ล่วงเข้ายามเซิน (15.00-16.59 น.)ชิงหลานก็วางพู่กัน เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพที่ต้องทำความสะอาดออกไปนอกอาคารท่าทางบีบนวดมือ โยกศีรษะผ่อนคลายนั้นทำให้องค์ชายสิบห้าลุ้นว่านางจะยังเจ็บมืออยู่หรือไม่?ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป
“เสี่ยวลิ่งไปกันเถอะป่านนี้ศิษย์พี่คงรอแล้ว!”
“เจ้าค่ะ”เสี่ยวลิ่งรีบเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กล่องแล้วเอาไปเก็บในตู้ นางหันไปหิ้วเอาปิ่นโตอาหารยืนเตรียมพร้อม
องค์ชายสิบห้าทรงลุกขึ้นยืนรอให้นางทั้งสองเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย
“วันนี้ข้าจะตามพวกเจ้าไปจวนสกุลชิงด้วย”
“ขออภัยเพคะองค์ชายหม่อมฉันนัดหมายกับศิษย์พี่ไว้แล้วองค์ชายจะทรงเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้ได้หรือไม่เพคะ?”
“ไม่ได้!” แค่ได้ยินคำว่า ‘ศิษย์พี่’หมิงเฉิงอวี่ก็รู้สึกเหมือนมีความร้อนสายหนึ่งพุ่งปรี๊ดจากเท้าไปถึงศีรษะจึงเผลอร้องเสียงดังออกมาครั้นคิดได้ก็รีบปรับท่าทีเสียใหม่ “ข้าหมายถึงข้าเตรียมขนมสำหรับจะเอาไปฝากจังฮูหยินเอาไว้แล้วหากเป็นพรุ่งนี้ก็อาจจะไม่อร่อยเท่าวันนี้”
ชิงหลานเผลอชักสีหน้า“เพคะ!ถ้าเช่นนั้นก็เสด็จไปที่จวนสกุลชิงเถิด ท่านแม่ของหม่อมฉันอยู่ที่จวนตลอดเวลา”
“ไม่ได้! ข้าอยากให้เจ้าพาข้าไปวันนี้จะไปกินข้าวเย็นที่จวนของเจ้า” องค์ชายยังคงยืนกรานเสียงแข็ง
ชิงหลานผงะ...องค์ชายคิดจะไปเสวยพระกระยาหารเย็นที่จวนของนาง อีกแล้วครั้งก่อนไม่เข็ดหรืออย่างไร?...นางรู้สึกว่าหมิงเฉิงอวี่ช่างรับมือได้ยากนัก!
“เช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องขอประทานอนุญาตไปหาศิษย์พี่ที่เหลาสุราตามนัดเดิมเสียก่อนเพคะส่งเสี่ยวลิ่งให้กลับไปเตรียมอาหารที่จวนไว้เสียก่อน”
“ตามใจเจ้า”องค์ชายทรงเชิดพระพักตร์ไปด้านข้างเล็กน้อยก่อนจะเสด็จนำหน้านางไปขึ้นม้าที่องครักษ์เตรียมไว้ให้ “เจ้ามาขี่ม้าตัวนี้สิ!”
คุณหนูชิงขึ้นม้าอีกตัวด้วยความคล่องแคล่วเสี่ยวลิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเงยหน้ามององครักษ์จงที่ยืนอยู่ข้างม้าอีกตัวแล้วสะบัดหน้าทำเอาฝ่ายชายหน้าม้านเล็กน้อย กังเฉินหันมาเห็นท่าทางของคนทั้งสองก็หัวเราะเบาๆก่อนจะเอ่ยบอกนางให้ขึ้นรถม้า
“เสี่ยวลิ่ง เจ้าขึ้นรถม้าไปล่วงหน้าไปเตรียมรับเสด็จเถิด”กังเฉินรีบสั่งให้องครักษ์สี่คนอารักขารถม้าส่วนพระองค์พาสาวใช้ของคุณหนูชิงกลับจวนไปเสียก่อน
“เจ้าค่ะ” นางยินยอมให้กังเฉินจับมือนางข้างหนึ่งเพื่อพยุงขึ้นรถม้าแต่กลับไม่หันไปมองใบหน้านิ่งที่เริ่มคล้ำลงของจงเหยียนเมื่อเห็นสหายได้จับมือเสี่ยวลิ่ง องครักษ์จงก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที
‘มิใช่ว่า...กังเฉินรู้สึกชอบนางด้วยหรอกนะ?’
