ตอนที่ 11 เด็กสอนไม่ได้ (2)
ใกล้เที่ยง พี่สาวน้องสาวจูงมือเตรียมไปกินข้าวด้วยกัน สองเท้าเล็กของอวี๋เจียวผู้อาภัพก้าวฉับมุ่งตรงกลับไปที่สวนเหมยของตน อย่าได้เข้าใจผิด ที่นี่ไม่ได้ทำการรัดเท้า[1]แต่อย่างใด นางเกิดมาเท้าเล็กโดยกำเนิด เ้าของร่างเดิมไม่ออกกำลังกายมาเป็เวลานาน วันนี้วิ่งกลับไปกลับมาหลายรอบ เกือบทำให้นางใช้การไม่ได้แล้ว
เมื่อกลับมาถึงห้องเซียงป่ายรีบเข้ามาปรนนิบัติรับใช้คุณหนูแทบไม่ทัน ยกน้ำอุ่นเข้ามาก่อน ถอดถุงเท้าของอวี๋เจียวออก นำเท้าเล็กบวมแดงคู่นั้นจุ่มลงไปในน้ำ เห็นอวี๋เจียวสูดปากเบาๆ นางอดไม่ได้ เอ่ย “คุณหนู เราคุยกับฮูหยินดีไหมเ้าคะ เรือนหลังพวกเราก็อาศัยอยู่ได้ บ่าวจัดเก็บทำความสะอาดให้ดีๆ เอาเครื่องหอมมาอบในห้อง คิดว่าอยู่แล้วคงจะไม่แย่มากนัก อย่างไรก็คงดีกว่าการเดินกลับไปกลับมานะเ้าคะ”
รับรู้ถึงความเ็ปเป็ระยะที่เท้า อวี๋เจียวฝืนยิ้ม เอ่ย “ไม่เป็ไร มารดาเอ่ยมีเหตุผล อีกอย่างข้าก็ทำใจไม่ได้ที่จะต้องไปจากสวนเหมย อยู่แบบนี้ไปเถิด เดินบ่อยๆ จนชินแล้วเดี๋ยวก็ดีไปเอง” อวี๋ฮูหยิน้าให้นางวิ่ง วิ่งน้อยลงก็ไม่รู้ว่าจะหาเื่อะไรอีก ขอเพียงอีกฝ่ายมีความสุขก็วิ่งแบบนี้ไปก่อนเถิด ถือว่าเป็การออกกำลังกาย
เซียงฉี่ที่ยกสำรับเข้ามาได้ยินคำพูดนั้นเข้าพอดี เหลือบมองเท้าคุณหนูของตน นางเอ่ยขึ้นอย่างแน่วแน่ “คุณหนูเอ่ยไม่ผิดเลย การเดินทางนั้นจะได้ออกกำลังกาย เ้าก็เห็นว่าพวกเราเดินกลับไปกลับมาไม่เห็นเป็อะไรมิใช่หรือ เดินอีกสักวันสองวันเดี๋ยวก็ดีแล้ว คุณหนู บ่าวยกสำรับเข้ามาแล้ว พวกเราจะกินบนเตียงหรือเ้าคะ”
เซียงป่ายที่เดิมกำลังอึดอัดใจอยู่แล้ว เมื่อได้ยินวาจานี้นางจึงเอ่ยอย่างโกรธเคือง “คุณหนูชาติกำเนิดสูงส่งจะเอามาเปรียบเทียบกับพวกเราได้เยี่ยงไร” เมื่อก่อนที่อี๋เหนียงยังอยู่ ยามเฉินผ่านไปแล้วคุณหนูจึงตื่นนอน เดินเล่นในสวนยังต้องหยุดพักบ้าง วันนี้ตลอดทั้งบ่าย คุณหนูต้องเดินกลับไปกลับมาไม่รู้ไกลเท่าใด หากอี๋เหนียงยังอยู่คงไม่ปวดใจตายเลยหรือ
เซียงฉี่เองก็เป็ทุกข์อยู่ในใจ เดิมอยากให้กำลังใจคุณหนูเพื่อไม่ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ใครจะรู้ว่าต้องมาเจอคนโง่เขลาอย่างเซียงป่ายกันเล่า โกรธจนนางโต้กลับในทันที “ไม่อยากให้คุณหนูเข้าไปคุยกับฮูหยิน ก็อย่าทำให้คุณหนูต้องกลับคำ ทำให้ฮูหยินต้องเบื่อหน่าย” อีกอย่างเรือนหลังนั้นมันที่ใด นั่นเป็ที่อยู่อาศัยของหญิงรับใช้ หากคุณหนูตอบรับอาศัยอยู่ที่นั่นจริงๆ ไม่ใช่เป็การยอมรับว่าตนเองเป็บ่าวรับใช้หรอกหรือ
“ข้า...”
