ล่วงเวลาจนตะวันใกล้ตกดิน ท่ามกลางการเดินเท้าที่เงียบสงัด เงาตะคุมสีดำมืดซวนเซออกมาจากจุดอับของป่าทึบมันปรากฏเป็นร่างของชายหนุ่มในชุดสีแดง ทว่าเมื่อฉางกงมองให้ชัดแล้ว เสื้อผ้าของมันมิได้เป็นสีแดง แต่เป็นสีขาวที่ถูกย้อมชโลมย้อมด้วยเลือดสดๆ
ร่างของชายหนุ่มที่พยามฝืนเดินก็ได้แน่นิ่งลงไป มันล้มคว่ำใบหน้ากระแทกเข้ากับพื้นดิน กรีดขวางเส้นทางเดินของหนึ่งอาจารย์สองศิษย์เกิดเป็นเสียงดัง ตุบ!!!
เมื่อทั้งสามคนเข้าไปใกล้ พบเห็นเป็นร่างของชายหนุ่มคว่ำหน้าล้มฟุบอยู่กับพื้นดิน ลมหายใจรวยรินแผ่วเบา โลหิตที่ไหลออกจากตัวเริ่มที่จะรวมกันเป็นแอ่ง เผยอาการบาดเจ็บสาหัสของชายหนุ่มผู้นี้ทว่าภายใต้สติที่ขาดหายไปแล้วนั้น สองมืออย่างชายหนุ่มยังคงยึดกุมกระบี่เอาไว้ในมือแน่นราวกับว่าต่อให้ตายก็ไม่มีทางปล่อยกระบี่ให้หลุดมือ
อี้หวินออกแรงพลิกร่างของชายหนุ่มลึกลับ มันผู้นี้มีใบหน้าที่อ่อนวัยและรูปกระดูกที่พึ่งจะเติบโตเต็มที่ แสดงให้เห็นว่าความหนุ่มนั้นมิได้เกิดจากลมปราณแต่เป็นวัยที่แท้จริง
ด้วยทักษะแพทย์ที่เหนือล้ำกว่าอายุ อี้หวินมองเพียงครั้งเดียวก็สามารถบอกได้ถึงอายุของชายผู้นี้“อาจารย์คนๆนี้มีอายุเพียง18-20ปีเท่านั้นเอง!!!!”
ฉางกงมองพิจารณาและกล่าวเสริม“ข้าไม่สามารถมองเห็นพลังบ่มเพาะของเขาได้เลย คงจะเหนือกว่าข้าและศิษย์พี่ไปอีกขั้น โลกนี้ช่างกว้างใหญ่จริงๆ”
ได้ยินเช่นนั้น ชายชรากล่าวตอบความสงสัยของศิษย์น้อย “เซียนสวรรค์ นั้นคือพลังบ่มเพาะของคนผู้นั้น”
คำพูดของอาจารย์ทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองคนบังเกิดความตกใจอย่างที่สุด เส้นทางแห่งเซียนคือเส้นทางที่พวกมันหวังจะไปถึงและเซียนสวรรค์คือตัวตนที่กำลังกลายเป็นจักรพรรรดิเส้นทางแห่งเซียนก็ดี เซียนสวรรค์ก็ดีหรือจักรพรรดิก็ดี สิ่งเหล่านี้รวมอยู่ในตัวของชายหนุ่มลึกลับที่มีอายุมากกว่าพวกมัน 10-15ปีเท่านั้น เรื่องที่ยากจะเหลือเชื่อเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร!!!
