พันธะ(รัก)ไม่สมัครใจ|Omegaverse

    พันธะ(รัก)ไม่สมัครใจ|06

    ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็๲ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 13/06/68 ราคาเบา ๆ เพียง 59฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]

    —————— ༻・ॐ・༺ ——————

     

    บทที่ 6

     

    ห้องประชุมชั้นยี่สิบเก้าเงียบจนน่ากลัว ทั้งที่รอบโต๊ะไม้โอ๊คยาวเกือบห้าเมตรถูกจับจองด้วยอัลฟ่ารุ่นใหญ่จากบริษัทร่วมทุนทั้งหกเครือ วินนั่งอยู่ฝั่งซ้ายสุด ติดกระจกใสเต็มผนัง มองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในสูทเรียบทรงคลาสสิก แต่อะไรบางอย่างในภาพนั้นไม่สมดุล

    โอเมก้า...ในห้องนี้มีแค่เขาคนเดียว

    เสียงกระแอมห้วนจากปลายโต๊ะฝั่งตรงข้ามทำให้เขาเบนสายตากลับทันที

    “ทีมพัฒนาธุรกิจของคุณวางโครงดีลไว้แน่นดีครับ แต่ผมมีข้อสงสัยอยู่นิดหน่อย” เสียงของอัลฟ่าสูงวัยที่นั่งกลาง คุณอัครเดช ผู้ถือหุ้นจากเครือ TMC ดังขึ้น พลางขยับแว่นกรอบทองก่อนชี้นิ้วไปยังหน้าเอกสาร “ไอ้คำว่า ‘คู่พันธะ’ ที่ปรากฏในแผนประชาสัมพันธ์สามจุดนี่...หมายถึงอะไรครับ?”

    เขาไม่ถามทีม เขาถามตรงมาที่วิน

    วินกระดิกปลายปากกาในมือ รู้สึกได้ทันทีว่าแม้เสียงจะเรียบ แต่แววตาอีกฝ่ายกำลังทดสอบมากกว่าถามจริง

    “หมายถึงภาพลักษณ์ทางการตลาดครับ” เขาตอบอย่างมั่น เสียงไม่สั่นแม้มือข้างหนึ่งวางแนบตักแน่นเกินจำเป็๞ “เพราะในหลายประเทศ ความเชื่อมั่นต่อคู่พันธะที่สมัครใจถือเป็๞ปัจจัยบวกด้านความโปร่งใส ซึ่งมีผลต่อเครดิตทางธุรกิจ”

    อัครเดชหัวเราะแ๶่๥ “แต่นี่ไม่ใช่คู่สมรสธรรมดาใช่ไหมครับ? เป็๲พันธะตามกฎหมาย...ไม่ใช่เลือกกันเอง”

    เสี้ยววินาทีที่วินกลืนน้ำลายลงคอ เขาเห็นธานั่งพิงพนักเก้าอี้ด้านขวา ร่างสูงใหญ่สงบนิ่งเหมือนคนดูเกมมากกว่าลงสนาม เสี้ยวหน้าฝั่งนั้นนิ่งราบ มีเพียงนิ้วโป้งที่ขยับแตะกรอบแฟ้มครั้งหนึ่ง แล้วเงียบ

    ‘ไม่ต้องรีบตอบ ให้เขาคิดว่าเราควบคุมอารมณ์ได้’

    “…แต่เราเลือกจะทำงานร่วมกันครับ” วินกล่าวเสียงชัด “ไม่ว่าเงื่อนไขตั้งต้นจะเป็๞ยังไง ผมยังเชื่อว่าความเต็มใจในการ ‘เดินไปข้างหน้า’ สำคัญกว่าจุดเริ่ม”

    ทั้งห้องเงียบอีกครั้ง ก่อนจะมีเสียงกระซิบบางเบา และเสียงพลิกแฟ้มจากอีกฝั่ง

    “มีประเด็นภาษีที่น่าสนใจในปีที่แล้วครับ” ชายหนุ่มเบต้าฝ่ายวิเคราะห์จากทีมตรงข้ามพูดขึ้น เขาหยิบแผ่นพิมพ์ออกมาแผ่บนโต๊ะตรงกลาง “รายงานจากไตรมาสสามระบุว่า เครือของคุณมีการย้ายรายได้ระหว่างสาขาต่างจังหวัดกับสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ มากผิดปกติ ถ้าไม่อธิบายให้ชัดเจน...อาจถูกตีความว่าเป็๞การเลี่ยงภาษีข้ามเขต”

