หลิวชุนเสี่ยวพาจางถงเดินเข้าสตาร์บัค ท่าทางเขาดูคุ้นเคยเป็อย่างดี แสดงว่าคงต้องมาที่นี่บ่อยๆ หลังจากทักทายพนักงานเสร็จ หลิวชุนเสี่ยวหันมายิ้มให้จางถง “วันนี้ผมจะเลี้ยงพายแอปเปิ้ลต้นตำรับคุณเอง!”
“ไม่ต้องสิ้นเปลืองขนาดนี้ก็ได้มั้งคะ”
“ผมตัวคนเดียว เห็นคุณเจอแต่คนตายทั้งวัน อยากให้คุณได้พักผ่อนบ้าง พายแอปเปิ้ลของที่นี่รสชาติไม่เลว ตอนที่ผมเรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ มีร้านหนึ่งตรงหน้าประตูมหาวิทยาลัยบรรยากาศดีมาก แถมพายแอปเปิ้ลก็ยังรักษารสดั้งเดิมมาตลอดหลายปี! ดังนั้นพอกลับมาเทียนฉาง ผมเลยแวะมารำลึกความหลังบ่อยๆ น่ะครับ”
เห็นท่าทางดีใจของหลิวชุนเสี่ยว จางถงก็ไม่พูดอะไร หล่อนสั่งกาแฟดำมาหนึ่งแก้ว ค่อยๆ จิบไปทีละนิด
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่ครับ”
“ไม่มีอะไรค่ะ” จางถงสายหน้า
“ว่าแต่ทำไมคุณถึงยังไม่แต่งงานอีกล่ะคะ อายุก็ไม่น้อยแล้ว”
จางถงพูดจบ หลิวชุนเสี่ยวอดตะลึงไม่ได้ อ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่
จางถงรู้สึกว่าตนเองพูดตรงเกินไป จึงรีบอธิบาย “คือว่าหวังย่าหนานเพื่อนรักของฉันน่ะ ฉันอยากแนะนำให้พวกคุณรู้จักกัน ฉันเป็คนไม่อ้อมค้อม มีอะไรก็พูดตรงๆ คุณว่ายังไงคะ หวังย่าหนานหน้าตาสวยใช้ได้ นิสัยก็ดี ไม่มีภาระทางบ้าน เพราะว่าหน้าที่การงานจึงทำให้ยังไม่ได้แต่งงาน ฉันก็รู้จักเขามาสิบกว่าปีแล้ว เข้าใจเขาเป็อย่างดี หลิวชุนเสี่ยวฉันว่าคุณกับเขาดูเหมาะสมกันมากเลยนะ!”
เห็นท่าทางจริงใจและมั่นใจของจางถง หลิวชุนเสี่ยวจึงอึ้งไป ได้แต่ซดกาแฟตรงหน้าเข้าไปอึกใหญ่ รีบกลืนลงคอพร้อมกับคำพูดที่กำลังจะพูดออกมา
“ตอนนี้ผมยังไม่อยากมีแฟนน่ะครับ งานสำคัญกว่า อีกอย่างผมก็เพิ่งจะกลับมาเทียนฉาง ยังไม่ค่อยชินกับสภาพแวดล้อมที่นี่ ต้องขอโทษด้วยนะเสี่ยวถง” หลิวชุนเสี่ยวนิ่งไปพักใหญ่แล้วให้เหตุผลที่ดูไม่น่าจะเห็นเหตุผลได้เลย แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกไม่สบายใจ
“งั้น...ก็ได้ค่ะ” จางถงเคอะเขินนิดหน่อย “ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ!”
หลิวชุนเสี่ยวรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เล่าเื่ของคุณตอนนี้ดีกว่าครับ ทำไมถึงได้เลือกเป็นิติเวชล่ะ เท่าที่ผมรู้มานิติเวชหญิงมีอยู่ไม่กี่คนเองนี่ครับ!”
ครั้งนี้จางถงไม่หนี เธอครุ่นคิดแล้วจึงพยักหน้า “ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้มีความลับอะไรหรอก ตอนที่พ่อยังมีชีวิตอยู่เป็นิติเวช ลูกสาวก็ต้องเจริญรอยตามพ่อยังไงล่ะ...”