คำว่าอัจฉริยะที่อาจารย์มักจะกล่าวออกแก่ฉางกงและอี้หวิน บัดนี้ได้ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นเมื่อเทียบพรสวรรค์กับชายหนุ่มคนนี้
ชายชรายังคงกล่าวต่อ “แข็งแกร่งจริงๆ อายุเพียง20ปีก็สามารถบรรลุเข้าสู่ดินแดนผู้วิเศษขั้น8ได้ ไม่เพียงเท่านั้นในมือถือครองด้วยกระบี่ระดับจักรพรรดิ คนๆนี้จะต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน”
ฉางกงมองไปยังชายหนุ่มลึกลับที่กำลังหายใจรวยรินด้วยความรู้สึกประหลาด
ชายหนุ่มลึกลับผู้นี้ปลดปล่อยความเยือกเย็นและจิตสังหารออกมาแม้ในยามไร้สติ แต่แล้วเหตุใดฉางกงถึงไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ต่างจากศิษย์พี่และอาจารย์ที่ยังคงใช้สายตาระแวดระวังมองไปที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเป็นเพราะโชคชะตาหรืออย่างไรที่ทำให้ฉางกงต้องกล่าวออก “อาจารย์ ดูเหมือนว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ พวกเรารีบช่วยเขากันเถอะ”
ได้ยินเช่นนั้นชายชราพิเคราะห์ถึงสิ่งที่เห็น พร้อมกับส่ายศีรษะ “น่าเสียดายที่ชายหนุ่มผู้นี้ล่วงเข้าแดนมรณะไปแล้ว9ส่วน อีก1ส่วนเหลือเพียงลมหายใจที่ใกล้จะมอดดับ ฉางกงเจ้าอย่าได้ฝืนลิขิตฟ้าเลย”
อี้หวินเห็นศิษย์น้องยังคงมองไปที่ชายหนุ่มลึกลับอย่างไม่วางตา มันจึงรีบกล่าวเสริมคำพูดของอาจารย์“ศิษย์น้องเจ้าเชื่ออาจารย์เถอะ กลิ่นอายสังหารฆ่าฟันในตัวของเขามากมายถึงเพียงนี้ เราไม่รู้ได้เลยว่าจะเขาเป็นคนดีหรือคนเลว??หากว่าเราช่วยคนเลวให้รอดชีวิต ไม่เท่ากับว่าพื้นที่ราบภาคกลางจะต้องอาเพศปั่นป่วนเพราะตัวเราหรอกหรือ??”
ฉางกงส่ายหน้าให้กับคำกล่าวของทั้งสองคน “แต่ข้าอยากช่วยเขาจริงๆ อาจารย์ ศิษย์พี่ ดูสิเขายังมีลมหายใจอยู่เลย ตัวก็ยังไม่ได้เย็นเหมือนเช่นคนตายหากว่าเราทิ้งเขาไว้และเดินจากไป ไม่เท่ากับว่า คนที่ฆ่าเขาคือพวกเราสามคนหรอกหรือ???”
วาจาของเด็กหนุ่มเป็นจริงทุกประการสำหรับผู้ศึกษาวิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือคนแล้ว จะดีหรือเลวทุกชีวิตล้วนสำคัญเท่าเทียม
แท้จริงแล้ว ชายชราผู้นี้มิอยากยุ่งเกี่ยวกับบุรุษหนุ่มคนนี้ หากคิดให้ดีแล้วผู้ที่สามารถทำร้ายตัวตนในขั้นที่8ได้ มิใช่เป็นจักรพรรดิหรอกหรือ การช่วยเหลือเขาอาจนำพาหายนะมาสู่ตัวเองได้แต่ถึงอย่างนั้นจิตใต้สำนึกของการเป็นแพทย์ ทำให้มันต้องกล่าวออก “เส้นชีวิตของเขาถูกตัดขาดจนไม่สามารถต่อกันติดได้ บาดแผลทั่วร่างเพียงพอที่จะฉุดดึงเข้าสู่แดนมรณะได้ทุกเวลา อาจารย์กลัวว่าแม้เราจะพยายามมากเพียงใดแต่เขาก็จะไม่ฟื้นกลับมา”
“อาจารย์ให้ข้าลองดูเถอะ” เด็กหนุ่มกล่าวออกโดยปราศจากความลังเล
เห็นศิษย์น้องตัดสินใจอย่างหนักแน่นและยากที่จะเปลี่ยนใจ อี้หวินกล่าวออกอีกเสียง “อาจารย์ ข้าก็จะขอช่วยด้วยอีกแรง”
“เอาเถอะ ในเมื่อพวกเจ้าตัดสินใจเช่นนี้ เราสามคนมาช่วยดึงเขาขึ้นมาจากแดนมรณะกันเถอะ” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้มให้แก่ศิษย์น้องทั้งสองคน
....
