ตอนที่ 6
จินเย่ว ที่ยังคงนั่งนิ่ง และไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไร เพราะอยากจะรู้ว่าลุงของเธอ จะทำตามที่เธอ้า หรือจะมีลูกเล่นอะไรออกมาอีก รอสักครู่ จึงได้เอ่ยปากออกมา
"เอาเป็ว่าลุงจะคืนที่ดินของพ่อหลานให้ และหลานก็แต่งงานออกไปตามที่ได้รับปาก เอาไว้ก็แล้วกัน และจะต้องลงชื่อที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับบ้านหลังนี้อีก และพวกเราจะตัดขาดกัน ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก"
ในเมื่อไม่เห็นว่าเขาเป็ผู้าุโแล้ว อย่างนั้นก็ตัดขาดไปเลยแล้วกัน เขาอยากจะรู้นักว่าถ้าแต่งงานออกไปกับคนจนที่สุดของหมู่บ้าน ก็คงเหมือนตายทั้งเป็ เขาจะไม่เข้าไปดูดำดูดี แม้สักนิด เขาคิดอย่างโมโห ที่ต้องมาเสียที่ผืนนั้นไป มันตั้ง 10 ไร่เลยนะ นึกแล้วก็อดเสียดายไม่ได้
ในที่สุดก็แสดงความ้าออกมาแล้วสินะ แล้วใครเขาอยากจะกลับมายุ่งกับครอบครัวอย่างนี้กัน ตัดขาดก็ตัดขาดสิ ดีเสียอีก จะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก แล้วเมื่อไรที่เธอมีเงินเมื่อไร อย่าได้อยากมาเป็ญาติกับเธอก็แล้วกัน
"ได้ค่ะ หนูรับข้อเสนอนี้ แล้วหนูต้องแต่งงานกับใครหรือคะ แล้วต้องแต่งเมื่อไร หนูยังไม่รู้เลยค่ะ"
ไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะให้แต่งกับใคร แต่ก็อยากจะถามดู และคิดว่าคงไม่ใช่คนที่ดีสักเท่าไร แต่ก็ไม่เป็ไร แค่ออกไปจากบ้านนี้ให้ได้ก่อนแล้วกัน
"ก็แต่งกับพ่อหม้ายท้ายหมู่บ้าน หยุนเฟยเทียน น่ะสิ เหมาะกับแกที่สุดแล้ว คนหนึ่งก็เป็ลูกกำพร้า ไม่มีพ่อแม่ อีกคนก็เป็พ่อหม้ายมีลูกติด ที่เมียทิ้ง เพราะทนความจนไม่ไหว เป็ยังไงป้าสะใภ้เลือกหลานเขยได้ถูกใจหรือเปล่า"
พูดอย่างอวด ที่เลือกสามีให้หลานสามได้เลวร้าย อยากจะรู้ว่าแต่งไปแล้วจะเป็ยังไง ไหนจะสามีที่ถูกเมียทิ้ง ไหนจะต้องเลี้ยงลูก ไหนจะต้องเลี้ยงน้อง แล้วยังมีแม่ที่เจ็บป่วยอีก ชีวิตต่อไปนี้คงจะน่าสมเพชน่าดู แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
"ก็ดีนี่นะคะ แหมป้าสะใภ้นี่ช่างเลือกเหลือเกิน ขอบคุณนะคะ แล้วอย่าลืมเลือกให้ลูกสาว ให้ดีอย่างที่เลือกให้หนูนะคะ" อดที่จะกระแซะป้าสะใภ้ไม่ได้
เธอไม่ได้รู้สึกอะไร และยังคงยิ้มแย้มอยู่ ทำให้คนที่ได้เห็นสีหน้าอย่างนี้ กลับทำหน้าไม่ถูกเสียเอง ทั้งที่ตั้งใจจะเยาะเย้ย ที่ได้สามี ที่ไม่มีใครอยากจะได้ แต่จินเย่ว กลับไม่โกรธและยังทำหน้าดีใจเสียด้วยซ้ำ
เธอนึกถึงชายหนุ่มที่ต้องแต่งงานด้วย จากความคิดของร่างเดิม เป็คนที่ขยันขันแข็ง และรักครอบครัว แต่เมียกลับเป็คนที่ไม่สู้งานและรักสบาย คงจะทนอยู่อย่างยากลำบากไม่ไหว จึงได้เลิกกัน ทั้งที่มีลูกสาวแล้วหนึ่งคน
"ถ้าชอบก็ดีแล้ว อย่าหนีกลับมาบ้านล่ะ เพราะที่นี่ไม่ต้อนรับแล้ว"
