ตอนที่ 1 คนที่จะมาเป็นสามีของคุณ
รถทัวร์ปรับอากาศจากกรุงเทพฯ หยุดจอดในท่าจอดรถของตัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่างบอบบางที่นั่งชิดหน้าต่างอย่างเหม่อลอย ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเบาะนั่งหลังจากที่ผู้คนทยอยกันลงจากรถไปบ้างแล้ว แล้วหญิงสาวก็หยุดรอรับกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ที่อยู่ใต้ท้องรถจากเด็กรถชีวิตของคนเราแขวนอยู่บนความไม่แน่ไม่นอน และเธอก็กำลังยอมรับชะตากรรมอันเลวร้ายของตัวเองอนงค์นาง พรหมเทพ คิดแล้วห้ามน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอดวงตาไม่ให้ไหล หลังจากได้กระเป๋าสัมภาระมาแล้ว ก็เริ่มกวาดสายตามองหาผู้ที่จะมารับ ซึ่งเขาคนนั้นจะมาเป็นสามีของเธอ เธอกับเขาตกลงแต่งงานกันผ่านแม่สื่อ ด้วยการมองรูปและรู้รายละเอียดส่วนตัวเท่านั้น สุดท้ายก็มายืนอยู่ที่นี่ เพื่อมาเป็นเมียของชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันครู่หนึ่งที่มองหา เมื่อไม่เห็นใครที่น่าจะใช่ จึงหยิบรูปออกมาจากกระเป๋าสะพาย ผู้ชายที่อยู่ในรูปเป็นคนตัวใหญ่ เขามีผิวดำแดงจากการทำงานกรำแดด และหนวดเครากับผมเผ้ายาวรกราวกับโจร เมื่อเงยหน้ามองหาคนในรูป เธอก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา และดวงตาคู่คมกริบของเขาจ้องตาเธอ“อนงค์นางใช่ไหม”เสียงของเขาห้าวทุ้มแฝงความคุกคาม ร่างสูงบึกบึนด้วยกล้ามเนื้อยืนอยู่ตรงหน้า เขาสวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวลายสก๊อตสีแดงที่ไม่ติดกระดุมหน้า และชายแขนเสื้อเชิ้ตทั้งสองข้างถูกพับขึ้นมาถึงข้อศอก ขณะที่เขาก้าวเดิน กางเกงยีนส์ตัวเก่าสีซีดแนบไปกับต้นขากำยำของเขา“ค่ะ”“ผมปัณณวัตรหรือเขม คนที่จะมาเป็นสามีของคุณ!”“ค่ะ”“กระเป๋าของคุณใช่ไหม”เธอยังไม่ทันตอบอะไร มือใหญ่ก็ยื่นออกมาหยิบกระเป๋าสัมภาระที่ตั้งอยู่ข้างกายของเธอขึ้นถือ“รถผมอยู่ทางโน้น”ทุกย่างก้าวของเธอที่เดินตามหลังคนข้างหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เนื่องจากเขาเป็นคนแปลกหน้า เธอจึงกลัวการใช้ชีวิตร่วมกันกับเขา แล้วก็ต้องเข้าไปนั่งในรถกระบะสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ หลังจากที่มือใหญ่วางกระเป๋าสัมภาระของเธอที่ด้านหลังรถ“คุณเตรียมเอกสารที่จะใช้จดทะเบียนสมรสแล้วใช่ไหม”“ค่ะ”“เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันเลย”“คะ?”