เสียงน้ำไหลดังแว่ว สายลมอ่อนๆ พัดละอองน้ำ ฟุ้งกระจายไปในอากาศ ธารน้ำใสทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ใจกลางของธารน้ำเป็นที่ตั้งของกระท่อมไม้ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างลวกๆเพื่อให้กลายเป็นที่พักพิงชั่วคราว
เมื่อคาบเลือดถูกชำระออกจากใบหน้าและร่างกาย ทั่วร่างกายของชายหนุ่มลึกลับเต็มไปด้วยร่องรอยการฟัน บาดแผลฉกรรจ์ถึงกระดูกมีมากกว่า10จุด กระแสปราณในตัวปั่นป่วน ทะเลลมปราณบาดเจ็บสาหัส
“ดวงแข็งจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่า อาการหนักขนาดนี้ จะรอดมาเจอพวกเราได้” อี้หวินพึมพำ มือขวาเท้าไปที่ปลายคางพร้อมมองไปยังร่างไร้สติของชายหนุ่มลึกลับ
ฉางกงจ้องมองไปที่อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ใช่ไหมข้าถึงบอกว่าระหว่างเขากับพวกเราเป็นปาฏิหาริย์ สวรรค์ไม่ได้ต้องการมอบทางตายให้แก่เขา จึงบันดาลให้เราได้พบกัน”
....
เวลาตะวันและราตรีผ่านเลย นี้เป็นครั้งแรกที่ฉางกงได้ใช้วิชาแพทย์ที่ศึกษาร่ำเรียนมาเพื่อช่วยเหลือชีวิตของคนๆหนึ่งอย่างแท้จริง หาใช่รักษาอาการบาดเจ็บเล็กๆหรือโรคร้ายเหมือนที่เคยหากแต่ตอนนี้สีหน้าของเด็กหนุ่มไม่คลายความกังวลและเต็มไปด้วยความสงสัย “นี้ก็ผ่านมาถึง20วันแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้สติกลับมา ศิษย์พี่ ท่านคิดว่าการรักษาของพวกเราติดปัญหาที่ตรงไหนหรือไม่??”
ได้ยินเช่นนั้นอี้หวินกล่าวออก “ศิษย์น้องเจ้าอย่ากังวลเลย หากว่านี้เป็นผลงานของเราสองคน อาการของเขาคงจะน่าเป็นห่วงอยู่มาก แต่ชายผู้ได้ท่านอาจารย์ช่วยต่อชีพจรชีวิตและสมานกระดูกให้ไม่มีทางที่เขาจะไม่ฟื้นรอเวลาบาดแผลได้บรรเทาลงหน่อย ประเดี๋ยวเขาก็ตื่นขึ้นมาเอง เพียงแต่ยามที่เขาผู้นี้ตื่นขึ้นมาแล้ว พวกเราจะโชคดีหรือโชคร้าย นั้นแหละคือสิ่งที่ศิษย์พี่กำลังเป็นกังวล”
เด็กน้อยพยักหน้าขึ้นลง “นอกจากบาดแผลฉกรรจ์สิบแห่งทั่วร่างแล้ว เขายังถูกพิษมากกว่าสามสิบชนิดด้วยกัน ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดที่ลงมือโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้ คนพวกนั้นจะมาตามล่าพวกเราหรือไม่นะ??”
อี้หวินรีบส่ายหน้า “ศิษย์น้อง ที่ข้าเป็นกังวล หาใช่ผู้ที่ลงมือกับเขา แต่เป็นเขานั้นแหละ หากเขาไม่ใช่คนดี เราสองคนพี่น้องซี้แหง่แก๋!!!”
ได้ยินศิษย์ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ชายชราที่นั่งอยู่ไม่ห่าง มองไปยังชายหนุ่มลึกลับ มันได้ทำนายเหรียญดูดวงชะตาของคนๆนี้หากแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาเกี่ยวโยง ดวงชะตากับศิษย์คนเล็กของมันอย่างน่าพิศวง “เจ้าหนุ่มคนนี้เป็นใครกันแน่นะ เหตุใดฉางกงถึงเข้าไปเกี่ยวด้วย??”
ขณะที่ชายชรากำลังขมวดหว่างคิ้วเข้าหากัน สายตาเปลี่ยนทิศจ้องมองไปที่ประตูไม้ เช่นเดียวกับฉางกงและอี้หวิน แม้จะยังเด็กหากแต่ทั้งคู่ไม่พลาดที่จะจับสัมผัสของอันตรายและจิตสังหารที่มุ่งมา
ตูมมม!!! เสียงระเบิดกึกก้องหอบพัดกระท่อมไม้ให้แหลกสลายในพริบตา ชายชราทะยานร่างออกมาพร้อมกับลูกศิษย์ทั้งสองคนมือขวาของอี้หวินจับกุมดึงรั้งศิษย์น้องไม่ปล่อย แผ่นหลังของฉางกงแบกร่างชายหนุ่มลึกลับไร้สติให้รอดพ้นจากความตายเป็นครั้งที่สอง
ผู้มาเยือนสองคนไม่ได้ปกปิดตัวตนและเจตนาแม้แต่น้อย มันปลดปล่อยการโจมตีหมายสังหารอย่างชัดเจน!!!
