บทที่ 36 วีรสตรีช่วยชีวิต (รีไรต์)
เหอเสี่ยว พูดพลางใช้มือถูไปมาบนตัวของเสิ่นอวิ๋นหราน เขาหวังว่าความร้อนจากมือของเขาจะทำให้เสิ่นอวิ๋นหรานอุ่นขึ้นมาได้บ้าง
“เหอเสี่ยว จริง ๆ แล้วฉันก็ไม่อยากตายหรอกนะ ที่ผ่านมาฉันคิดเสมอว่าแค่ทำตัวน่ารักเรียบร้อย ผู้ชายทุกคนก็จะรักและเอ็นดูฉัน แต่พอมายุคนี้ เพราะความใจอ่อนของฉันเองแท้ ๆ ฉันถึงได้ถูกผู้ชายคนอื่นทำร้ายสารพัด พี่สาวคนที่อยู่ข้างบนนั่นแหละที่สอนให้ฉันรู้จักลุกขึ้นสู้ ฉันก็เลยสู้ ฉันก็เลยรอดมาได้ ฉันไม่ได้แค่เรียนรู้ที่จะสู้แต่ยังเรียนรู้ที่จะกล้าหาญด้วย ฉันผ่านอะไรมามากมาย แต่ตอนนี้ต้องมาตายอยู่ที่นี่ฉันไม่ยอมหรอกนะ!”
พูดมาถึงตรงนี้เปลือกตาของเสิ่นอวิ๋นหรานก็เริ่มหนักอึ้ง อุณหภูมิในร่างกายของเธอก็ยิ่งเย็นลงเรื่อย ๆ
เหอเสี่ยวรู้สึกได้ว่าเสิ่นอวิ๋นหราน กำลังจะหนาวตาย เขาจึงรีบพูดขึ้นว่า
“เสิ่นอวิ๋นหราน วีแชทเธอชื่อ ไกวไกว ใช่ไหมฉันฉูเสี่ยว เธอจำได้ไหม ในกลุ่มฉันเป็คนแรกที่ด่าเธอ เธอไม่อยากจะเอาคืนฉันหน่อยเหรอ?”
พอได้ยินเหอเสี่ยวพูดแบบนั้นเสิ่นอวิ๋นหราน ก็ขยับตัวเล็กน้อย เสียงของเธอเบาเหมือนเสียงยุง
“อ๊ะนายฉูเสี่ยวเองเหรอ ที่นายด่าไปแบบนั้นมันก็สมควรแล้ว ฉันสมควรที่จะโดนด่าแล้วล่ะ ฉันมันโง่เอง ถ้าฉันไม่โง่ ฉันก็คงไม่ถูกไอ้สารเลวนั่น...”
เหอเสี่ยวเห็นเสิ่นอวิ๋นหราน อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาก็หยิบวิทยุสื่อสารออกมาจากอกเสื้อ
“พี่สาวคนสวย วีรสตรี ได้โปรดช่วยพวกเราด้วยเสิ่นอวิ๋นหราน ไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่ว่าพี่ชอบให้เธอทำความสะอาดให้พี่ที่สุดเหรอ ถ้าเธอตายไปก็จะไม่มีใครทำความสะอาดให้พี่แล้ว พี่สาว ได้โปรด ช่วยพวกเราด้วย!”
ขณะที่ลั่วฉิงเทียนกำลังจิบโกโก้อุ่น ๆ อยู่ เธอก็ต้องสะดุ้งใกับเสียงของเหอเสี่ยวที่ออกมาจากวิทยุสื่อสาร
เดิมทีเธอไม่อยากจะสนใจ แต่ตอนนี้มีคนมากมายอยู่หน้าประตู ทำให้เธอไม่สบายใจที่จะออกไปไหน คิดไปคิดมา เธอคิดว่าการตามพวกเขามาเฝ้าประตูให้ก็น่าจะดี
“เลิกขี้แงแล้วขึ้นมาเอง”
เหอเสี่ยวไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก หลังจากส่งข้อความเสียงไปแล้ว เขาก็ได้แต่กอดเสิ่นอวิ๋นหรานพลางร้องไห้อยู่แบบนั้น
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะหมดหวัง เสียงของลั่วฉิงเทียนก็ดังมาจากเครื่องส่งรับวิทยุ
ทันใดนั้นความหวังก็กลับมาสู่เหอเสี่ยวอีกครั้ง เขาเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วอุ้มเสิ่นอวิ๋นหรานวิ่งออกจากบ้านตรงไปยังชั้นสามสิบสามทันที
เมื่อมาถึงหน้าประตู เหอเสี่ยวก็ร้องไห้โฮออกมา
“ท่านวีรสตรีเปิดประตูเร็ว ฮือ ๆ ๆ ผมมาแล้ว ผมมาแล้ว!”
