ชายหนุ่มมองไปที่ดวงวิญญาณของสตรีอันเป็นที่รักทั้งสองคน เตรียมสวดส่งให้เดินทางไปสู่สุคติ
"ความแค้นใดที่พวกท่านทั้งสองนั้นมีอยู่จงลืมมันไปเสีย และมอบความพยาบาทอาฆาตนั้นให้เป็นหน้าที่ของข้า หนี้เลือดที่พวกมันทั้งหลายได้ก่อไว้ ข้าจะรับชำระแทนพวกท่านเอง เข้าใจหรือไม่? ... เหตุอันใดที่กังวลจนเป็นบ่วงก็ขอให้คลายกังวลเสีย พวกท่านกับข้าอยู่กันคนละภพภูมิแล้วย่อมไม่อาจฝืนสังสารวัฏโลกวิญญาณ"
ชายหนุ่มพนมมือเริ่มสวดมนต์ส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ ห่างออกไปไม่ไกลอากาศเกิดม้วนตัวอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อุโมงค์สีดำสนิทปรากฏขึ้นที่ใจกลางสายลมม้วนก่อนที่จะขยายกว้างออก มีสายลมพัดผ่านเพียงบางเบา และแรงดึงดูดอ่อนๆ ที่ถูกอุโมงค์สีดำนั้นปล่อยออกมา ชายหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าวิญญาณของทั้งสองจะเข้าใจหรือไม่ แต่ก็จำยอมต้องปล่อยทั้งคู่ไปตามกฎเกณฑ์
"ท่านแม่ขออย่าได้กังวล ตัวข้านั้นเก่งนัก การเอาตัวรอดสำหรับข้าย่อมไม่ใช่เรื่องยาก เพราะข้าคือบุตรของพาซัคผู้กล้าหาญ และซูทาร์นาผู้โอบอ้อมอารี"
น้ำเสียงชายหนุ่มสั่นไหวเล็กน้อยแต่นั่นก็เพียงพอแล้ว ดูเหมือนซูทาร์นาเองก็เริ่มคลายความกังวล ใบหน้าจึงยิ้มแย้มมีความสุข ร่างวิญญาณลอยหายไปในอุโมงค์สีดำนั้นเป็นผู้แรก
"หยุดร้องได้แล้ว… เจ้าควรจะจากไปทั้งรอยยิ้มเช่นมารดาของข้า หัวใจข้านั้นเป็นของเจ้าตั้งแต่เมื่อครั้งแรกที่เราได้พบกัน อย่าได้กังวลความเป็นอยู่ของข้า อย่าได้เสียใจเพราะเราต้องจากกันในครั้งนี้ เจอกันครั้งหน้าก็รีบบอกรักข้าให้เร็วๆ หน่อย อย่าต้องให้ข้ารอนานเช่นนี้อีก"
เสียงสะอื้นไห้เองก็เริ่มหยุดลง เกรเซียค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายหนุ่ม ร่างวิญญาณเองก็ลอยไปทางอุโมงค์สีดำทางด้านหลัง ใบหน้ายังคงเศร้าหมองราวกับยังไม่อยากจะจากไป ร่างวิญญาณจมหายไปในความมืดทีละน้อย หลงเหลือเพียงแค่ส่วนศีรษะและลำคอเท่านั้นที่มองเห็นได้ในตอนนี้ ชายหนุ่มราวกับพึ่งนึกขึ้นได้เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงค้างคาใจ
"เกรเซีย!... ข้าเองก็รักเจ้า!"