"ไม่แน่นอนค่ะ แล้วเื่วันแต่งล่ะคะ เมื่อไรต้องทำอะไรบ้าง"
"ไม่ได้จัดงานอะไร เดี๋ยวอีกหนึ่งอาทิตย์เ้าบ่าวจะมารับตัวไปที่บ้านเขา ส่วนทางนั้นจะจัดงานอะไรก็แล้วแต่ พวกเราไม่เกี่ยว"
เื่อะไรจะจัดงานให้เปลืองเงิน สู้เก็บเงินเอาไว้จัดงานแต่งลูกชายกับลูกสาวของเธอดีกว่า คนไร้ประโยชน์อย่างนี้ อย่ามาหวังอะไรจากบ้านของเธออีก
"อืมอย่างนี้นี่เอง เขาไม่ได้ให้สินสอดหรือคะ ถึงไม่มีเงินจัดงาน"
เธอรู้ว่าป้าสะใภ้คงจะเก็บเงินเอาไว้หมดแล้ว แต่ก็อยากแกล้งเท่านั้นเอง เธอไม่ได้อยากจะได้เงินนั้นสักหน่อย ในเมื่อเธอมีของที่จะทำเงินได้ตั้งมากมาย แล้วจะต้องไปอยากได้เงินแค่เล็กน้อยเท่านั้นทำไมกัน
"ถึงมีก็ไม่จัดงานหรอก ใครจะมาทำให้ คิดว่าตัวเองเป็ใครแล้วมีความสำคัญมากหรือไงกัน"
แต่ยังไม่ได้คุยกันต่อ เย่วเล่อ ที่ออกไปตามผู้ใหญ่บ้านมา เพราะอยากจะให้จินเย่วแต่งงาน และออกไปพ้นทางของเธอเสียที ต่อไปเธอจะได้ไม่ต้องคอยระแวงอีก
"ห่าวซวน ให้ลูกสาวไปตามมาที่บ้านมีอะไรหรือเปล่า"
เขาถามออกไป และคงจะมีเื่อะไรเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะมาอย่างแน่นอน แต่เขาเป็ผู้ใหญ่บ้าน ก็ถามในสิ่งที่ลูกบ้าน้าให้มาพบก่อน ถ้ามีอะไรนอกเหนือจากนี้แล้วค่อยตัดสินใจ
"ลุงผู้ใหญ่" จินเย่วทักทายผู้ใหญ่บ้านด้วยความเคารพ เพราะผู้ใหญ่บ้านคนนี้เป็คนที่ซื่อตรง และเชื่อถือได้
"จินเย่ว อยู่ที่นี่ด้วยหรือ"
เขามองเด็กสาวด้วยความสงสาร ั้แ่พ่อที่เป็ที่พึ่งเดียวเสียไป เด็กสาวคนนี้ก็มีชีวิตที่ย่ำแย่ คนที่เป็ญาติก็ทำเหมือนกับเด็กสาวเป็แค่เพียงคนอาศัยเท่านั้น
"ใช่ค่ะ" เธอตอบรับสั้นๆ
"แล้วที่ให้มาที่บ้านในวันนี้ ้าให้ช่วยอะไรหรือเปล่า"
เขาหันกลับไปพูดกับห่าวซวนอย่างเป็งานเป็การ แม้จะไม่ชอบใจที่ห่าวซวนเป็คนที่เชื่อฟังเมียมากจนไม่ยอมแยกแยะถูกผิดก็ตามที แต่ยังไงเขาก็เป็ผู้ใหญ่บ้าน
"ผมจะแยกบ้านให้จินเย่วครับ"
"ทำไมถึงเป็อย่างนั้นล่ะ หนูจินเย่ว ตัวคนเดียว จะให้แยกไปได้ยังไงกัน"
ซ่งเสวียน ไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างนั้นไปทำไมกัน ผู้หญิงตัวคนเดียว จะอยู่ได้ยังไงกัน ไม่เป็ห่วงกันบ้างเลยหรือ
"เราตกลงกันแล้วนะครับผู้ใหญ่"
"เป็ความจริงหรือเปล่าจินเย่ว หนูตกลงแล้วหรือ" ถามเด็กสาวเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง
"ใช่ค่ะ หนูตกลงแต่ว่าต้องอยู่ในเงื่อนไขนะคะ"
"ไหนบอกมาสิ ว่ามีข้อตกลงอะไรบ้าง"
"หนูขอโฉนดที่ดินของพ่อคืนค่ะ หนูอยากจะเก็บสมบัติของพ่อเอาไว้"
ซ่งเวียนได้ฟังถึงกับหน้ามืดครึ้ม ไม่ใช่ว่าทั้งสองคนนี้จะบีบเอาที่ของหลานไปหรอกนะ ช่างจิตใจคับแคบเหลือเกิน
"แล้วแลกกับอะไรล่ะ ไหนบอกลุงมาสิ แต่จริงๆ แล้วไม่ต้องแลกกับอะไรก็ได้นะ เพราะว่ามันเป็ของหนูอยู่แล้ว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ ในทรัพย์สินของพ่อหนูได้หรอกนะ"
