“นี่คือที่ใดหรือเ้าคะ”
ประตูจวนใหญ่โตเบื้องหน้ามีป้ายสลักอย่างน่าเกรงขามว่า ‘จวนสกุลซ่ง’
ไม่รู้เกี่ยวข้องกับแม่ทัพซ่งหรือไม่ เหอซือซือรู้จักคนแซ่ซ่งเพียงผู้เดียว แต่ที่นางอยากรู้มากกว่าคือบิดาบุญธรรมพาตนมาที่แห่งนี้ทำไม
“มาพบสหาย”
หลิวซงมองอักษรงดงามบนแผ่นป้ายอยู่นาน เขาถอนหายใจเบา ๆ ไหนเลยจะคิดว่าได้กลับมาเยือนอีก
ชะตาคนเรายากคาดเดาเสียจริง
“มาพบผู้ใด” ทหารยามสองนายรูปร่างกำยำ ท่าทางแข็งแรง เอ่ยถามผู้มาเยือน
ชายชราส่งป้ายหยกดูล้ำค่าให้พร้อมกล่าวว่า “ข้าหลิวซง มาขอพบซ่งเหว่ยหนาน”
“บังอาจ...” พลทหารเพิ่งจะอ้าปาก อีกคนที่ท่าทางสูงวัยกว่าปราม
“หยุดก่อน!” เขามองป้ายหยกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับผู้มาเยือนด้วยความนอบน้อม
“ข้าน้อยจะรีบไปแจ้งท่านกั๋งกง ขอผู้าุโเข้าใจ โปรดรอตรงนี้สักครู่ขอรับ”
หลิวซงพยักหน้าตอบ
เห็นสหายมีท่าทีสุภาพเช่นนั้นอีกคนก็ไม่กล้าละเลย เขาหาเก้าอี้เล็ก ๆ มาตัวหนึ่ง
“ผู้าุโนั่งก่อน เก้าอี้มีตัวเดียว ต้องขออภัยแม่นางด้วย” เขาเกาแก้มเก้อเขิน
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ” เหอซือซือตอบกลับอย่างสุภาพ “ท่านพ่อบุญธรรมนั่งก่อน ร้อนหรือไม่เ้าคะ”
“ไม่ร้อน เ้าวางของไว้เถอะ” หลิวซงชี้นิ้วข้างตัว บอกหญิงสาวให้วางสัมภาระต่าง ๆ ไว้
เ้าเด็กคนนี้ถือของหนักไม่บ่นสักคำ เรี่ยวแรงดี ผิดกับที่เห็นภายนอกนัก
“พี่ใหญ่!” เสียงทรงพลังดังก้องพร้อมการปรากฏกายของร่างสูงใหญ่
ชายชราลุกขึ้นยืน หันไปทักทายผู้มาใหม่ “เหว่ยหนาน”
“เป็พี่ใหญ่จริง ๆ” ใบหน้าดุดันฉายแววยินดี เขาเข้ามากอดชายชราเอาไว้แน่น
ร่างเล็กของหลิวซงราวกับจะจมหายไป เมื่อถูกโอบด้วยกายใหญ่หนา ซ่งเหว่ยหนานกอดอยู่ชั่วครู่จึงผละออก
“จะกลับมา ทำไมไม่ส่งข่าวบอกข้า ไหนว่าชาตินี้จะไม่กลับมาแล้ว อยู่ชายแดนลำบากมากหรือ ท่านดูชราไปมากเลยทีเดียว”
“ชายแดนจะสุขสบายเช่นในเมืองได้อย่างไร เ้าปล่อยข้า นี่มือหรืออะไร แขนข้าจะแหลกอยู่แล้ว!” หลิวซงเบ้หน้า
เมื่อเป็อิสระจึงแนะนำสตรีข้างกาย “นี่บุตรสาวบุญธรรมของข้า เหอซือซือ”
ซ่งเหว่ยหนานเลื่อนสายตาไปมองสตรีนางนั้น