ชายหนุ่มรีบตะโกนขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะหายไปอย่างสมบูรณ์ สายตาหยอกล้อที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นบนไปหน้าของสตรีผู้เลอโฉมคนนี้อีกครั้ง มุมปากอมยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนที่ใบหน้าอันตราตรึง และอุโมงค์สีดำจะหายวับไปพร้อมกันกลางอากาศอย่างสมบูรณ์ บรรยากาศรอบตัวทุกคนเปลี่ยนไปอีกครั้ง มิเนอร์วาตวัดสายตาอาฆาตมองไปที่เหนือกำแพงปราสาท จ้องมองไปยังพวกเขาทั้ง 3 คนที่ยังคงนั่งฟื้นพลังกันอยู่ พวกมันย่อมบาดเจ็บร้ายแรงมากกว่าชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เพราะการปะทะกันครั้งสุดท้ายนั้น ได้ทำให้กฎเกณฑ์ของพวกมันมีรอยร้าว
ในสภาพรวมหัวกันทุ่มโจมตีจนสุดตัว พวกมันย่อมไม่อาจมีจิตคิดป้องกัน ร่างกายเองก็อ่อนแอลงมากอยู่แล้ว พลังวิญญาณเองก็ถดถอยลงอย่างมากเช่นกัน ไม่พอยังต้องมาโดนลอบโจมตีในจังหวะสุดท้ายนั่นอีก แม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่วินาที แต่ในสภาพไร้การป้องกันนั้น ย่อมหมายความว่าหากโดนโจมตีก็จะต้องโดนเข้าเต็มๆ แบกรับความเสียหายเข้าตรงๆ ต่างจากมิเนอร์วาที่มีเพียงแค่พลังวิญญาณเท่านั้นที่ถดถอย แม้ร่างกายจะอ่อนล้า แต่ก็ไร้ซึ่งอาการบาดเจ็บตกค้างใดหลงเหลือไว้
พลังชีวิตที่หายไปก็ได้อาหารจำนวนมากเหล่านั้นมาทดแทน ยามนี้พลังทุกด้านจึงฟื้นคืนขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ราวกับว่าสงครามเมื่อวานเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง และในตอนนี้ชายหนุ่มก็ได้ตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตัว เพื่อที่จะกลับไปทวงถามหนี้ที่พวกมันได้สร้างเอาไว้ เวลาแห่งการทวงถามได้ใกล้เข้ามาแล้ว
"หมดเวลาพักของพวกเจ้าแล้ว หากผู้ใดรู้ตัวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในครั้งนี้จงวางอาวุธ และยอมจำนนซะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำอันตรายใดให้แก่พวกเจ้า!"
ทันทีที่เสียงของชายหนุ่มดังก้อง ผู้คนจากวังมรณะสาบสูญ และสำนักแพทย์โลหิตพิษก็ออกมารวมตัวกันเบื้องหลังมิเนอร์วา เตรียมพร้อมทำสงครามครั้งสุดท้ายได้ทุกเมื่อ ในสถานที่อันห่างไกลจากบริเวณราชวัง ซึ่งเป็นคฤหาสน์ที่ตั้งของกลุ่มการค้าจันทราทมิฬ บนยอดสุดของหอคอยแห่งหนึ่งจากหอคอยจำนวนมาก ผู้นำร่างท้วมจดจ้องดูสถานการณ์สงครามนี้จากที่สูง เป็นสงครามที่กำลังจะเริ่มต่อจากที่ค้างไว้ ตั้งแต่ที่มันตัดสินใจยกเลิกการให้ความช่วยเหลือราชวงศ์แทนลายัส หากอีกฝ่ายสามารถพลิกสถานการณ์ได้ ตัวมันก็ได้เตรียมใจพร้อมจ่ายค่าชดเชยจำนวนมหาศาลให้แก่ทางราชวงศ์