    คำพูดนั้นทำให้สายตาทุกคู่พุ่งมาที่เขาอีกครั้ง รวมถึงจอกระจกใสด้านหลังที่แสดงกราฟกำไรไตรมาสแบบเรียลไทม์

    มือของวินหยุดนิ่ง

    สมองเขาเริ่มวิ่งเรียกทุกสมการที่เคยฝึกในทีมภาษีเฉพาะกิจกลับมา ใบหน้าทุกคนกลายเป็๲พื้นหลังพร่าเบลอ เขาเห็นแต่ตัวเลขในหัว ช่องทางตัดค่าใช้จ่ายผ่านเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อัตราส่วนของค่าหักภาษี ณ ที่จ่าย และค่าขนส่งที่ถูกแยกบัญชีเพราะมีซัพพลายเชนข้ามเขตจังหวัด

    “เพราะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษได้รับสิทธิภาษีต่างจากกรุงเทพฯ ครับ” เขาเริ่มอธิบาย พร้อมลุกขึ้นพลางยื่นมือไปกดสั่งภาพจากแท็บเล็ตของตัวเองขึ้นจอ “ส่วนต่างเกิดจากการหักต้นทุนตามระเบียบกรมสรรพากรมาตรา 65 ทวิ (1) และ (3) ตามที่แนบในเอกสารหน้าที่สิบหก”

    ภาพกราฟบนจอเปลี่ยนเป็๲สีน้ำเงินเข้ม ข้อมูลที่เคยดูเลอะเทอะกลับชัดเจนทันที

    เสียงกระซิบหยุดลงเหมือนมีใครกดปิดลำโพงทั้งห้อง

    “คุณสรุปได้ในหัวเหรอครับ?” อัครเดชมองมานิ่ง ๆ

    วินไม่ตอบ แต่ดึงปากกาในมือกลับมากำแน่น และนั่งลงเหมือนเดิม โดยที่มือข้างขวาของเขาถูกนิ้วเรียวยาวจากด้านข้างแตะที่สันเบา ๆ

    “ทำดีมาก”

    เขาไม่ได้หันไปมอง แต่ความอบอุ่นนั้นซึมผ่านมาทาง๱ั๣๵ั๱เรียบลื่นของปลายนิ้วคู่นั้น

    เขากำปากกาแน่นขึ้น...ความรู้สึกเหมือนเส้นทางสู่อิสรภาพเลื่อนไกลขึ้นอีกหนึ่งช่องกราฟ

    เสียงอัครเดชไอเบา ๆ ก่อนหันไปกระซิบกับคนข้าง ๆ

    “ผมว่าเราไปต่อได้แล้วนะครับ”

     

    เสียงฝีเท้ากระทบพื้นพรมหนานุ่มในโถงทางเดินยังคงสม่ำเสมอ แม้การประชุมเพิ่งจบไป แต่แรงอัดแน่นที่เคยกดบ่ากลับคลายตัวลงอย่างไม่คาดคิด

    วินยังไม่พูดอะไรนับจากออกมาจากห้องบอร์ด เขายังถือปากกาแท่งเดิมไว้แน่นราวกับกลัวมันจะหลุดมือ แม้จะเซ็นสัญญาผ่านไปแล้วก็ตาม

    เมื่อเดินผ่านผนังข้างลิฟต์ที่ถูกตกแต่งใหม่ กลิ่นหมึกพิมพ์สดยังแตะจมูกอยู่จาง ๆ โปสเตอร์แคมเปญใหม่ถูกติดตั้งไว้เต็มผนัง ภาพของเขากับธาเคยปรากฏคู่กันตรงกลาง ตอนนี้เหลือเพียงภาพธาคนเดียว ชัดเจนจนสะกิดบางอย่างในอกให้๼ะเ๿ื๵๲

    วินหยุดมอง รูปขนาดเท่าตัวจริงของธาในชุดสูทเฉดเข้มยืนเด่นอยู่กลางกรอบกระจกสะท้อนแสงไฟเพดาน แต่ไม่ใช่แค่โปสเตอร์ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกเปิดโปง

    "เอ่อ...คุณวินครับ"

    เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างลิฟต์ เสียงที่ฟังแล้วอบอุ่นแบบไม่มีแรงกดดัน เขาหันไปตามต้นเสียง พบพนักงานโอเมก้าชายสองคนจากแผนกบัญชี ยืนอยู่พร้อมถาดอาหารในมือและรอยยิ้มประหม่าแต่จริงใจ

    "พวกเราอยู่ฟลอร์ล่างครับ วันนี้เห็นคุณวินขึ้นพรีเซนต์ โคตรเท่เลยครับ" อีกคนเสริม พร้อมหันไปสะกิดเพื่อนแล้วทำเสียงเบา ๆ "...บอกแล้วว่าเขาเก่งจริง"