เห็นเซียงป่ายถูกต่อว่าจนตาแดง อวี๋เจียวรีบเอ่ยขัด “เอาละ เอาละ ข้าหิวแล้ว เซียงฉี่ วันนี้ห้องครัวเตรียมอาหารอะไรอร่อยๆ มาให้หรือ”
เมื่อได้ยินคุณหนูบอกหิว สาวใช้ทั้งสองจึงสงบศึก คนเช็ดเท้าก็เช็ดเท้า คนยกอาหารก็ยกอาหาร อวี๋เจียวกลับไปนั่งบนเตียงราวกับนายท่านที่รอกินข้าว เมื่อนางเห็นอาหารของวันนี้ พลันพบว่าตัวเองไม่หิวแล้ว
อาหารไม่มีเนื้อสัตว์นางเข้าใจได้ ไม่ว่าอย่างไรเ้าของร่างเดิมก็กำเนิดมาโดยเฝิงอี๋เหนียง งดเว้นเนื้อสัตว์เพื่อไว้ทุกข์แก่นางเป็สิ่งสมควร แต่เหตุใดแม้แต่น้ำมันก็ไม่มี อาหารสองวันมานี้นอกจากนึ่งก็คือต้ม หรือไม่ก็เป็โจ๊กหนึ่งหม้อ จริงๆ เลย
เ้าเด็กคนนี้เหมือนจะลืมไปแล้ว สมัยโบราณไม่มีน้ำมันพืช น้ำมันทั้งหมดล้วนเป็น้ำมันสัตว์ สัตว์เป็อาหารที่มีเนื้อสัตว์ แบบนั้นจะเรียกว่างดเว้นเนื้อสัตว์หรือ
กินอาหารเที่ยงที่ไร้รสชาติอย่างเร่งรีบ อวี๋เจียวพักผ่อนอยู่ชั่วครู่ จากนั้นสวมรองเท้าลายปักแน่น รีบเดินตรงไปยังเรือนฉี่
วิชาเรียนยามบ่ายค่อนข้างหลากหลาย พิณ หมากล้อม พู่กัน อีกทั้งยังมีการเย็บปักกว่าครึ่งชั่วยาม วิชาเย็บปักนั้นมีทุกวัน อีกสามประเภทที่เหลือผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา บ่ายวันนี้เป็การวาดภาพ เห็นอวี๋สยาที่อายุมากกว่าตนเองเพียงหนึ่งปี หยิบพู่กันขึ้นมาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เป็ภาพวาดน้ำหมึกหนึ่งภาพ อวี๋เจียวที่ถูกโจมตีอีกครั้งจึงมีความคิดอยากตายแล้วจริงๆ
ความจริงวาดภาพนางก็ทำได้ เงื่อนไขแรกคือขอให้เทพเ้าแห่งการย้อนเวลาส่งดินสอสองบีมาให้นางสักแท่ง ให้ตายเถอะ นางวาดเป็แต่ภาพร่างง่ายๆ
เชิงอรรถ
^ การรัดเท้า เป็นจารีตที่รัดเท้าของหญิงสาวให้คับแน่น เพื่อมิให้นิ้วเท้างอกขึ้นได้อีก เท้าที่ถูกบีบรัดนั้นจะได้มีสัณฐานเรียวเล็กคล้ายดอกบัว น