ด้วยสายเลือดของพ่อค้าผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ตัวมันเองย่อมมองออกว่าสมควรจะลงทุนกับสิ่งไหน สำหรับการกระทำของกลุ่มการค้าจันทราทมิฬนั้น พวกมันไม่เคยคิดว่ามีสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิด มีเพียงสิ่งนั้นคุ้มค่าที่จะลงทุนด้วยหรือไม่เท่านั้น ด้วยความคิด และหลักคำสอนของพ่อค้าที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น จึงทำให้พวกมันก้าวขึ้นมาสู่จุดที่เป็นยอดสุดของประเทศแห่งนี้ ทว่าในตอนนี้เนื่องจากไม่อาจลงทุนด้วย จึงทำได้เพียงแค่ลอบสังเกตความเป็นไปจากที่ปลอดภัยเพียงเท่านั้น มิเนอร์วาเองก็รับรู้ได้ว่ามีสายตาจำนวนมากจากหลายทิศต่างก็กำลังจ้องมองมาทางนี้ แต่นั่นย่อมไม่ทำให้ความคิดของชายหนุ่มนั้นเปลี่ยนไป
"คิดดูให้ดี… พวกท่านกำลังรบอยู่ในสงครามที่ไม่อาจเอาชนะได้ แค่เส้นผมบนศีรษะของตัวเองยังไม่อาจกำหนดตัดสินใจเลือกเองได้ ต้องให้พวกมันเหล่านั้นมากำหนดให้ คุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกท่านหายไปไหนกันหมด? "
ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ แม้เหล่าทหารที่เดิมทีจะมีจิตคิดสู้กลับ ในยามนี้เองก็เริ่มตกอยู่ในอาการลังเล สิ่งที่ชายหนุ่มพูดมานั้นกลับเป็นเรื่องจริงที่พวกมันไม่อาจหาคำไปโต้แย้ง ระเบียบทหารของกองทัพนั้นถูกระบุเอาไว้ว่าต้องตัดผมเกรียนทั้งสามด้าน อนุญาตให้เหลือด้านบนไว้บังแดดได้เพียงไม่กี่เซนติเมตร สงสัยว่าผู้กำหนดกฎเหล่านี้ขึ้นมา คงจะคิดว่าจักรพรรดิเทพอพอลโลจะแยแสสงสารมนุษย์ ยอมลดแสงให้ร้อนน้อยลง ดวงตะวันยิ่งใหญ่ไหนเลยจะแลตามองมนุษย์
แม้บางคนจะไม่มีปัญหาที่จะทำตาม แต่ก็ยังคงมีทหารหลายนายที่ได้รับความเดือดร้อนนี้ ในทุกๆ เดือนพวกเขาต้องเข้าร้านตัดผมอย่างน้อยสองครั้ง เพื่อที่จะรักษาความยาวเส้นผมให้อยู่ในกฎบ้าบอที่ทางกองทัพ ซึ่งขึ้นตรงกับแทนลายัสได้บัญญัติเอาไว้ แต่เดิมปัจจัยจำพวกเงินทองสำหรับพวกมัน ก็นับว่าได้รับตอบแทนมาเพียงน้อยนิด มีเพียงพวกเบื้องบนระดับสูงที่โฉดชั่ว และเหล่าทหารใฝ่ต่ำเท่านั้นที่มักจะฉวยโอกาส ชอบขูดรีดถลุงเอากับภาษีที่ประชาชนเป็นผู้จ่าย
หากสืบย้อนตามรอยไปตั้งแต่ต้น จะพบว่าประชาชนคือผู้ที่ทำงานอย่างหนัก และจ่ายออกในรูปแบบภาษีให้แก่ทางการ จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของขุนนางจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องนำเงินทองที่ได้มาจากประชาชนเหล่านั้นไปแจกจ่าย สร้างภาพให้ผู้คนหลงเชื่อ ด้วยระบบการปกครองเช่นนี้ เหล่าราชวงศ์ในหลายๆ อาณาจักรจึงมักรับเลี้ยงดูผู้มีความสามารถเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ปกป้องตนเองและตระกูล สามัญชนคนธรรมดาไหนเลยจะมีเวลาไปสนใจกิจการบ้านเมือง แค่ทำมาหากินไปวันๆ ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว
"ตั้งแต่เริ่มต้นสงครามนี้ ทหารและอัศวินประจำวังหลวงเช่นพวกเจ้า ย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายนอกวัง ดังนั้นข้าขอให้สัตย์สาบาน หากพวกเจ้ายอมจากไปแต่โดยดี ตัวข้าจะไม่เข้าไปขัดขวางอย่างแน่นอน…"
ความเงียบสงัดปกคลุมทั่วทั้งวังหลวงสีหน้าของศัตรูทั้งสามเหยเกราวกับอมอาจมสุนัขเอาไว้