ถึงแม้น้ำเสียงที่ใช้พูดจะฟังดูเรียบๆ แต่มีอยู่แวบหนึ่งที่หลิวชุนเสี่ยวเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขในแววตาของจางถง
“งั้นคุณเคยรู้สึกกลัวบ้างไหมครับ”
แน่นอนจางถงรู้ว่าสิ่งที่หลิวชุนเสี่ยวพูดถึงคืออะไร เธอยิ้มน้อยๆ “ถ้าบอกว่าไม่กลัวก็คงจะโกหก ตอนที่เริ่มทำแรกๆ ต้องเห็นคนตายที่หน้าตาเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้เ่าั้ ก็รู้สึกไม่ง่ายอยู่เหมือนกัน แต่พอต้องััทุกวัน มันก็ค่อยๆ ชินไปเอง”
พูดถึงตรงนี้ หล่อนก็เปลี่ยนเื่ “หลิวชุนเสี่ยว คุณเรียนกฎหมายเป็อัยการ ทำไมถึงได้สนใจอาชญาวิทยาล่ะ วันนี้ฉันได้ยินย่าหนานบอกว่าคุณโดดเด่นมากในที่ประชุม”
“การวิจัยด้านอาชญาวิทยาเป็แค่อดิเรกส่วนตัวของผมเท่านั้นเองจริงๆ ครับ” หลิวชุนเสี่ยวถ่อมตัวอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อวานพอดีตอนที่หัวหน้าหลี่มาที่สำนักอัยการพูดเื่อยากได้คนทำ ภาพจำลองเหตุการณ์ฆาตกรรมสามมิติ หัวหน้าเลยแนะนำผม” เดิมทีหลิวชุนเสี่ยวก็ไม่ใช่คนโกหกเก่ง ดังนั้นตอนที่พูดสิ่งเหล่านี้ออกมา เขาจึงไม่กล้าสบตาจางถงตรงๆ
“เสี่ยวถง ถ้าคุณมีอะไรอยากคุยกับผมล่ะก็ ผมว่างตลอดนะครับ” เห็นตอนนี้จางถงอารมณ์ดี หลิวชุนเสี่ยวจึงเปลี่ยนใจพูดความในใจของตัวเองที่เก็บไว้มานานออกมา
จางถงอดตะลึงไม่ได้ หล่อนเข้าใจความรู้สึกของหลิวชุนเสี่ยวในทันที หล่อนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “ฉันรู้ว่าคุณหวังดีกับฉัน ฉันรับปากคุณค่ะหลิวชุนเสี่ยว ขอเพียงแค่โอกาสเหมาะ ฉันจะต้องไปหาคุณแน่นอน”
โรงพยาบาลที่หนึ่งแห่งเมืองเทียนฉางมีอาคารตรวจรักษาโรคทั่วไปที่หรูหราที่สุดในเมือง จึงไม่น่าแปลกใจว่าแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งนี้คือแพทย์ฝีมือดี ทุกวันที่เป็เวรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจโรค จะมีคนต่อแถวรับบัตรคิวกันั้แ่ตีสองตีสาม แต่พอกระดาษแผ่นเล็กธรรมดาที่พิมพ์หมายเลขตัวเล็กๆ นี้ถึงมือพวกพ่อค้าหัวใส ก็จะมีราคาสูงขึ้นไปถึงสี่ห้าเท่า แต่ก็ยังคงมีคนแย่งกันซื้ออยู่ดี
หวังย่าหนานแทบจะไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลย นอกจากครั้งนั้นที่โดนฟันเข้าที่แขนตอนจับคนร้าย ฉะนั้นเธอจึงไม่คุ้นกับการต่อแถวรับบัตรคิว
ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเื่งาน หวังย่าหนานก็จะไม่มาโรงพยาบาลที่หนึ่งนี้หรอก อย่างมากคงแค่เดินผ่านหน้าโรงพยาบาลเท่านั้น
เมื่อเดินเข้ามาในล็อบบี้ของอาคารตรวจโรคทั่วไปอันหรูหราตระการตาของโรงพยาบาลที่หนึ่ง หวังย่าหนานเงยหน้าขึ้น กวาดตามองไปรอบๆ อดใจพูดสิ่งที่รู้สึกออกมาไม่ได้ “ที่นี่เทียบได้กับโรงแรมห้าดาวเลยนะเนี่ย!”
“ไม่งั้นทุกวันนี้จะมีคำพูดที่ว่า ‘ค่ารักษาโรคแพง’ เป็หนึ่งในสามปัญหาหลักของประชาชนเหรอ” จ้าวหยุนเอ่ยประชด “เงินพวกนี้ก็มาจากกระเป๋าของประชาชนอย่างพวกเรานี่แหละ!”
ทั้งคู่เดินขึ้นอาคารไปคุยกันไป จนถึงหน้าห้องทำงานผู้อำนวยการที่อยู่บนชั้นสาม
ผู้อำนวยการแซ่หยวน ตัวกลมสมชื่อ (หยวน ในภาษาจีนเป็คำพ้องเสียง มีความหมายว่า “กลม” ได้อีกด้วย) เป็ชายวัยกลางคนลักษณะอ้วนเตี้ย พอเปิดปากพูดก็ยิ้มตาหยีทันที หลังจากทักทายกันพอเป็พิธี และรู้จุดประสงค์การมาของหวังย่าหนานและจ้าวหยุน รอยยิ้มบนหน้าของผู้อำนวยการหยวนก็หายวับไปทันที
“นั่นคือโศกนาฏกรรมบนโลกมนุษย์จริงๆ!” ผู้อำนวยการหยวนถอนหายใจยาว
“ผมกับเหล่าโหวเป็เพื่อนเรียนมาด้วยกัน เพียงแต่พวกเราเดินกันคนละเส้นทาง ผมเลือกงานบริหาร ส่วนเขายังคงลุ่มหลงในมีดผ่าตัด! เขามีนิสัยดื้อรั้น นอกจากผมก็แทบจะไม่มีเพื่อน ความจริงแล้วผมก็ไม่นับว่าเป็เพื่อนเขาหรอก คนๆ นี้หัวแข็งเกินไป พูดไม่ถึงสองประโยคก็ทำให้คนโมโหแล้ว” ผู้อำนวยการหยวนเขย่งปลายเท้า แล้วพยายามยื่นแขนอ้วนๆ ออกไปจนสุด ในที่สุดเขาก็เอื้อมถึงกรอบรูปขนาดเล็กที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ เขาใช้มือปัดฝุ่นออกจากกรอบรูป แล้วส่งให้หวังย่าหนานด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“คนทางซ้ายคือเขา ความจริงแล้ว พูดจากใจจริงเลยนะครับ จากที่ผมรู้จักเขามาหลายปี การที่เขาเลือกฆ่าตัวตายหลังจากเกิดเื่กระทบเทือนจิตใจนั้น ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิดเดียว!”