เหอซือซือไม่รู้ธรรมเนียมทักทาย ได้แต่กล่าว “ข้าน้อยเหอซือซือเ้าค่ะ”
ซ่งเหว่ยหนานสับสนชั่วครู่ เมื่อตั้งสติได้ก็ยิ้มรับหลานสาว “อ้อ...อืม เสี่ยวซือนี่เอง เรียกข้า ท่านอาเหว่ยหนานก็ได้ ข้าเป็น้องร่วมสาบานกับบิดาบุญธรรมของเ้า”
เอาเถอะ จะอย่างไรก็ได้ แค่ทำให้พี่ใหญ่กลับจากชายแดนได้เป็พอ
“อย่าคุยกันอยู่ตรงนี้เลย เข้าไปด้านในกันเถอะ อาอิงกำลังเตรียมอาหารอยู่ พักสักครู่แล้วเรากินข้าวด้วยกันนะ”
ซ่งเหว่ยหนานจับแขนพี่ใหญ่ไว้แน่น กึ่งลากกึ่งจูงให้เข้าไปในจวน ครั้นเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอีกคนก็มองไล่ตามสายตาไป เห็นหลานสาวคนใหม่กำลังก้มถือสัมภาระก็รีบเอ่ยเรียกคน
“พวกเ้ามายกของ เสี่ยวซือมานี่เถิด ปล่อยให้พวกเขาถือของไป เราเข้าไปในจวนกัน”
เหอซือซือชะงัก นางตอบรับ “เ้าค่ะ”
บุรุษร่างใหญ่หนาพูดคุยยิ้มแย้มกับชายชราที่สวมชุดสีหม่นเก่า ไม่เพียงเป็กันเองยังนอบน้อมไม่น้อย ถึงกับรินชาให้ด้วยตัวเอง
“พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่ หลายปีมานี้ท่านไม่ตอบจดหมายข้าเลย ท่านดูชรากว่าแต่ก่อนมากจริง ๆ” ซ่งเหว่ยหนานมองพิจารณาพี่ใหญ่ของตน
“สบายดี” หลิวซงวางถ้วยชาลง “ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว ข้าก็แก่ตามวัย”
“ใช่ที่ไหน ท่านดูข้าสิ ยังแข็งแรงอยู่เลยนะ มีแต่ท่านที่ทรุดโทรม” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า
ก็ใช่น่ะสิ ใครจะไปเหมือนก้อนกล้ามเนื้อเช่นเ้า!
“ข้าเป็หมอ ไม่ใช่ทหารเช่นเ้า อีกอย่างปีนี้ข้าก็ห้าสิบกว่าแล้ว จะไปเหมือนเ้าได้อย่างไร ตอนนี้ก็ยังจับดาบฝึกยุทธ์อยู่ล่ะสิ” เขากล่าวเหน็บแนม
“ฮ่าฮ่าฮ่า ก็ข้าเป็ทหาร ไม่ฝึกร่างกายไว้เป็สนิมเขรอะพอดี” ซ่งเหว่ยหนานหัวเราะลั่น
“ได้ยินว่าเป็กั๋วกงแล้ว บุตรชายก็ได้เป็แม่ทัพ ยังต้องไปรบทัพจับศึกอีกรึ” หลิวซงยกจิบน้ำชา
“เฮ้อ ใครจะรู้ บุตรชายข้าเก่งการศึกอยู่หรอก แต่เื่อื่นกลับโง่เขลา ราชสำนักน่ากลัวยิ่งกว่าสนามรบเสียอีก วันนี้บีบข้าให้วางอำนาจได้ วันหน้าก็บีบข้าไปด่านหน้าได้” ซ่งเหว่ยหนานทอดถอนใจเมื่อนึกถึงบุตรชายคนโต