เขาหันมามองหน้าเธอก่อนที่จะสตาร์ตรถ แค่สบสายตา หัวใจของคนถูกมองด้วยดวงตาคู่คมเหมือนถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับ มันหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูกปัณณวัตรเป็นคนเงียบๆ ไม่พูดมาก และติดออกที่จะกระด้าง เมื่อคิดที่จะมีครอบครัว เขาก็เลือกใช้วิธีนี้หาเมีย และเมียของเขาก็หน้าตาดีเสียด้วย เมื่อเจอตัวจริงแวบแรก สายตาของเขาไม่สามารถละจากเธอได้เลย“อำเภอตั้งอยู่ตรงหน้า ไหนๆ ก็จะขับรถผ่านแล้ว”“ค่ะ”เมื่อให้เหตุผลออกไปแล้ว และเธอก็ยอมรับแทนที่จะค้านออกมา เขาจึงไม่พูดอะไรต่อ เพราะตั้งแต่ก่อนมาที่นี่ เธอรู้อยู่แล้วว่าจะมาแต่งงานกับเขา แบบที่จะไม่มีพิธีแต่งงานเกิดขึ้นด้วย เมื่อจอดรถที่หน้าอำเภอ มือใหญ่ก็ยื่นออกไปหยิบเอกสารในลิ้นชัก ร่างบางถึงกับถอยหลังหนี ปฏิกิริยานั้นทำให้ดวงตาคู่คมช้อนมอง แต่เธอไม่ได้มองมาที่เขา ดวงตาของเธอกำลังมองไปทางอื่นอนงค์นางขยับตัวเองไปโดยธรรมชาติ ที่ดวงตาของเธอมองไปทางอื่น ก็เพราะรู้ว่าแววตาของเขาเป็นประกายกล้ามากแค่ไหน แล้วเมื่อร่างสูงใหญ่ลงจากรถไปก่อน เขาก็เดินนำเข้าไปข้างในอำเภออย่างไม่พูดไม่จา กระทั่งหยุดยืนอยู่ที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์“ผมมาจดทะเบียนสมรส”“กรอกคำร้องและเตรียมเอกสารตามนี้เลยค่ะ”เธอมองเขากรอกรายละเอียดต่างๆ ขณะเกิดความรู้สึกลังเลและสับสนจนอยากจะถอยหนี แต่ขาไม่ยอมขยับเดิน เพราะไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว“กรอกรายละเอียดของคุณ”คนที่ต้องเซ็นชื่อรับปากกาจากมือใหญ่ จิตใจหม่นหมอง ขอบตาร้อนผ่าว และแล้วก็กรอกรายละเอียดต่างๆ ของตัวเองลงไปในคำร้องขอจดทะเบียนสมรส“เชิญที่โต๊ะโน้นเลยค่ะ”เจ้าหน้าที่ชี้โต๊ะตัวหนึ่งให้ดู เธอกับเขาเดินไปยังโต๊ะตัวนั้น พอนั่งลงบนเก้าอี้ ภาพตรงหน้าพร่ามัวและไม่ได้ยินเสียงอะไรที่เกิดขึ้น ราวกับสติของเธอหลุดลอยไปไกล กระทั่งกระดาษใบหนึ่งถูกยื่นออกมาตรงหน้า พร้อมกับคำพูดของนายอำเภอที่กำลังพูดกับเธอ“ยินดีด้วยครับ”เธอมองรอยยิ้มของนายอำเภอ แล้วก็มองชื่อของตัวเองที่อยู่ในกระดาษ จากนามสกุล พรหมเทพ กลายเป็น พุฒิโอภาส นั่นหมายความว่าเธอเป็นคนของเขาตามกฎหมาย แล้วร่างสูงใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืน เธอจึงลุกขึ้นตาม แล้วก็เดินตามหลังเขาออกมาถึงรถกระบะอย่างคนไร้วิญญาณ ก่อนจะเข้าไปนั่งในรถด้วยกัน เสียงห้าวเข้มก็ดังขึ้น...ดึงสติของเธอกลับคืนมา“ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะแต่งงาน ก็ควรจะปฏิเสธตั้งแต่ทีแรก”คนฟังสบสายตาคมกริบคู่นั้น ใจยิ่งเศร้าหนัก เพราะพยายามที่จะยอมรับมันอยู่ เนื่องจากไม่มีที่ให้กลับไปแล้วจริงๆ จึงผลักดันตัวเองให้มาที่นี่ มายอมรับโชคชะตาอันเลวร้ายของตัวเอง“จะกลับตอนนี้ก็ได้ ผมจะไปส่งที่ท่ารถทัวร์ และใบทะเบียนสมรสที่ถืออยู่นี้ เราจะทำให้เป็นโมฆะ”“ไม่กลับค่ะ”“คุณยังไม่พร้อมจะทำหน้าที่เมียผม”“ฉันกลับไม่ได้ ไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว”เขาเงียบ ขณะเริ่มเข้าใจแล้วว่า...