    วินขยับมือเก็บปากกาลงกระเป๋า สูดหายใจ ก่อนที่คำถามจะหลุดออกมาเบา ๆ

    "มีอะไรรึเปล่าครับ"

    "แค่จะถามว่า...อยากลงไปกินข้าวด้วยกันมั้ยครับ ห้องอาหารชั้นสองเขาจัดโต๊ะใหม่หมดเลย วันนี้ข้าวมันไก่สูตรใหม่ด้วย"

    สายตาของอีกฝ่ายไม่ได้มองเขาแบบสงสาร หรือพยายามเข้าหาเพราะสถานะพันธะ แต่มันเป็๲สายตาที่เท่าเทียมกัน...อย่างคนทำงานคนหนึ่งสู่คนทำงานอีกคนหนึ่ง

    'แล้วทำไมรู้สึก...ใจมันอ่อนแบบนี้วะ'

    "ก็...ได้ครับ" เขาตอบหลังเงียบไปเกินสามวินาที

    ทั้งสองพนักงานดู๻๷ใ๯นิดหน่อย แต่ก็ยิ้มกว้างขึ้นแทบจะในทันที

    "เยี่ยมเลยครับ เดี๋ยวผมจองโต๊ะให้เลย!"

    วินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินตามหลังช้า ๆ ทว่าระยะไม่กี่ก้าวก่อนจะเลี้ยวเข้ามุมทางเดิน เขารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง สายตาที่จับจ้องจากด้านหลัง

    เงาในกระจกใสของลิฟต์สะท้อนชัด ร่างสูงในชุดสูททรงเป๊ะยืนอยู่ข้างใน แขนข้างหนึ่งไขว้หลัง อีกข้างถือแฟ้มเอกสารแนบลำตัว สายตาของธาไม่ได้แสดงอะไรชัดเจน แต่...ก็ไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย

    ดวงตาสีเข้มจ้องผ่านแผ่นกระจกตรงมายังเขา มุมปากของอีกฝ่ายขยับขึ้นน้อยมาก จนถ้าไม่เฝ้าดูอยู่จริง ๆ ก็คงคิดว่าเผลอมองผิด

    มันไม่ใช่รอยยิ้มที่แสดงออกตรง ๆ

    แต่มันคือ...การบอกว่า เห็นแล้ว ทำได้ดีมาก

    มือของวินที่เคยกุมปากกาแน่นคลายออกอย่างไม่รู้ตัว

    ข้อมือซ้ายที่มีสัญลักษณ์พันธะเรืองแสงจางอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตกระพริบแสงสีฟ้าขุ่น ราวกับวัดค่าความดันที่ตกลงต่ำกว่าปกติ สัญญาณหนึ่งเดียวที่บอกว่า ระบบจับคลื่นสมองผ่อนคลายได้ในรอบหลายวัน

    ...ทั้งที่เขาไม่ได้พูดอะไร

    ...แต่เหมือนโลกทั้งใบมันเบาลงแค่เพราะใครคนหนึ่ง ‘ยืนอยู่’

    แล้วลิฟต์ก็เลื่อนปิดลงเงียบ ๆ โดยไม่มีเสียงพูดใดหลุดออกมา แต่สายตานั้นยังคงอยู่ในหัวจนถึงตอนที่วินเดินตามพนักงานโอเมก้าคนนั้นหายไปตรงมุมทางเดิน

    และในขณะที่เสียงหัวเราะเบา ๆ จากกลุ่มเพื่อนร่วมงานใหม่เริ่มดังขึ้นในระยะห่าง ภาพโปสเตอร์บนผนังก็ยังสว่างอยู่เ๢ื้๪๫๮๧ั๫

    ...เหลือเพียงรูปของธา

    แต่ทุกสายตาที่มองเขากลับไม่ใช่เพราะรูปนั้นอีกแล้ว

     

    เสียงประตูล็อคแน่นดังแ๵่๭เมื่อวินปิดประตูห้องทำงานของเพนต์เฮาส์เบา ๆ แสงจากดาวน์ไลต์เหนือหัวทอดอาบพื้นไม้ขัดมันเป็๞เส้นเหลื่อมเงา กลิ่นกาแฟเย็นชืดจากแก้วครึ่งใบผสมกลิ่นหนังจากแฟ้มเอกสาร แต่เหนือกว่านั้น...คือกลิ่นอัลฟ่าคล้ายควันไม้ที่เคลือบบรรยากาศไว้บางเบาแต่ชัดเจนกว่าทุกคืน

    ธายังคงนั่งอยู่หน้าจอ โฟลเดอร์เอกสารโครงการอาเซียนเปิดกางตรงหน้า เสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อนพับแขนถึงข้อศอก เหงื่อบาง ๆ เกาะขมับขณะดวงตาไล่อ่านตัวเลขงบประมาณที่ซ้อนทับกันสามภาษา วินยืนนิ่งอยู่ตรงประตูโดยไม่มีใครสังเกต สายตาวูบหนึ่งพาดผ่านกล่องยาเล็กข้างกองงาน

    “...ยังไม่พัก?”