“หืม? ยังไงเหรอคะ”
“เขาซีเรียสเกินไป หัวรั้น ไม่ฟังเหตุผล หลังจากเสียวหลี่ภรรยาของเขาถูกรถชนเสียชีวิต เขาก็เหมือนคนบ้า เขาผ่าตัดไม่ได้ งานการก็ไม่ทำ แถมทิ้งขว้างลูกศิษย์ที่ตั้งใจเรียน ไม่มาสนใจอีก...”
ทันใดนั้นหวังย่าหนานก็ถามขึ้น “เขามีลูกศิษย์เหรอคะ”
ผู้อำนวยการหยวนยิ้มด้วยท่าทางภูมิใจมาก แต่แล้วกลับแสดงสีหน้าเสียใจออกมาในทันที “เขาเป็อาจารย์ที่ปรึกษาที่อายุน้อยที่สุดของโรงพยาบาลเรา เพราะเทคนิคการผ่าตัดอันโดดเด่นของเขา หัวหน้าจึงให้ความสำคัญกับเขามาก แต่บางทีความที่เก่งเกินไปก็ทำให้คนเย่อหยิ่งได้” พอพูดมาถึงตรงนี้ อาจเป็เพราะเพิ่งคิดได้ว่าพูดถึงคนที่ตายไปแล้วในทางไม่ดีไม่ค่อยจะมีคุณธรรมนัก ดังนั้นผู้อำนวยการหยวนจึงแสร้งทำเป็กระแอม แล้วเปลี่ยนน้ำเสียงพูดต่อ
“ยังไงก็แล้วแต่ หัวหน้าโหวจวิ้นเยี่ยนก็เป็แพทย์ที่ไม่เลวเลยคนหนึ่ง การจากไปของเขาไม่เพียงแต่เป็ความสูญเสียของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเป็ความสูญเสียของคนจำนวนมากอีกด้วยครับ!”
ได้ยินคำพูดสวยหรูพวกนี้แล้ว หวังย่าหนานกับจ้าวหยุนก็อดหันมามองหน้ากันไม่ได้ “ถ้าเช่นนั้น ขอถามผู้อำนวยการหวังหน่อยค่ะว่าโหวจวิ้นเยี่ยนยังมีลูกศิษย์อยู่ที่เมืองเทียนฉางของพวกเราไหมคะ ถ้าเป็ไปได้ พวกเราอยากจะคุยกับเขาสักหน่อย”
ผู้อำนวยการหยวนพยักหน้า “แน่นอนครับว่าได้ ลูกศิษย์เขาตอนนี้เป็หัวหน้าแผนกศัลยกรรมประจำโรงพยาบาลที่หนึ่งของเราชื่อคุณหมอติง พวกคุณไปหาเขาที่ห้องทำงานก็ได้ น่าจะยังไม่กลับบ้าน วันนี้ไม่ใช่วันออกตรวจ”
พอออกมาจากห้องทำงานผู้อำนวยการ หวังย่าหนานรู้สึกโล่งอกอย่างมาก “ฉันว่านะจ้าวหยุน หรือว่าคนที่เป็หัวหน้าจะเป็แบบนี้กันหมด เห็นอยู่ว่าไม่ชอบเขา แต่ก็ปากก็ยังพูดยกยอคนนั้น นายว่ามันเหนื่อยไหม! หัวหน้าหลี่ของพวกเราไม่ใช่คนประเภทนี้”
จ้าวหยุนอดแค่นยิ้มออกมาไม่ได้ “นั่นเพราะคุณยังไม่เห็น ความจริงหัวหน้าหลี่ก็เหนื่อยเอาการนะครับ ต้องพูดจาให้ดูยิ่งใหญ่เวลาอยู่ในราชการ แต่นั่นมันเป็ธรรมเนียม เท่าที่ผมเห็น พวกเราพูดได้ว่าโชคดีนะครับ ที่มาเจอหัวหน้าที่จริงใจกับพวกเราแบบนี้”