ทำไมเธอถึงตกลงที่จะแต่งงานด้วย เพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ เขาอยากรู้นักว่าเป็นเรื่องอะไร แล้วร่างบางก็เข้าไปนั่งในรถ ตลอดทางนั่งเหม่อลอย เพราะใจที่อัดแน่นไปด้วยความทุกข์ จึงไม่รู้ตัวเลยว่ารถหยุดจอดตั้งแต่ตอนไหน พอมองไปรอบๆ ด้าน ภาพตรงหน้าทำให้หญิงสาวขยับตัวลงจากรถ นี่คือบ้านหลังใหม่ของเธอ บ้านไม้หลังกะทัดรัดท่ามกลางสวนผักนานาชนิด ซึ่งมองไปเห็นต้นพริกขี้หนู ต้นแตงกวา ต้นมะเขือเปราะ และต้นถั่วฝักยาว แล้วชายสูงวัยคนหนึ่งในกลุ่มคนงานก็ส่งเสียงทัก ขณะที่ชายหนุ่มกำลังยกกระเป๋าสัมภาระของเธอลงจากหลังรถ“ใครหรือเขม”“เมียผม”“เมีย!”“ใช่แล้ว เมียผม”“เป็นไปได้ยังไง มีตั้งแต่เมื่อไหร่ และไปมีตั้งแต่ตอนไหน”คนงานที่กำลังช่วยกันจัดแจงแตงกวาและพริกขี้หนูขึ้นรถกระบะ ที่มารับซื้อถึงหน้าสวนทุกวันงงเป็นไก่ตาแตก เนื่องจากตั้งแต่รู้จักชายหนุ่มมา เขาไม่เคยมีเมียหรือไปจีบผู้หญิงคนไหน แล้วนี่จู่ๆ ก็พาเมียมาที่บ้าน“เมียผม จะมาอยู่ด้วยกันตั้งแต่วันนี้”เธอเดินตามร่างกำยำเข้าไปในบ้าน พื้นใต้เท้าเล็กเหมือนโคลงเคลง เพราะสถานที่แห่งนี้และผู้คนยังแปลกใหม่สำหรับเธอ แววตาของทุกคนที่มองเต็มไปด้วยความสงสัย แล้วก็ต้องเดินตามเข้าไปในห้องนอน มองมือใหญ่วางกระเป๋าสัมภาระของเธอลงบนพื้นไม้ขัดเงา แล้วก็มองที่นอนซึ่งมีแค่ฟูกขนาดใหญ่ กับมุ้งกันยุงที่แขวนอยู่บนฝาผนัง“พรุ่งนี้เช้าเราจะตักบาตรด้วยกัน”“ค่ะ”เขามองเธอนิ่งๆ เขาคิดอะไรอยู่นะ เธอไม่รู้เลย แล้วร่างสูงใหญ่ตรงหน้าก็เดินออกไปจากห้องนอน พออยู่คนเดียว ความรู้สึกเศร้าหมองก็ประเดประดังเข้ามากระแทกใจ จนหยาดน้ำตาอุ่นๆ เอ่อขึ้นมาคลอดวงตาทั้งสองข้าง อนงค์นางกลั้นเสียงสะอื้น ใจเจ็บร้าวราวกับถูกปลายแหลมของเข็มสะกิดแผลที่เป็นหนอง เพราะถูกคนที่รักและไว้ใจที่สุดสองคนหักหลัง เธอไม่ใช่คนผิด แต่กลับต้องมาอยู่ที่นี่ และเมื่อไม่มีที่ให้กลับไป ก็ต้องทนอยู่ที่นี่ให้ได้ แม้จะกลัวการนอนอยู่ในห้องนี้กับเขาร่างบางยืนคว้างอย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ที่ไม่มีอะไรดูหรูหราเลย แล้วก็ต้องเช็ดน้ำตาออกจากแก้มทั้งสองข้าง ขณะที่อารมณ์กับความรู้สึกดำดิ่งสู่เหวลึก จากที่เคยเป็นคนยิ้มง่าย ตอนนี้ไม่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้านวลเลย