาษากาย ลอริสก็ดูเหมือนแปลความหมายออก แม้แต่สายตาสบมองแขกเยี่ยมช่างซื่ออ่อนโยนไม่เปลี่ยน
ไม่กี่อึดใจจึงยื่นทั้งซองเอกสารให้ วนัสประคองรับไว้แล้วไม่ลืมคำเอ่ย “สปาซิบะ... สปาซิบะ ลอริส...”
ยามนี้ทุกคนยังไม่กล้าถามไถ่ รอให้ตำรวจหนุ่มคนนี้พูดออกมาเอง
“จะเริ่มยังไงดี จู่ ๆ ผมมาขอดูเอกสารของน้อง... ลอริส... ต้องขอโทษทุกคนด้วย แต่ผมมีข่าวเล็กน้อยอยากจะแจ้ง”
“ว่ามาเลยเพื่อน ตอนนี้ลอริสไว้วางใจนายแล้ว ถึงมอบเอกสารให้” เกริกไกรช่วยรบเร้าเข้าเื่
สุรีย์รัตน์และน้าไสวสบมองเพื่อนพ่อเคล้าเอาใจช่วย ตุ๊กตารัสเซียก็ยังทอดแววตาอ่อนโยนเช่นกัน คงอยากรู้ว่าบุคคลที่เคยสอบซักประวัติคนนี้จะทำเช่นไร
วนัสหยิบกระดาษพับจากกระเป๋าสตางค์ คลี่มันออกมาแล้ววางบนพื้นให้ทุกคนเห็น อักษรที่เป็ลายมือเขียนคล้ายภาษารัสเซีย แต่ตัวกระดาษกลับเป็ฉบับสำเนา
“ผมได้เงื่อนงำที่อาจไขปริศนาออก แต่ก็ไม่แน่ใจ” วนัสเว้นจังหวะชั่วครู่ก่อนสบมองหญิงสาวผมน้ำตาล ไม่นานจึงก้มชี้ยังกระดาษปริศนา
“ลายมือคนนี้คือตำรวจยูเครน เขาแจ้งข่าวกับผมและพี่สานิตย์เมื่อวานซืน ต้องเกริ่นว่ายูเครนก็คือประเทศใหม่ แยกจากโซเวียตที่ล่มสลาย ถ้าจำเหตุการณ์หายนะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลได้ ที่นั่นคือประเทศยูเครนในปัจจุบัน”
วนัสยังเล่าไม่จบ ทุกคนก็ไม่ได้ขอขัดจังหวะ รอว่าอะไรเป็อะไรถึงได้โยงใยเื่ของลอริส
“แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ที่ผมจะเล่าคือ ตำรวจคนนี้มีกรณีคดีที่แปลก เขาเขียนมาว่ากรณีคนตระกูลรัสเซียที่ผมถามถึงอาจคล้ายกัน เขาเจอว่ามีตระกูลหนึ่งที่ยูเครนแปลกมาก มีการฆ่ากันในตระกูลเพราะ้ากำจัดคนที่แต่งงานมีลูกข้ามชาติ หรือพูดง่าย ๆ ไม่้าลูกครึ่งลูกผสมเชื้อชาติอื่น แต่ตระกูลที่เขาบอกมาไม่ใช่เปรีตินหรือเปรีติน่าแน่นอน”
“ถ้างั้น... ตระกูลของลอริส... ก็...” เกริกไกรอุทานแ่
วนัสขออธิบายต่อ “ผมเริ่มเอะใจ ตระกูลเปรีตินของลอริสอาจเป็กรณีเดียวกัน อาจเหมือนที่ตำรวจยูเครนเล่าในคดีของเขาที่เจอ เขาเลยบอกผมว่าอาจเป็เื่คล้ายกัน เพราะยูเครนกับรัสเซียก็อยู่ในสหภาพโซเวียตด้วยกันมาก่อน ความคิดแปลก ๆ อาจถ่ายทอดกันมา”
“ลอริสน่าจะแปลออก เพราะภาษาใกล้เคียงกันนะคะ” สุรีย์รัตน์ช่วยเสริมความเห็น พลางสบมองตุ๊กตารัสเซียที่ก้มมองกระดาษไม่กะพริบ
“ผมไม่อยากถามน้อง ไม่อยากซักประวัติแล้วละ ผมกลัวกระทบกระเทือนจิตใจ” วนัสก้มงุดเสียงอ่อนเอื่อย
“ฉันก็เห็นด้วย เราแค่เดากันเองดีกว่าเนอะ” เกริกไกรช่วยสนับสนุนเพื่อน พลางได้ยินลูกสาวเอ่ยละมุน
“หนูก็... เห็นด้วยค่ะ บางทีความลับก็ควรปล่อยไปแบบนั้นดีกว่าค่ะ เพราะยังไงก็ไม่สามารถทวงคืนชีวิตพ่อแม่ของน้องได้เลย”
วนัสพับกระดาษกลับใส่กระเป๋าสตางค์ รู้แก่ใจว่าไม่ควรให้หญิงสาวผมน้ำตาลเพ่งมองนาน ความเศร้าสลดจากชีวิตบอบช้ำก่อนลี้ภัยอาจย้อนทำร้ายจิตใจอีกครั้ง
ตอนนี้ซองใส่เอกสารก็อยู่กับตนแล้ว เ้าของมอบความไว้เนื้อเชื่อใจเช่นนี้ ยิ่งต้องถนอมจิตใจให้ดีที่สุด
“ที่ผมนึกถึงลอริสจนต้องขออนุญาตดูเอกสาร เพราะว่า... ชื่อของน้อง น่าจะไม่ใช่ชื่อรัสเซียแท้ ๆ ผมสงสัยว่าเป็ชื่อของภาษาอื่น และทำให้อดคิดไม่ได้ว่าลอริสอาจมีเชื้อชาติอื่นผสมด้วย”
วนัสเล่าขยายความจนแต่ละคนแทบช็อก ไม่นึกมาก่อนเลยว่าแขกเยี่ยมฐานะตำรวจจะสันนิษฐานแบบนี้ แต่คนที่รู้เื่รัสเซียดีที่สุดนอกจากตุ๊กตามีชีวิตก็มีแต่วนัสเท่านั้น
“ลอริสมีแม่หรือพ่อที่เป็ลูกครึ่งหรอคะ” สาววัยสิบเก้าถามไถ่
-ยังไม่จบตอน-