ชายชราหดสายตามองไปที่บุรุษสองคน คนแรกมีใบดำเข้ม ดวงตาคมรูปดาบ รูปร่างสูงใหญ่ สวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวเข้มขลิบด้วยลวดลายสีดำส่วนอีกผู้หนึ่งมีใบหน้าซีดขาว คล้ายผู้ฝึกฝนวิชายุทธต้องห้าม รูปร่างท้วมใหญ่ แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร เสื้อผ้าที่สวมใส่เหมือนกันกับบุรุษคนแรก ประหนึ่งว่าพวกมันมาจากสถานที่เดียวกัน
เสื้อผ้าสวมใส่เป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัด ทำให้ชายชรารู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่โจมตีหมายสังหารนั้นหาใช่เป็นศัตรูของชายหนุ่มที่พวกมันช่วยเอาไว้ แต่เป็นคนของตำนักเทพโอสถ!!
เสียงกระหึ่มคำรามของเมฆฝนดังขึ้น ลั่นด้วยแสงอสนีบาตสีทอง สายฝนโปรยลงมาอย่างต่อเนื่อง แสงจันทร์สาดส่องเปิดทางมาที่ใบหน้าเหี้ยมเกรียมของสองบุรุษแห่งตำนักเทพโอสถ
แววตาของบุรุษคนแรกจ้องมองไปที่อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ไม่ได้พบกันเสียนานจักรพรรดิผู้เปลี่ยนโลก สองหัตถ์เทพมาร เกาอี้กง”
ชายชราที่ถูกกล่าวถึงตอบกลับด้วยเสียงเรียบ “จำไม่ได้ว่าพวกเราเคยพบกัน??”
บุรุษร่างท้วม แววตาฉายด้วยจิตสังหารตลอดเวลา กล่าวตอบ “แน่นอนเจ้าคงจำข้าไม่ได้ ตัวข้ามีนามว่า หยุนจี้ เป็นศิษย์ลำดับที่9 ของเทพโอสถในตอนที่เจ้าบุกตำหนักเทพโอสถทำลายเม็ดยาของอาจารย์ข้า เวลานั้นข้าคงอายุพอๆกับเด็กน้อยสองคนที่แอบอยู่หลังเจ้าได้กระมัง”
ชายชราส่ายศีรษะปฏิเสธ “ข้าไม่ได้บุกตำหนักเทพโอสถ หากแต่เป็นอาจารย์ของท่านเชื้อเชิญข้าไปด้วยเล่ห์กลต่างหาก”
บุรุษผู้มีแววตาคมเสมือนดาบกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ “ข้าคือศิษย์ลำดับที่8ของเทพโอสถ นามว่าหยุนฉิง ที่เรามาวันนี้เพื่อเจรจาหารือ มิได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด”
ได้ยินดังนั้น ฉางกงเค้นเสียงในลำคอ “เหอะ!!! ไม่มีเจตนาร้ายเรอะ?? ยังไม่ทันจะได้พบหน้า พวกเจ้าก็เล่นระเบิดกระท่อมไม้ของเราไม่เหลือซากแล้ว หากว่าหนีออกมาไม่ทันความตายของข้า ก็ยังไม่ใช่เจตนาร้ายของเจ้าหรือไง??”
อี้หวินกระตุกแขนเสื้อของศิษย์น้องพร้อมกับพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา “อย่าพึ่งสาดน้ำมันเข้ากองไฟสิ!!!!”
หยุนฉิงยกยิ้มุมปาก มันไม่แม้แต่จะมองไปยังผู้กล่าวประหนึ่งว่าไม่ได้มีค่ามากพอให้สนทนา จากนั้นสองมือของมันเหยียดประสานออกมา แต่ไม่ได้โค้งศีรษะ“ศิษย์น้องของข้า เพียงต้องการระบายความคับแค้นเมื่อครั้งเยาว์วัย สองหัตถ์เทพมารอย่าได้ถือสา ที่ข้ามาวันนี้ มีหนึ่งประโยคที่อาจารย์ของเราฝากมาบอกแก่ท่านวาจาที่อาจารย์ฝากถึงท่าน คือขอให้สองหัตถ์เทพมารส่งมองคัมภีร์บ่มเพาะเทวะอุดรและโอสถทิพย์เก้าทิวาทั้งเจ็ดเม็ดออกมา เพียงเท่านี้พวกเราก็จะกลับไปทันที!!!”