วันเวลาผ่านไป การแย่งชิงบัลลังก์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางลมหายใจรวยรินขององค์จักรพรรดิที่กำลังประชวรหนักอยู่บนเตียงทองคำ พี่ชายคนโตผู้ทะเยอทะยานและเหี้ยมโหดก็ไม่คิดจะรอให้โชคชะตาทำหน้าที่ของมัน
เขาเลือกใช้คืนจันทร์ดับ คืนที่ความมืดมิดปกคลุมทุุกสรรพสิ่ง เป็เวลาเปิดฉากกวาดล้างศัตรูสั่งเคลื่อนพล "กองพันเขี้ยวทมิฬ" กองกำลังส่วนตัวที่ขึ้นชื่อเื่ความอำมหิตและไร้ความปราณี บุกเข้าล้อมตำหนักร้างของคาเอล
เขา้าเด็ดหัวเสี้ยนหนามทิ้งให้สิ้นซาก แม้คาเอลจะไร้อำนาจหนุนหลัง แต่สายเืกษัตริย์ที่ไหลเวียนอยู่ในกายคือภัยคุกคามที่เขาไม่อาจมองข้าม
"ไม่ต้องให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว เผาตำหนักให้กลายเป็เถ้าถ่าน และโยนศพพวกมันลงหลุมไร้ชื่อเสีย!"
ทว่าคาเอลฝ่าวงล้อมหนีออกจากตำหนักได้สำเร็จ และพาร่างที่บอบช้ำไปกบดานที่ป้อมปราการทมิฬคริมสไตน์
สมรภูมิสุดท้าย ณ ป้อมปราการทมิฬคริมสไตน์ จึงไม่ใช่เพียงาแย่งชิงอำนาจ แต่มันคือการ "ฆ่าล้างสายเื" เพื่อปิดฉากยุคสมัยเก่าอย่างเบ็ดเสร็จ
ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ หยาดฝนกระหน่ำซัดสาดป้อมปราการจนดูเหมือนปราสาทหินที่กำลังจะถล่มลงสู่ก้นบึ้งของนรก สายฟ้าแปลบปลาบพาดผ่านน่านฟ้าสีเทาหม่น เผยให้เห็นทุ่งสังหารที่เต็มไปด้วยซากศพทหารนับร้อยนอนระเกะระกะ ชุ่มโชกไปด้วยเืและโคลนตม
ฝนที่ตกลงมาไม่ได้ช่วยชะล้างกลิ่นคาวเืที่คละคลุ้ง แต่มันกลับทำให้สนามรบกลายเป็ทะเลโคลนสีแดง จักรวรรดิคริมวาลในเวลานี้ไม่ได้มีสีทองแห่งชัยชนะ แต่มันถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของโลหิต
คาเอล ในชุดเกราะทองคำที่บัดนี้หมองหม่นและบุบสลาย ยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่บนยอดกำแพงป้อม มือที่กุมดาบสั่นระริก ไม่ใช่เพราะความขลาดกลัว แต่เพราะความเหนื่อยล้าที่บีบคั้นจนเกินขีดจำกัดของมนุษย์จะทานทน
"มันจบแล้ว คาเอล... เ้าไม่มีทางฝ่าวงล้อมของขุนพลเงาไปได้อีกหรอก!" เสียงคำรามข่มขวัญของพี่ชายดังก้องมาจากอีกฟาก
พร้อมกับการปรากฏตัวของทหารม้าเกราะหนักนับร้อยที่ควบฝ่าสายฝนตรงมาเพื่อเด็ดหัวเ้าชายที่เหลือเพียงคนเดียว
คาเอลแค่นยิ้มขื่นขมอย่างสิ้นหวัง เขาหันไปมอง เซเรน่า ที่ยืนอยู่เคียงกายเขาเสมอมา เธอในวัยยี่สิบปีดูสง่างามทว่าเปราะบางราวกับกระเบื้องเคลือบที่จวนจะแตกสลาย ผิวที่เคยขาวผ่องบัดนี้ซีดเซียวจนเห็นเส้นเืชัดเจนใต้ิั ริมฝีปากที่สั่นเทาพยายามพึมพำร่ายมนตราอย่างต่อเนื่องตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมาโดยไม่หยุดพัก
"เซเรน่า... หนีไปซะ" คาเอลกระซิบเสียงแหบพร่า
"เ้าให้ข้ามามากพอแล้ว... ร่างกายเ้าจะรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว"
เซเรน่าไม่ตอบ นางเพียงแต่หันมาสบตาเขา ดวงตาสีทับทิมที่เคยฉายแววอ่อนโยนบัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่น่าพรั่นพรึง นางยกมือที่สั่นเทาขึ้นลูบไล้แก้มที่เปื้อนคราบเืและดินโคลนของเขาอย่างเบามือ
"ท่านคือจักรพรรดิของข้า... และข้าคือโล่ของท่าน"
ท่ามกลางความสิ้นหวังที่โอบล้อมป้อมปราการ เซเรน่า ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่แม้แต่บรรพชนในตระกูล เดอ แวนซ์ ยังหวาดกลัว นางปักมีดสั้นลงบนกลางฝ่ามือซ้าย ก่อนจะกรีดลากยาวผ่านเส้นชีพจรไปจนถึงข้อศอก
ฉั๊วะ!