องค์ชายทรงขี่ม้านำหน้าไปยังเหลาสุราคุณชายน้อยจั๋วได้ยินเสี่ยวเอ้อเข้าไปรายงานก็รีบเดินออกมารอรับเสด็จก่อนจะผายมือเชิญองค์ชายเข้าไปนั่งด้านใน
“วันนี้คงนั่งร้านเจ้ามิได้ข้ามีธุระต้องไปสกุลชิงเจ้ามีธุระอันใดกับชิงหลานก็รีบสักหน่อยเถอะเพราะข้าต้องรอนาง”
“พะยะค่ะ”
ชิงหลานที่ขี่ม้าตามหลังมา จั๋วเหรินหาวรีบเข้าไปใกล้ศิษย์น้องพลางยิ้มแย้มทักทาย“ข้าลับกระบี่รอให้เจ้ามาชมได้หลายเค่อแล้ว มาดูสิ!”
องครักษ์จงรีบมาจูงม้าให้คุณหนูชิงนางเดินตัวปลิวตามหลังคุณชายจั๋วเข้าไปในร้าน หมิงเฉิงอวี่อดรนทนไม่ไหวรีบลงจากหลังม้าส่งให้องครักษ์กังแล้วตนเองก็รีบเดินตามคนทั้งสองเข้าไปจงเหยียนรับอาสายืนดูแลม้าอยู่ข้างหน้าเหลาทว่าสายตากลับมองตามหลังรถม้าที่ลับตาไป
กระบี่ที่จั๋วเหรินหาวเพิ่งสั่งตีมาใหม่วางอยู่บนโต๊ะชิงหลานมองเห็นกระบี่ก็รีบพุ่งเข้าไปหา ในชาติที่นางเป็นเผยมู่ซีนั้นนางชื่นชอบกระบี่อย่างมากทว่าห้องกระบี่สกุลชิงนางได้แต่ดูแต่ไม่อาจหยิบออกมาได้ตามใจเพราะฮูหยินเอกคอยจับจ้องอยู่หากนางคิดจะเข้าไปก็ต้องประจบท่านย่าให้ดีเพื่อให้ท่านย่าพานางเข้าไปกระบี่ที่นางใช้เป็นกระบี่เลื่องชื่อที่ท่านย่าเอ่ยปากขอจากบิดาให้ กว่านางจะได้ ‘กระบี่ราตรี’ มา ถังฮูหยินก็ถ่วงเวลาอยู่ตั้งหลายวันกระบี่เล่มนี้ร่ำลือกันว่าเป็นหนึ่งในกระบี่ไม่กี่เล่มที่จอมยุทธ์ลู่ผู้เชี่ยวชาญในการประดิษฐ์อาวุธอันดับหนึ่งในยุทธภพเป็นผู้ตีเอาไว้ซึ่งนางรู้แล้วว่าจอมยุทธ์ลู่ในตำนานผู้นั้น มิใช่จอมยุทธ์ลู่ที่เป็นอาจารย์ของนาง!
“ศิษย์พี่! ลวดลายบนกระบี่สวยงามนัก เป็นฝีมือของช่างคนใด?”
จั๋วเหรินหาวได้ยินก็หัวเราะหึๆ“หลานเอ๋อร์ เจ้าถามข้ายังกับว่าเจ้ารู้จักช่างตีกระบี่ชื่อดังหลายคนงั้นล่ะ?”
ชิงหลานตัวปลอมหัวเราะหึๆตอบเช่นกัน “หากว่าข้ารู้จักเล่า? ท่านลองบอกมาสิไม่แน่ว่าข้าอาจจะเคยอ่านเจอเรื่องของช่างผู้นี้ก็ได้ ว่าแต่...ข้าดูอย่างไรกระบี่เล่มนี้ก็มิได้ทำมาจากร้านเดียวกันกับมีดสั้นที่ท่านให้ข้า”
“เจ้าสายตาแหลมคมจริง! กระบี่นี้เป็นฝีมือช่างสายสกุลอ๋าว”
“สกุลอ๋าวเชี่ยวชาญมักจะแกะสลักลายหัวพยัคฆ์ไว้บนด้าม”
จั๋วเหรินหาวยิ้มกว้าง “หลานเอ๋อร์เจ้ารู้จักพวกเขาจริงเสียด้วย นี่อย่างไร? หัวพยัคฆ์”ชายหนุ่มพลิกกระบี่ไปอีกด้านจึงได้มองเห็นรูปหัวพยัคฆ์
องค์ชายสิบห้ายืนเอาพระหัตถ์ไพล่หลังฟังการสนทนาระหว่างคนทั้งสองเมื่อเห็นว่าชิงหลานดูเหมือนจะนิยมยกย่องในตัวศิษย์พี่ของนางและไม่ยอมยุติการสนทนาเรื่องกระบี่เสียทีจึงคิดจะตัดบท
“อะแฮ้ม!ข้าว่าได้เวลาต้องไปจวนสกุลชิงแล้วกระบี่ของคุณชายจั๋ววันหลังพวกเจ้าค่อยมาชื่นชมกันก็ได้”
ศิษย์พี่น้องร่วมสำนักหันไปสบตากันจั๋วเหรินหาวไม่อยากให้องค์ชายทรงกริ้วเพราะตนยังหวังประจบประแจงเพื่อจะได้ไปเป็นมือปราบในเมืองหลวงจึงหันไปเร่ง ชิงหลานให้รีบนำเสด็จองค์ชายไปจวนสกุลชิง
“องค์ชายหม่อมฉันตามเสด็จไปด้วยดีกว่าพะยะค่ะ”
“ไม่ต้อง!” ใบหน้าองค์ชายตึงขึ้นเล็กน้อยแค่เพียงหันไปเห็นคนทั้งสองยืนเคียงคู่กันก็รู้สึกหงุดหงิดพระทัยแล้วหากยังปล่อยให้จั๋วเหรินหาวตามไปเกะกะที่จวนสกุลชิงอีก วันนี้คงจะเป็นวันไม่ดีไปเสียแล้ว!