เหอเสี่ยวยังคงร้องไห้พลางะโเรียก
ลั่วฉิงเทียนได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาพลางเปิดประตูออกไป
“หุบปาก! ถ้ายังร้องไห้อยู่อีก ฉันจะปล่อยให้ต้าไป๋กัดเอา!” ลั่วฉิงเทียนพูดพร้อมกับมองไปที่ต้าไป๋ที่กำลังนอนหลับอยู่บนพื้น
เหอเสี่ยว รีบปิดปากทันที ลั่วฉิงเทียนเปิดประตูให้เหอเสี่ยวเข้ามา ผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ เห็นเหอเสี่ยว ได้เข้าไปในบ้านชั้นที่สามสิบสามต่างก็พากันตื่นเต้นมารวมตัวกัน
“วีรสตรี วีรสตรี ฉันเข้าไปได้ไหม”
“ฮือ ๆ วีรสตรี ให้ฉันเข้าไปด้วยเถอะ”
ลั่วฉิงเทียนมองคนข้างหลังด้วยสายตาเ็า
“หุบปาก!” พูดจบลั่วฉิงเทียน ก็ปิดประตูทันที
คนอื่น ๆ มองประตูด้วยความอิจฉา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงอีกเลย เหอเสี่ยวเข้ามาในบ้านก็ยังร้องไห้อยู่
จากที่สะอื้นเบา ๆ ก็เริ่มร้องไห้โฮ ลั่วฉิงเทียนกลัวว่าต้าไป๋ จะตื่นขึ้นมาจึงกัดฟันพูดว่า
“ถ้าร้องไห้อีกที ฉันจะโยนนายลงไปข้างล่าง!”
ครั้งนี้ เหอเสี่ยวหยุดร้องไห้จริง ๆ ลั่วฉิงเทียน ชี้ไปที่ห้องน้ำชั้นหนึ่งแล้วพูดว่า
“พาเธอไปอาบน้ำอุ่นก่อน บนโต๊ะมียาลดไข้ ในตู้กดน้ำมีน้ำร้อน!”
เหอเสี่ยวพยักหน้ารีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ อุ้มเสิ่นอวิ๋นหรานวางลงในอ่างอาบน้ำ เขามองเสิ่นอวิ๋นหรานอย่างลังเลใจ ไม่รู้ว่าควรจะถอดเสื้อผ้าของเธอออกดีหรือไม่
แต่พอคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถือสาเื่ระหว่างชายหญิง เขาจึงกัดฟัน
ถอดเสื้อผ้าของเสิ่นอวิ๋นหรานออกจนหมด
เมื่อเสิ่นอวิ๋นหรานลืมตาขึ้นมา เธอคิดว่าตัวเองขึ้นไปอยู่บน์เสียแล้ว เตียงนุ่ม ผ้าห่มอุ่นสบาย แล้วยังมีห้องที่อบอุ่นแบบนี้
ดูยังไงก็ไม่เหมือน่เวลาสิ้นโลก
เธอประหลาดใจ ลุกขึ้นนั่งผ้าห่มร่วงลงจากร่าง เธอพบว่าตัวเองไม่ได้ใส่อะไรอยู่เลย เสื้อผ้าที่เธอเคยใส่หายไปไหนหมดก็ไม่รู้
ตอนนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก เห็นเหอเสี่ยวถือเสื้อผ้าเดินเข้ามา เห็นว่าเสิ่นอวิ๋นหรานฟื้นแล้ว เขาก็ตื่นเต้นรีบวิ่งมาข้างเตียง
“เสิ่นอวิ๋นหราน ในที่สุดเธอก็ตื่นแล้ว”
เสิ่นอวิ๋นหรานจ้องมองเหอเสี่ยวด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นก็ก้มมองตัวเอง แก้มของเธอก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
เหอเสี่ยวรีบยื่นเสื้อผ้าในมือให้เสิ่นอวิ๋นหราน
“เอ่อ... นี่เธอใส่ไปก่อน เดี๋ยวพี่สาวจะรอนาน”
ตอนนี้เสิ่นอวิ๋นหรานถึงเข้าใจสถานการณ์ เธอรู้ดีว่าลั่วฉิงเทียนนั้นนิสัยอย่างไร ถ้าเธอยังนอนต่อ มีหวังโดนโยนออกนอกบ้านแน่
เสิ่นอวิ๋นหรานไม่กล้ารีรอ รีบแต่งตัวแล้วออกจากห้องไป
ที่โซฟาชั้นล่าง ลั่วฉิงเทียนนั่งมองไปที่เหอเสี่ยวนิ่ง ๆ ส่วนเหอเสี่ยวเองยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองลั่วฉิงเทียนด้วยท่าทางที่ดูไม่ถูกที่ถูกทาง
เมื่อเห็นเสิ่นอวิ๋นหรานออกมาเหอเสี่ยวก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“พวกเธอสองคนมาอยู่บ้านฉัน ก็ต้องทำตามกฎของฉัน ข้อแรก พวกเธออยู่ได้แค่ชั้นล่าง ห้ามขึ้นไปชั้นบนโดยเด็ดขาดถ้าฉันไม่อนุญาต ข้อสอง งานบ้านทั้งหมด พวกเธอต้องรับผิดชอบ”
ลั่วฉิงเทียนพูดจบก็หันไปมองเสิ่นอวิ๋นหราน
“ทำอาหารเป็ไหม? ฉันไม่เลี้ยงคนี้เี”
เสิ่นอวิ๋นหรานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบพยักหน้า
“พี่สาว ฉันเคยเป็บล็อกเกอร์ด้านอาหารมาก่อน ฉันทำอาหารอร่อย ๆ ได้หลายอย่างเลยนะ!”