เืสีแดงสดพุ่งทะลักออกมาตามรอยแยกของิั ทว่ามันกลับไม่ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง แต่ของเหลวสีชาดเ่าั้กลับลอยล่องขึ้นไปกลางอากาศ ก่อตัวเป็วงแหวนเวทมนตร์ขนาดมหึมาเหนือป้อมปราการทมิฬ
"มนตราโลหิต ดาบแผดเผาิญญา"
เสียงกรีดร้องของเซเรน่าดังแทรกผ่านเสียงคำรามของสายฟ้า รอยแผลเป็สีม่วงคล้ำบนแผ่นหลังของนางพลันดิ้นพล่านและขยายตัวราวกับมีชีวิต ลายเส้นเวทมนตร์เ่าั้สูบฉีดเอาพลังชีวิตและอายุขัยที่ของนางไปกลั่นเป็พลังทำลายล้าง
เืที่ไหลออกจากแขนของนางควบแน่นและยืดขยาย กลายเป็ดาบั์สีแดงฉานนับพันเล่มแขวนตระหง่านอยู่บนฟากฟ้า ก่อนจะร่วงหล่นลงมาดุจห่าฝนแห่งความตาย ดาบแต่ละเล่มพุ่งทะลวงผ่านเกราะเหล็กกล้า แผดเผาิญญาของเหล่านักรบจนกลายเป็เถ้าถ่านในพริบตาเดียว สมรภูมิที่เคยเต็มไปด้วยเสียงดาบ บัดนี้เหลือเพียงเสียงะเิของมานาและกลิ่นไหม้ของิญญาที่ถูกสังเวย
คาเอลมองภาพโศกนาฏกรรมสีเืนั้นด้วยความตะลึงและหวาดกลัวในคราวเดียวกัน เขาเห็นร่างของหญิงสาวที่รักเขาเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ผิวพรรณอันบอบบางเริ่มปริแตกตามแรงกดดันของมานาที่มหาศาลเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะรับไหว เืสีเข้มซึมผ่านชุดจอมเวทสีดำจนชุ่มโชก ราวกับนางกำลังจะละลายกลายเป็หยาดโลหิตไปต่อหน้าต่อตา
"อึก...!"
เซเรน่ากระอักเืคำโต ร่างของนางทรุดฮวบลงอย่างหมดแรง ทว่ามือที่สั่นเทาข้างหนึ่งยังคงชูขึ้นสูงอย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อรักษาม่านพลังที่โอบอุ้มคาเอลไว้ไม่ให้สะเก็ดะเิหรือเศษซากความตายใดๆ แตะต้องเขาได้แม้แต่ปลายผม
ในนาทีที่ศัตรูคนสุดท้ายสิ้นใจลง และประตูสู่บัลลังก์แห่งจักรวรรดิคริมวาลเปิดออกอย่างสมบูรณ์แบบไร้เสี้ยนหนาม แรงเฮือกสุดท้ายของเซเรน่าก็หมดสิ้นลง นางล้มพับลงท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซา โดยมีคาเอลโผเข้ามารับร่างที่เย็นเฉียบและชุ่มเืนั้นไว้
"เซเรน่า! เซเรน่า! ตื่นสิ! ตื่น!"
คาเอละโเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ กอดร่างที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็เวทมนตร์สีม่วงคล้ำไว้แน่น
ทว่า... ในนาทีที่เขาก้มลงมองใบหน้าของหญิงสาวที่เพิ่งสังเวยชีวิตเพื่อรักษาลมหายใจของเขาไว้นั้น ความรู้สึกหนึ่งกลับผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบและเยือกเย็นยิ่งกว่าลมเหมันต์ที่พัดผ่านคริมวาล
มันไม่ใช่ความภักดี หรือความรักที่มั่นคง แต่มันคือความหวาดกลัว ที่หยั่งรากลึกลงไปในจิติญญาของเขา
ขณะที่คาเอลจดจ้องไปยังรอยแผลเป็เวทมนตร์สีม่วงที่แตกแขนงคล้ายใยแมงมุมพิษ ลามเลียขึ้นมาถึงลำคอและโหนกแก้มของเซเรน่า
เขารู้สึกสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ... วินาทีนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังโอบกอด "อสูรกาย" ที่แสนอัปลักษณ์ มากกว่าหญิงสาวผู้เป็ที่รักคนเดิม
เขากวาดสายตามองไปรอบสนามรบ ทหารม้าเกราะหนักที่เคยน่าเกรงขามดุจกำแพงเหล็ก บัดนี้กลายเป็เพียงเศษเนื้อที่แหลกเหลวและกองเถ้าถ่านมรณะด้วยน้ำมือของสตรีเพียงนางเดียว
ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอย่างไม่อาจห้ามได้... หากวันใดนางโกรธเคืองข้า หากวันใดใจนางเปลี่ยนไป ข้าจะเหลือสิ่งใดให้จดจำหรือไม่?
กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งและติดตรึงอยู่บนอาภรณ์ของเซเรน่าอย่างเข้มข้น ทำให้คาเอลรู้สึกคลื่นไส้อย่างรุนแรง มันคือกลิ่นสาบของความตายที่คอยย้ำเตือนว่า ความยิ่งใหญ่และมงกุฎที่เขากำลังจะได้รับ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความอำมหิตและมนตราที่น่ารังเกียจ
คาเอลกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่ั์ตาสีฟ้าครามของเขากลับว่างเปล่าและเ็าดุจน้ำแข็ง เขาไม่ได้กอดนางด้วยความห่วงใยสุดหัวใจเหมือนวันวานอีกต่อไป
แต่กอดไว้เพราะความจำเป็ และความติดค้าง ในขณะที่ส่วนลึกของใจเริ่มมองหาหนทางที่จะสลัดเงาปีศาจตนนี้ออกจากชีวิต เพื่อก้าวไปสู่แสงสว่างที่บริสุทธิ์ และสะอาดกว่าสิ่งที่นางมอบให้
"ข้าติดหนี้ชีวิตเ้า... และข้าจะชดใช้ให้ด้วยบัลลังก์ที่เ้าปรารถนา" คาเอลกระซิบถ้อยคำนั้นแ่เบาจนเกือบเลือนหายไปกับสายลม
"แต่นับจากนี้ไป... ข้าคงไม่สามารถสบตาเ้าด้วยความรักอย่างเดิมได้อีกแล้ว เซเรน่า"
เขากล่าวคำนั้นก่อนจะเบือนหน้าหนีจากรอยร้าวสีม่วงคล้ำบนผิวเนื้อของนาง รอยแผลที่เขาเคยพร่ำจูบและสัญญาว่าจะเทิดทูนจนวันตาย บัดนี้มันกลายเป็เพียงสัญลักษณ์ของความหวาดกลัวที่เขาอยากจะลบเลือนไปให้พ้นจากความทรงจำ
หลังจากการต่อสู้ในสมรภูมิสุดท้ายจบลง... วันที่เซเรน่าใช้มหาเวทสังเวยอายุขัยเพื่อกวาดล้างศัตรูจนราบเป็หน้ากลอง คาเอลก็ได้ก้าวเข้าสู่พระราชวังหลวงคริมสไตน์ในฐานะจักรพรรดิ ท่ามกลางเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญที่ดังระงมไปทั่วทั้งพระนคร
บัลลังก์ทองคำที่เคยดูไกลเกินเอื้อมดุจดวงดาวบนฟากฟ้า บัดนี้กลับมาอยู่แทบเท้าของเขา ทว่ามันคือบัลลังก์ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากหยาดเืและลมหายใจที่รวยรินของสตรีผู้ที่กำลังนอนรักษาตัวอยู่ในห้องอันมืดมิด