คุณชายน้อยจั๋วเห็นท่าไม่ดีจึงหันไปหาชิงหลาน“เช่นนั้น เอาไว้วันหลังข้าค่อยไปจวนเจ้าก็แล้วกัน วันนี้เจ้ารับเสด็จให้ดีเถิด”
“ไปกันได้แล้ว!” หมิงเฉิงอวี่เสด็จนำหน้าโดยไม่หันมามองคนทั้งสองมีเพียงเสียงของจั๋วเหรินหาวที่ดังตามหลังมา
“น้อมส่งองค์ชายพะยะค่ะ!”
เมื่อถึงจวนสกุลชิงจังฮูหยินกับบ่าวรับใช้ทั้งสองยืนรอรับเสด็จอยู่หน้าประตูใหญ่องค์ชายรีบหันไปสั่งให้องครักษ์ขนเอาของฝากลงมาจากรถม้าจังฮูหยินยอบกายคารวะองค์ชายสิบห้าด้วยความนอบน้อม
“ฮูหยินวันนี้ข้ามารบกวนจวนของท่านจึงได้นำของฝากมาจากเมืองหลวงด้วย”หมิงเฉิงอวี่ผายมือไปยังของที่องครักษ์สามคนหิ้วพะรุงพะรังอยู่ “ขนมจากภัตตาคารบึงหงส์ทั้งขนมดอกกุ้ยฮวาและขนมเปี๊ยะส่วนนั่นเป็นเกี่ยมฉ่าย ซึงไฉ่ และดอกกุ้ยช่ายดอง*จากร้านบนถนนบึงหงส์หวังว่าท่านคงจะชอบ”
จังฮูหยินตะลึงมองของฝากที่องค์ชายนำพระราชทานด้วยความตกใจนางไม่คิดว่าตนเองจะได้รับความเมตตา “ขอบพระทัยที่ทรงกรุณาเพคะ”
“อย่าได้เกรงใจข้าเองก็ไม่เคยกินอาหารอย่างที่จวนนี้ทำมาก่อน จึงอยากจะมารบกวนอีกสักวันผักดองที่ข้านำมาฝากคิดว่าฮูหยินคงจะพลิกแพลงทำอาหารได้หลายแบบเทียว”
จังฮูหยินเชิญองค์ชายเสด็จเข้าในเรือนครั้งนี้บุตรสาวมิได้มาคอยกำกับ นางจึงเตรียมอาหารไว้ดีกว่าคราวก่อน นางนำเอาปลาตัวใหญ่สองตัวที่เหล่าลู่ตกมาได้ทำปลาเปรี้ยวหวานเสี่ยวลิ่งไปเก็บผักสดจากหลังเรือนมาให้ฮูหยินของผัดใส่เนื้อหมู ทั้งยังมีน้ำซุปปลาเลิศรสอีก
“ฮูหยินท่านทำอาหารเลิศรสเช่นนี้ต่อไปองค์ชายอาจจะเสด็จจวนพวกเราบ่อยๆ นะเจ้าคะคุณหนูสั่งไว้คราวก่อนว่าไม่ควรต้อนรับองค์ชายดีเกินไปมิใช่หรือเจ้าคะ?”
-------------------------------------------------------------------------------
*เกี่ยมฉ่ายคือ ผักกาดเขียวดองเค็ม
*ซึงไฉ่ คือผักกาดดองเปรี้ยวหรือผักกาดดองน้ำข้าว
*ดอกกุ้ยช่ายดองคือ ดอกกุยช่ายสดนำมาสับละเอียดใส่พริกสดสับและขิงสดสับละเอียด น้ำตาลอ้อย เกลือ เหล้าขาวคลุกเคล้าใส่ไหไว้ประมาณหกเดือน