“ดูท่าทางใช้ได้อยู่” หลิวซงนึกภาพบุรุษผู้ออกคำสั่งเปิดประตูด่าน แล้วควบม้าออกไปช่วยคนอย่างองอาจ ราวกับเห็นน้องชายร่วมสาบานเมื่อครั้งยังเยาว์อย่างไรอย่างนั้น “เหมือนเ้าเมื่อก่อนมากทีเดียว”
“พี่ใหญ่...” ซ่งเหว่ยหนานเอ่ยเรียกเสียงอ่อน “กลับมาครานี้ ท่านจะอยู่ถาวรเลยใช่หรือไม่”
“มีบุตรสาวอยู่คนหนึ่ง จะให้หิ้วไปไหนมาไหนอีกรึ” ชายชราส่งเสียงขึ้นจมูก ตอบไม่ค่อยตรงคำถามนัก ทว่าผู้ฟังกลับตื่นเต้นยินดี
“ถูกแล้ว มีบุตรสาวเยาว์วัยเช่นนี้ไม่ควรเดินทางเลย พักอยู่ที่นี่เถิด มีข้าอยู่ทั้งคน ใครก็รังแกนางไม่ได้แน่” อีกฝ่ายเห็นด้วย ถึงกับรับปากดูแลหลานสาวที่ยังเห็นหน้าไม่ชัดเป็มั่นเป็เหมาะแล้ว “เสี่ยวซือไม่ต้องกลัว อาจะให้คนเก็บกวาดเรือนเหม่ยเจียงเดี๋ยวนี้ ที่นั่นมีสวนดอกไม้ ด้านหลังล้อมป่าไผ่ ร่มเย็นและสงบมาก เ้าต้องชอบแน่นอน”
“เรือนเหม่ยเจียงเป็เรือนของสะใภ้ใหญ่ไม่ใช่รึ” หลิวซงขมวดคิ้วถาม
“นั่นก็ใช่ แต่ตอนนี้บ้านข้ายังไม่แต่งสะใภ้ เรือนนั้นจึงยังว่าง ให้เสี่ยวซือใช้น่ะดีแล้ว จริงสิ เรือนนั้นยกให้เสี่ยวซือไปเลย แล้วค่อยปลูกเรือนใหม่ให้สะใภ้ทีหลังก็ได้”
ชายผู้มีบรรดาศักดิ์กั๋วกงกล่าวอย่างเอาแต่ใจ หลิวซงตวัดสายตามองอีกฝ่าย
อย่าคิดว่าเขารู้ไม่เท่าทัน
“จวนของข้าก็มี เพียงแต่ปล่อยร้างมานานจำต้องใช้เวลาเก็บกวาด เลยมาขออาศัยชั่วคราว”
“จำเป็ต้องพูดเหมือนคนไกลเช่นนั้นด้วยหรือ พี่ใหญ่จะอยู่ตลอดไปก็ยังได้”
อดีตแม่ทัพใหญ่ไม่ฟังคำค้าน เสียงเปี่ยมพลังกระทั่งถ้วยชาบนโต๊ะยังสั่นะเืขณะเอ่ยเรียกสาวใช้
“พวกเ้าพาคนไปจัดเตรียมเรือนเหม่ยเจียงกับเรือนไผ่งามให้เรียบร้อย ทั้งสองเป็แขกคนพิเศษ ผู้ใดกล้าเสียมารยาทจะโดนลงโทษอย่างหนัก”
“เ้าค่ะ” สาวใช้ใบหน้าจิ้มลิ้มสองนางย่อตัวก่อนจะเร่งไปจัดการตามคำสั่ง
“หัวเราะเสียงดังลั่น อยู่ในครัวยังได้ยิน ใครไม่รู้คงนึกว่ามีเื่ราวใหญ่โต”
น้ำเสียงนุ่มละมุนอ่อนโยน ขัดบทสนทนาของสองบุรุษที่ผู้หนึ่งสรรหาเื่มากมายมาพูด ขณะที่อีกผู้หนึ่งนั่งเมินมองไปทางอื่น บางครั้งก็จะหันไปพูดคุยกับสตรีข้างกาย