"ใช่แล้ว… ทหารปลายแถวอย่างพวกเรา ทรัพย์ที่ได้แต่ละเดือนนั้นมีเพียงแค่ 90 เหรียญเงิน ลำพังกินอยู่ก็ลำบากพอแล้ว ยังต้องมาจ่ายค่าตัดผมเพิ่มอีกถึงเดือนละ 2 ครั้ง หากต้องใช้ชีวิตอันมีค่าไปแลกกับเงินเพียงแค่นั้น ข้าไม่เอาแล้ว"
เมื่อมีหนึ่งคนทิ้งอาวุธ คนที่คิดไปในทิศทางเดียวกัน ก็พากันทิ้งอาวุธตาม เสียงโลหะตกกระทบพื้นกำแพงปราการเสียงดังเป็นจังหวะยาว กองทัพประจำวังหลวงได้แตกลงแล้ว กองทหารจำนวนหนึ่งต่างก็แยกตัวออกมาแล้วมุ่งหน้าออกไปอีกทาง บริเวณกำแพงเมืองยามนี้เหลือเพียงทหารแค่ไม่กี่นายที่คอยปกป้องอารักขา หัตถ์ขวาแห่งราชานั้นโมโหโกรธาเป็นที่สุด มันลุกพรวดขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าหาชายหนุ่ม มันมาพร้อมเมฆฝนลมกรรโชก ร่างจำแลงจากพายุฝนปรากฏขึ้น และตบลงมาสุดแรงราวกับตบแมลงตัวเล็กจ้อย
มิเนอร์วาแหงนหน้าขึ้นมองฝ่ามือขนาดใหญ่นั้น พร้อมกับแลตาไปยังผู้โจมตีที่ดูแล้วเหมือนจะกำลังเผาไหม้แก่นผลึกของตัวเอง จนกฎที่สร้างมาจากแก่นเริ่มมีอาการปริร้าวแตกออกอีกครั้ง กำแพงเพลิงจากผนึกแปดวิถีปรากฏขึ้นเป็นอันดับแรก มันสามารถป้องกันการโจมตีสุดกำลังนี้ได้เพียงไม่กี่วินาทีก็แตกออก แต่น่าเสียดายที่บงกชสีใสสว่างผลิบานออกเสียก่อน กายาวัชระเองจึงต่อต้านได้นานขึ้น เนื่องจากพลังที่ถูกลดทอนลงไปก่อนจะแตกสลายลง ผนึกวิถีที่สองก็ถักทอขึ้นมาต้านรับเอาไว้ เป็นตาข่ายสีดำเส้นหนาที่กั้นแผ่นฟ้า และตัวชายหนุ่มให้แยกออกจากกัน
ในยามค่ำคืนที่มืดมิด เมื่อต้องมาอยู่ใต้เงามืดจากร่างจำแลงกายของอีกฝ่าย ความน่าหวาดหวั่นของชายหนุ่มยิ่งทวีความดุร้ายรุนแรงขึ้นหลายเท่า ทันทีที่ฝ่ามือยักษ์นั้นถูกดีดกลับไป ร่างกายของมิเนอร์วาก็หายไปจากทุกสายตา โผล่อีกทีก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าของแมคไกว ผู้ที่กำลังตกใจถอยหนีอย่างร้อนรน แต่น่าเสียดาย… ความเร็วของกระสุนที่ยิงออกในระยะประชิดนั้นไวกว่า ครึ่งเทพผู้มีพลังแห่งสายฝนได้แต่ใช้ร่างกายฝืนรับเอาไว้ และพุ่งถอยหนีกลับไปยังทิศที่ราชาของมันนั่งพักฟื้นตัว
ชายหนุ่มเดินเข้าหาช้าๆ พร้อมกับกองทัพเงาวิญญาณที่กระจายตัวไปทั่วสนามรบ ผู้ที่มองเห็นทุกคนได้แต่ลอบกลืนน้ำลาย คิดว่าตนโชคดีแล้วที่ไม่โง่เอาชีวิตตัวเองเข้าไปเสี่ยง เสียงโหยหวนของกองทัพวิญญาณบุกตะลุยกระจายไปทั่วสนามรบ ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายของเหล่าวิญญาณแค้นถึงจะดูเชื่องช้าในทุกๆ ก้าวเดิน แต่ในสายตาของฝ่ายตรงข้ามนั้นกลับมั่นใจว่าร่างนั้นกำลังขยับเข้ามาใกล้แน่ๆ ความน่าเกรงขามของทุกฝีก้าวที่คืบใกล้ของมิเนอร์วานั้น เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่าพวกมันไม่สามารถหนีไปไหนได้ นั่นคือสิ่งที่พวกมันทั้งหมดในที่แห่งนั้นคิดไปในทางเดียวกัน มีแค่สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ในขณะ มีเพียงต้องเผชิญหน้าเท่านั้น!
ภายใต้สภาวะกดดันนี้ แมคไกวเองก็มองสบตากับอดีตราชาผู้ชรา และกุสตาฟราชาองค์ปัจจุบัน ทั้งสองยังคงนั่งฟื้นฟูพลังอยู่ที่เดิมไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นมาง่ายๆ ทหารจำนวนมากที่ให้การอารักขามีส่วนหนึ่งเกิดเปลี่ยนใจ แม้แต่ในหมู่ขุนนางเองก็มีหลายคนที่แยกตัวออกห่าง พากันหนีตายแยกจากออกมา ทันทีที่พวกมันได้เห็นการปะทะกันสั้นๆ ระหว่างแมคไกวแห่งสายฝน และนายน้อยจากวังมรณะสาบสูญ
พวกมันหลายคนก็เริ่มหวาดกลัวในพลังอันพิสดารที่ยากคาดเดา แม้แต่ตัวของครึ่งเทพยังต้องถูกต้อนกำราบ แล้วจะให้ตัวตนอย่างพวกมันเอาอะไรไปสู้ พลังสยบนี้กระจายไปทั่วสนามรบ ดับจิตปณิธานแห่งสงครามของพวกมันจนไร้ซึ่งความคิดที่จะต่อต้าน ดังนั้นในยามนี้ทหารที่เหลือน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมายิ่งลดลงไปมากกว่าเดิม
"เฮ้ออ… "
เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนของอดีตราชาผู้ชราดังขึ้นอย่างเสียใจ ตัวมัน 'วาดิม แทนลายัส' ถึงแม้จะปกครองอาณาจักรและผู้คนแบบหลับตาหนึ่งข้าง แต่ตัวมันก็ไม่เคยกระทำการโหดร้ายทารุณกับผู้คนใต้ปกครอง เรียกได้ว่าอย่างน้อยก็ยังมีความเมตตาเผื่อแผ่เหลืออยู่บ้าง แต่ไม่คาดคิดว่าบุตรของมันจะกระทำตัวเช่นนี้ ส่งผลเสียให้ลุกลามใหญ่โตถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นหายนะอย่างหนึ่ง ที่ชั่วชีวิตของมันไม่เคยพบเจอก็ว่าได้ จะอย่างไรตัวมันก็เคยเป็นถึงพระราชา หากจะให้ยอมสยบส่งมอบบุตรตัวเองออกไปก็ไม่อาจจะกระทำได้
ก่อนหน้านี้มันได้เอ่ยเจรจาต่อรองออกไป เพราะไม่อยากให้บุตรชายรู้สึกไม่ดีต่อตัวเอง แต่เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า หากไม่สามารถผ่านพ้นจากความตายในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย อนาคตของราชวงศ์แทนลายัสจะถึงกาลล่มสลายอย่างแน่นอน และสาเหตุที่เรื่องราวดำเนินมาลงเอยเช่นนี้ ก็เป็นเพราะบุตรชายคนนี้ของวาดิมอยากขึ้นมานั่งเป็นราชาแทนที่ตน มีหรือที่อดีตราชาอย่างมันจะไม่รู้ถึงสาเหตุการตายที่แท้จริงของรัชทายาท นี่คือสาเหตุที่มันไม่เคยคิดแต่งตั้งบุตรคนที่ 9 นี้เป็นองค์รัชทายาท
แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายจะอย่างไรก็ยังเป็นบุตรของมัน หากจิตใจดี มีเมตตาต่อประชาชน ไม่ละโมบโลภมาก และลุ่มหลงในอิสตรี ด้วยความฉลาดช่างวางแผนของบุตรชายองค์ที่ 9 ของมันคนนี้ บางทีก็อาจจะเป็นราชาที่ดีคนหนึ่งได้เช่นกัน แต่ความจริงไหนเลยจะง่ายดั่งใจคิด ราวกับทั้งสามพึ่งตกลงกันเสร็จแต่ละคนต่างก็ลุกขึ้นยืน ทั้งสามขยับตัวแสดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารรุมโจมตีชายหนุ่มที่เดินเข้ามาหา
ปรากฏเป็นฝ่ามือจากสายฝนที่เปลี่ยนเป็นสีโลหิตแดงก่ำถูกตบลงมาจากฟ้า ยักษ์ศิลาตัวเขื่องขดตัวพุ่งลงมาจากนภาราวกับอุกกาบาตเพลิง หมอกสีแดงฉานให้ความรู้สึกแผดเผากระจายปกคลุมไปทั่วทิศ ชายหนุ่มไม่ได้หยุดก้าวขาแต่อย่างใด ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เช่นเดิม ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากการโจมตีที่แฝงมาด้วยพลังชีวิตของพวกมันเลยสักนิด มิเนอร์วายังคงจ้องมองไปที่ทั้งสามคนอย่างเยือกเย็น ร่างกายของทั้ง 3 แก่ตัวลงไม่น้อย จากที่เคยเป็นบุรุษหน้าตาหมดจดก็ปรากฏริ้วรอยเพิ่มเข้ามา ผู้ที่ชราอยู่แล้วยิ่งแก่หง่อมเข้าไปใหญ่ ฟันบางซี่ถึงกับหลุดร่วงด้วยสังขารที่เปลี่ยนไป
"อนิจจังเป็นสิ่งไม่เที่ยง… ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา… "
เสียงสวดฟังแล้วดูเก่าแก่โบราณดังขึ้นจากที่ห่างไกล ลอยมาตามลมลูบไล้ไปกับเมฆขาวทางเบื้องหลัง ก่อตัวเป็นเงาร่างเลือนรางของมิเนอร์วาที่ยกชูสองแขนขึ้นฟากฟ้า ดันต้านฝ่ามือฝนโลหิตที่ตบลงมา
"ทุกขังมีเกิดมีดับ… ดังเช่นสังขารที่กำเนิดและสลายลงเป็นธรรมดา… "
เงาของสองแขนเริ่มซ้อนทับจนกลายเป็นสี่แขน ฝ่ามือสองข้างที่พึ่งปรากฏเพิ่มขึ้นมา ได้ง้างตบใส่ยักษ์ศิลาเพลิงที่พุ่งมาจากอีกทางหนึ่ง ราวกับกำลังตบยุงตบแมลง
"อนัตตาไม่อาจบังคับให้เป็นไปดังใจปรารถนา… ดังเช่นมิอาจฝืนให้คงอยู่ตลอดไปเป็นธรรมดา… "
จากสี่แขนกลายเป็นหกแขน ฝ่ามือคู่ใหม่กวาดอากาศเบื้องหน้าราวกับกำลังต้านทานบางสิ่ง จึงไม่อาจผสานกอดกันได้ โดยมีหมอกสีเลือดกำลังต้านทานอยู่เบื้องหน้า สองทิศจากด้านบนก็กำลังถูกต้านทาน รับมือด้วยแขนทั้งสี่ข้าง ชายหนุ่มเองก็ทุ่มสุดตัวตั้งแต่เริ่มการปะทะเช่นกัน หากศัตรูยอมเผาผลาญพลังชีวิตหนึ่งปี เช่นนั้นชายหนุ่มจะเผาของตนเองสองปี หากพวกมันทำร้ายตัวเองมากเท่าไหร่ มิเนอร์วาจะทำมากกว่าเป็นหนึ่งเท่าตัว เรียกได้ว่าโหดเหี้ยมต่อตนเองและศัตรู
พวกมันทั้งสามเองก็ไม่คาดคิด ว่าขนาดครึ่งเทพสามคนรุมโจมตีพร้อมกันแล้ว อีกฝ่ายจะยังสามารถตั้งรับได้ แถมยังดูเหมือนจะมีพลังพอฟัดพอเหวี่ยงกับพวกมันอีกด้วย มิเนอร์วาเองก็ฝืนใช้ฝ่ามือบงกชรัตนชาติลำดับที่แปดออกมา พลังจากบงกชเพทายสีสลัวก่อตัวจนกลายเป็นฝ่ามือนับพัน กระหน่ำตบออกไปอย่างเหนือความคาดหมาย ท่ามกลางสายตาจ้องมองอย่างตกตะลึงจากทุกทิศทาง มีหรือที่คนทั่วไปอย่างพวกมัน จะเคยเห็นเหนือมนุษย์ที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับครึ่งเทพเช่นชายหนุ่ม
ยิ่งไม่ต้องนับรวมไปถึงพลังแห่งพุทธะ ที่ไม่เคยปรากฏขึ้นให้เห็นมาหลายพันปี พลังที่บุคคลในตำนานได้ตกทอดหลงเหลือเอาไว้ ย่อมไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญดังเช่นที่ปุถุชนคนทั่วไป จะสามารถจินตนาการถึงความแข็งแกร่งที่มีอยู่ได้ ฝ่ามือที่แปด 'พระปัจเจกโพธิสัตว์พันกร' นี้กำลังแสดงอานุภาพสยบหมื่นสรรพสิ่ง ฝ่ามือนับพันรัวกระหน่ำปัดป้อง และโจมตีพร้อมกันไปทั่วบริเวณ