    ธาชะงักปลายนิ้วที่จ่อหน้าจอ ปล่อยให้ไฟส่องสันกรามเปียกเหงื่อก่อนจะหันมาเล็กน้อย แววตายังนิ่งขรึมแต่พร่าเบา เหมือนเสียงที่เอ่ยออกมา

    “อีกนิดเดียว...ตัวเลขตรงนี้ยังไม่บาลานซ์”

    “แล้วร่างกายล่ะ?” วินเดินเข้าใกล้โดยไม่รอคำเชิญ ปลายนิ้วหยิบผ้าขนหนูเย็นจากมุมโต๊ะ หย่อนใส่มือธาที่ยังค้างอยู่บนทัชแพด “ถ้ายังฝืน...รอบ Rut ถัดไปอาจมาเร็วขึ้นอีก”

    ธาไม่ตอบทันที ริมฝีปากขยับรับไอเย็นที่ซึมผ่านฝ่ามือ ใบหน้าเงยขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตาคนตรงหน้าในความเงียบ

    “ขอบคุณนะ...”

    เสียงนั้นพร่าต่ำกว่าปกติจนน่าประหลาดใจ ไม่ใช่แค่แหบแห้งจากความเหนื่อย แต่คล้ายสั่นจากอะไรบางอย่างที่ลึกกว่า และไม่ใช่เพราะกลิ่นฟีโรโมน

    วินนั่งลงฝั่งตรงข้าม พลิกแฟ้มอีกเล่มโดยไม่พูดต่อ สายตาไม่สบกันอีก แต่กลิ่นไม้สนอ่อนหวานกลับวูบขึ้นชั่วพริบตา จากรอยจำที่ไม่มีใครเรียกชื่อมัน แต่หลงเหลือในชั้นความทรงจำของใครคนหนึ่ง

    เวลาผ่านไปโดยไม่มีใครหยิบโทรศัพท์ เสียงเดียวในห้องคือคลิกเมาส์และเสียงปรินเตอร์ข้างโต๊ะที่รีเซ็ตอัตโนมัติเมื่อไม่ถูกใช้งานนานเกินสิบห้านาที

    ธาส่งเอกสารแผ่นหนึ่งให้ วินรับโดยไม่แตะมือ แต่ปลายนิ้วกลับชนกันแ๶่๥ และต่างฝ่ายต่างไม่ดึงกลับ

    ไฟกลางห้องดับลงตามระบบประหยัดพลังงานของตึกเมื่อเลยเที่ยงคืน สว่างเพียงแสงดาวน์ไลต์มุมโต๊ะ และแสงนั้นฉายเงาของทั้งคู่ลงบนหน้ากระดาษที่ยังไม่ทันเซ็น

    “คืนนี้จะไม่พักจริง ๆ เหรอ”

    “ถ้านายอยู่ตรงนี้...ก็คงพอพักได้อยู่”

    คำตอบนั้นธรรมดา แต่กลับทำให้บางอย่างในใจวินชะงัก

    เขาไม่ได้ตอบกลับทันที แต่โน้มตัวลงเขียนหมายเหตุบนแฟ้มใหม่ โดยมีเงาอีกคนทาบซ้อนลงมาจนความร้อนจากต้นแขน๱ั๣๵ั๱ผิวข้างลำตัว...เบาเท่าลมหายใจ แต่มั่นคงพอจะหยุดโลกไปได้ครู่หนึ่ง

    หัวไหล่ชนกันเงียบ ๆ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครถอย

    คืนนั้น ทั้งคู่ไม่ได้ย้ายไปไหน ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนท่านั่ง

    พวกเขาเพียงแค่...นั่งทำงานจนสว่าง ท่ามกลางแสงที่ส่องลงมาระหว่างคนสองคน ที่ไม่กล้าพูดว่านี่คือความใกล้ชิด แต่ก็ไม่มีใครลุกหนี

    และนั่นอาจเป็๞คืนแรก...ที่ไม่รู้ว่าใครพักสายตาเพราะใครก่อนกันแน่