ลั่วฉิงเทียนพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป เธอเป็คนทำอาหารให้บ้านนี้ ทุกอย่างในตู้เย็นกับผักต่าง ๆ น่ะ พวกเธอจะใช้ยังไงก็ได้ แต่ห้ามเก็บไว้เป็ของส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉันเด็ดขาด ถ้าฉันรู้ว่าพวกเธอแอบซ่อนอาหาร ฉันจะโยนพวกเธอสองคนลงมาจากข้างบนนี่แน่!”
“วางใจได้เลยค่ะ พวกเราไม่เก็บอะไรไว้เป็ของส่วนตัวแน่นอน!” เสิ่นอวิ๋นหรานรีบยื่นนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยออกมาประกบกันเป็การยืนยัน
ลั่วฉิงเทียนพยักหน้า
“ดี งั้นห้องนั้นก็คือห้องเก็บอุปกรณ์ของฉัน ทุกครั้งที่ฉันออกกำลังกายเสร็จ เธอต้องเช็ดทำความสะอาดด้วยนะ แล้วก็ตอนทำอาหาร ต้องตั้งใจทำด้วย ถ้าไม่อร่อย ฉันก็จะโยนเธอออกไปเหมือนกัน!”
เสิ่นอวิ๋นหรานยังคงพยักหน้าต่อ
“ฉันจะตั้งใจทำค่ะ!”
เธอสาบานกับตัวเองว่าจะดูแลกระเพาะของลั่วฉิงเทียนให้ดีที่สุด และจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกไล่ออกไปเด็ดขาด
ลั่วฉิงเทียนพยักหน้า
“วันนี้พวกเธอไปหาอะไรกินกันเองก่อนแล้วกันนะ วันนี้ฉันกินมาแล้ว! อ้อ อีกอย่าง ต่อไปให้เรียกฉันว่าลั่วฉิงเทียนห้ามเรียกว่าวีรสตรีหรืออะไรทำนองนั้นอีก!”
ลั่วฉิงเทียน พูดจบก็ลุกขึ้นยืน ก้มลงอุ้มต้าไป๋ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาทันที
“ต้าไป๋ นิ่ง ๆ นะ ต่อไปนี้ขึ้นไปนอนบนห้องกับฉัน!”
ลั่วฉิงเทียน พูดพลางแบกเ้าขาวของเธอขึ้นไปชั้นบน เหอเสี่ยวและ เสิ่นอวิ๋นหราน มองการกระทำของลั่วฉิงเทียน อย่างตกตะลึง นี่มันยังเป็มนุษย์อยู่รึเปล่าเนี่ย เ้าเสือต้าไป๋นี่ดูยังไงก็น่าจะหนักร้อยสองร้อยจินเห็น ๆ
ทำไมลั่วฉิงเทียน ถึงอุ้มได้เหมือนกับถือของเล่นแบบนั้น
แต่ทั้งสองก็ไม่กล้ามองนาน รีบเดินเข้าครัวไปหาอะไรกิน
ภายในครัวมีวัตถุดิบอยู่มากมาย ตู้เย็นก็เต็มไปด้วยอาหาร ทั้งสองไม่กล้าหยิบเนื้อ เลยหยิบไข่ไก่มาจากตู้เย็นสองฟอง
จากนั้นก็หยิบเส้นบะหมี่มาเตรียมทำบะหมี่ไข่ใส่ผัก
ไม่นานนักบะหมี่ไข่ใส่ผักหนึ่งหม้อเต็ม ๆ ก็เสร็จ ทั้งสองค่อย ๆ หยิบชามใบโตมาสองใบ แล้วแบ่งบะหมี่ออกเป็สองส่วนเท่า ๆ กัน เมื่อได้กลิ่นหอมกรุ่นของบะหมี่ร้อน ๆ ลอยออกมาจากชามที่มีไอร้อนลอยขึ้นหอมฉุยทั้งสองก็แทบจะร้องไห้ออกมา