เหอซือซือมองใบหน้าเชิดหยิ่งของบิดาบุญธรรมแล้วได้แต่สงสัย ท่าทางแง่งอนชัดเจนเช่นนี้ ทั้งสองคนเคยมีเื่ใดในอดีตกันกระมัง
ระหว่างเดินทาง นางรู้ว่าบิดาบุญธรรมเป็คนปากอย่างใจอย่าง ทั้งยังขี้น้อยใจ แต่ไม่นึกว่าจะเป็คนแสนงอนด้วย
“พี่ใหญ่ ไม่เจอกันนาน สิบปีได้แล้วกระมัง”
หลิวซงที่ทำหูทวนลมอยู่นาน วางถ้วยชาลงกล่าวทักทายน้องสะใภ้กลับไป
“เ้ายังไม่หย่ากับเ้าบ้านี่อีกหรือ”
“อาอิงรักข้าจะตาย ไม่มีทางหย่าหรอก ใช่หรือไม่” ร่างสูงใหญ่ห่อเหี่ยวลง ใบหน้าแสดงอาการหงอย หันไปฟ้องภรรยาทางสายตาทำนองว่า ดูสิ ข้าถูกพี่ใหญ่รังแกอีกแล้ว
หลิวซงกลอกตามองบน อายุปูนนี้แล้วมีชื่อเสียงเป็ถึงวีรบุรุษา กลับทำตัวปัญญาอ่อนใส่เมีย นิสัยนี้แก้ไม่หายสักที
สตรีผู้มาใหม่แม้อายุล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว ความงามก็ยังเด่นชัด ร่องรอยความชรามีให้เห็นเล็กน้อย รูปร่างยังคงดีมาก ผิวกายไม่ขาวนัก สองแก้มมีกระแดดสีอ่อนจางกระจาย เป็หลักฐานชั้นดีว่านางไม่ใช่สตรีในห้องหอ น่าจะผ่านการเผชิญแสงแดดร้อนแรงมาไม่น้อย
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นหลังยิ้มปลอบประโลมสามีพอเป็พิธีหนึ่งครั้งแล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจอีก
“พี่ใหญ่จากไปถึงสิบปี ตอนไป หนีหายไม่บอกผู้ใด ใครก็ไม่ได้กล่าวลา เป็สิ่งที่ติดอยู่ในใจพวกข้ามาตลอด ไม่นึกเลยว่าวันนี้ท่านจะมาเยือน”
เหอซือซือเหลือบมองบิดาบุญธรรม เห็นเขามีสีหน้าตกตะลึงเมื่อเห็นน้ำตาที่เอ่อคลอของสตรีผู้นั้น บิดาบุญธรรมถึงกับมีท่าทีเก้กังทำตัวไม่ถูก เหอซือซือได้แต่ลอบมองสตรีผู้นั้นอีกครั้ง พร้อมทั้งยกย่องอยู่ในใจ
“ข้าก็อยู่ที่นี่แล้วอย่างไร เ้า...เ้าอย่าร้องไห้เลย” หลิวซงยอมจำนน
ที่ตอนนั้นจากไปไม่ลาก็เพราะเหตุนี้ เขากลัวตัวเองจะใจอ่อน แล้วจากไปไม่ลง
มือเรียวซับหางตาเบา ๆ “กลับมาครานี้จะไม่จากไปอีก ใช่หรือไม่”
“ไม่แล้ว แก่แล้ว จะอยู่เลี้ยงนางหนูนี่ ต่อไปก็เลี้ยงหลาน” ชายชราวาดฝัน
เหอซือซือจึงตกเป็ที่จับจ้องอีกครั้ง
“ข้าเหอซือซือเ้าค่ะ”
“อ้อ” นางพยักหน้ารับก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ “พี่ใหญ่ นางคือ...”
“บุตรสาวข้า”