เขาพูดอย่างเป็ธรรมที่สุด คนพวกนี้คิดจะเอาเปรียบกันเห็นๆ แม้แต่ของที่ไม่ใช่ของตัวเอง ยังอยากจะได้
"ไม่ได้หรอกค่ะผู้ใหญ่ จินเย่วรับปากกับเราแล้ว และต้องทำตามคำพูด จะมาผิดคำพูดไม่ได้"
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ลุงผู้ใหญ่ หนูรับปากลุงกับป้าไปแล้ว"
"แล้วเขาให้แลกกับอะไรล่ะ" เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะทำอะไรได้ จึงได้ถามสิ่งที่พวกเขา้า
"ให้ทำหนังสือตัดขาดกัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบ้านหลังนี้ และแต่งงานกับคนที่ลุงกับป้าเลือกเอาไว้น่ะค่ะ"
"อะไรนะ ทำไมถึงได้ร้ายแรงอย่างนั้นกัน ถึงกับตัดขาดกันเลยหรือ ทั้งที่จินเย่วเหลือตัวคนเดียวแล้ว"
"ก็หลานผม้าแลกนี่ครับ นี่คือสิ่งที่ต้องแลกกัน"
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ยังไงหนูก็ต้องแต่งงานออกไป คงไม่ได้กลับมาที่นี่หรอกค่ะ ให้หนูตัดขาดเถอะค่ะ ลุงผู้ใหญ่"
นี่จินเย่ว ต้องทนมากขนาดไหนกันนะ ถึงกับยอมที่จะตัดขาดกับญาติที่มีอยู่ และยอมแต่งออกไปอย่างนี้
"ได้ ถ้านี่คือข้อตกลง เป็ที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย อย่างนั้นก็ไปเอาโฉนดที่ดินมา ฉันจะเขียนหนังสือตัดขาดและข้อตกลงให้"
เมื่อเห็นว่า จินเย่ว คง้าออกไปให้พ้นบ้านนี้จริงๆ จึงได้ถามสิ่งที่เธอ้า
"เฟินเย่ว คุณเข้าไปหยิบมันออกมาให้หน่อย"
แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็เดินเข้าห้องไปหยิบออกมาอย่างนึกเสียดาย และสักครู่จึงได้เดินออกมา
"นี่ค่ะ"
"หนูจินเย่ว ดูสิว่าใช่หรือเปล่า"
เมื่อดูแล้วเป็โฉนดที่ดินของพ่อเธอจริงๆ จึงได้ตอบผู้ใหญ่บ้านออกไป
"ใช่แล้วค่ะ ลุงผู้ใหญ่ เป็โฉนดชื่อพ่อของหนูจริงๆ"
"นี่เป็สัญญาตัดขาด และข้อตกลงอ่าน มีอะไรเพิ่มเติมจะให้เพิ่มหรือเปล่า"
"ให้เพิ่มว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกันอีก"
"ตามที่ป้าบอกเลยค่ะ ถ้าใครมายุ่งเกี่ยวก็ให้ถูกปรับ 10 หยวน ดีไหมคะ"
"เฮ้อ เอาตามที่บอกก็แล้วกัน จะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ถ้ามีฝ่ายไหนผิดคำ ให้ถูกปรับ 10 หยวน ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติม ก็ให้ลงนามได้เลยทุกคน"
หลังจากนั้นทุกคนจึงได้ลงนามข้อตกลง และข้อห้ามที่ได้เพิ่มเติม และเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงได้ขอตัวกลับไป และอดที่จะสงสาร จินเย่ว ไม่ได้ที่ถูกเอาเปรียบจากคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าลุงอย่างนี้ ครอบครัวนี้ไม่น่าคบเอาเสียเลย เขาจะไม่เกี่ยวดองกับครอบครัวนี้อย่างเด็ดขาด
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )