บทที่ 26 เมื่อคนไข้ป่วย หัวใจก็ป่วย
ฟู่อวิ่นซางมองเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของเธอแล้ว เขาก็รู้ว่าในเวลานี้หัวใจของเธอต้องเต้นระรัวเหมือนกวางน้อยตื่นใ เธอคงจะกำลังตื่นเต้นอยู่แน่ ๆ
น้ำเสียงของเขาเมื่อครู่นี้ ขึงขังเกินไปหรือเปล่านะ
เขาอดไม่ได้ที่จะมองไปด้านหลังของเยี่ยเจีย เมื่อพบว่าไม่มีความผิดปกติใด ๆ ในห้องทำงาน ความเ็าบนใบหน้าก็ค่อย ๆ จางหายไป
“เื่ทำความสะอาดมีป้าอู่กับแม่บ้านมาทำอยู่แล้ว คุณต้องจำไว้เสมอว่าคุณคือสะใภ้ของตระกูลฟู่” ฟู่อวิ่นซางขมวดคิ้วเข้ม แต่แปลกที่เขาไม่ได้สงสัยในคำโกหกของเธอ
ในที่สุดหัวใจของเยี่ยเจียที่เต้นโครมครามด้วยความกังวลก็กลับสู่ความปกติ “อืม ฉันเข้าใจแล้วค่ะ”
เวลาตีหนึ่ง เยี่ยเจียนอนกลิ้งไปมาบนเตียงนุ่ม นับั้แ่ฟู่อวิ่นซางเข้าไปในห้องทำงาน เขาก็ไม่ออกมาสักที ส่วนป้าอู่ได้ส่งไวน์แดงเข้าไปแล้วสองขวด
เธอจินตนาการว่า ปลายนิ้วของเขากำลังลูบไล้ภาพวาดของหญิงสาวคนนั้นอย่างอ่อนโยน ใบหน้าเศร้าหมองของเขาตอนเมาเต็มไปด้วยความคิดถึงผู้หญิงคนนั้นหรือเปล่า
สวีเสี้ยนซู... เยี่ยเจียพึมพำชื่อนี้ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผู้หญิงคนนี้เป็ใครกันแน่ เธอตายแล้ว หรือยังมีชีวิตอยู่ แล้วตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกันแน่
หัวใจเธอปวดแปลบขึ้นมา มันทำให้เยี่ยเจียนอนไม่หลับ
สักพักก็รู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนไม่ใช่แค่ความเจ็บธรรมดา เธอยื่นแขนไปหยิบโทรศัพท์บ้านที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงอย่างยากลำบาก
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! คุณหนูโรคหัวใจกำเริบ!” คนที่รับสายคือป้าอู่ที่เพิ่งเอาไวน์แดงไปให้ฟู่อวิ่นซาง
เสียงะโของเธอ ทำให้ชายที่กำลังมึนเมาเพียงเล็กน้อยในห้องทำงานผลักประตูออกมาในทันที เขารีบขึ้นไปชั้นบน คิ้วของเขาขมวดแน่น สีหน้าเคร่งเครียด ชายเสื้อยับยู่ยี่ไม่เรียบร้อย
ป้าอู่ที่ยังใไม่หาย ใบหน้าซีดเผือด รู้ว่าคุณชายเป็ห่วงคุณหนู จึงรีบหลีกทางให้
เยี่ยเจียที่นอนอยู่บนเตียงมองเห็นภาพเลือนราง มือห้อยลงข้างเตียง เธออยากหายใจ แต่พอสูดลมหายใจเข้าไปหัวใจก็ปวดแปลบ แต่กลับดีขึ้นเมื่อเธอกลั้นหายใจ
ร่างกายของเธอรู้สึกเบาหวิวขึ้นมาในทันใด กลิ่นคุ้นเคยทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมอง จากนั้นก็เห็นชายร่างสูงใหญ่โน้มกายลงมาอุ้มเธอขึ้น หญิงสาวตะลึงงัน เป็เขาจริง ๆ ด้วย
“ฟู่อวิ่นซาง…” เธอพยายามอ้าปากพูด
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้” เสียงของเขาแหบพร่า
เธออยากจะเตือนเขาว่าอย่าขับรถตอนเมา แต่ก็พูดไม่ออกแล้ว
...
เยี่ยเจียคิดว่าตัวเองคงจะตายไปแล้ว จนกระทั่งได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนกึก เธอกะพริบตาอย่างงุนงง ที่แท้ก็ยังมีชีวิตอยู่นี่เอง…
“เป็ยังไงบ้าง ยังเจ็บหัวใจอีกไหม” เสียงของฟู่อวิ่นซางดังมาจากข้าง ๆ หู
‘หัวใจ…’ ถามแต่เื่หัวใจอีกแล้ว
สิ่งที่เขาใส่ใจมีแค่หัวใจของเธอเลยหรือไง หรือจะพูดให้ถูก นี่ไม่ใช่หัวใจของเธอด้วยซ้ำ แต่เป็หัวใจของสวีเสี้ยนซูต่างหาก
เยี่ยเจียกัดริมฝีปากแน่น เธอพลิกตัวหันหลังให้เขา ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
ฟู่อวิ่นซางเดาว่าเธอคงจะไม่สบายเลยไม่อยากพูดอะไรมาก จึงเรียกหมอมาดู
เมื่อหมอมาถึง และดูค่าต่าง ๆ แล้วก็ส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง “ดูจากค่าพวกนี้แล้ว คนไข้ไม่มีปัญหาอะไรเลย”
ฟู่อวิ่นซางนึกถึงคำพูดของหานปิง ‘เมื่อมีเื่กระทบความรู้สึก หัวใจก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย’
‘เมื่อคนไข้ป่วย หัวใจก็ป่วย’
ฟู่อวิ่นซางโบกมือไล่ให้หมอออกไป แล้วนั่งลงข้าง ๆ เธอ มือหนารวบผมที่ปรกหน้าของเธอขึ้น “รู้สึกยังไงบ้าง”
เยี่ยเจียไม่ได้เปล่งเสียงออกไป เธอไม่อยากพูด จึงได้แต่นอนฟังเสียงหยดน้ำเกลือเหนือหัวดัง ‘ติ๋ง ๆ’
เมื่อเห็นว่าเธอไม่พูดอะไร เสียงของฟู่อวิ่นซางก็ยิ่งต่ำลง ดูเหมือนเขาจะโกรธขึ้นมาเล็กน้อย “เยี่ยเจีย”
นิสัยของเธอเป็คนอ่อนโยนมาโดยตลอด แทบจะไม่เคยมี่เวลาที่ขัดใจสามีแบบนี้เลย
หลังจากความเงียบอันยาวนาน...
“คุณคะ” เยี่ยเจียกลืนน้ำลายลงคอ ริมฝีปากของเธอสั่นเทา ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดความจริง “ขอโทษนะคะ จริง ๆ แล้วฉันเห็นภาพวาดที่อยู่หลังประตูห้องทำงานแล้วล่ะค่ะ”
ฟู่อวิ่นซางชะงักงันไปในทันที
แต่ในฐานะที่เขาเป็นักธุรกิจมานาน สีหน้าเ็าก็จางหายไปในพริบตา เขาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของเธอ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเคย “นั่นเป็แค่เพื่อนเก่าของผม คุณอย่าคิดมากเลย”
สวีเสี้ยนซูเป็แค่เพื่อนเก่า
แล้วหัวใจดวงนี้ของฉันเป็ของเธอหรือเปล่า
สวีเสี้ยนหย่ายังบอกอีกว่า สวีเสี้ยนซูยังมีชีวิตอยู่ นี่มันเื่อะไรกันแน่
เยี่ยเจียรู้สึกหายใจไม่ออก ฟู่อวิ่นซางสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอจึงเอ่ยว่า “เจ็บหัวใจอีกแล้วเหรอ ผมจะเรียกหมอมาอีก”
เยี่ยเจียรีบลุกขึ้นมาห้ามเขาไว้ “คุณคะ ฉันไม่เป็ไรจริง ๆ หมอก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็อะไร ต่อให้เรียกหมอมาอีกก็เหมือนเดิม ฉัน… แค่หิวนิดหน่อยน่ะค่ะ”
ฟู่อวิ่นซางจ้องมองใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอเป็เวลานาน สายตาของเธอที่มองเขาดูใสซื่อไร้เดียงสา ชายหนุ่มจึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจ แล้วสั่งให้คนไปซื้อของที่เธอชอบกินมาส่งที่โรงพยาบาลแทน
แต่ที่จริงแล้ว ความหิวเป็เพียงข้ออ้างเท่านั้น เยี่ยเจียไม่ค่อยมีแรงกินอะไรสักเท่าไร เธอกินไปได้สองสามคำก็หยุด
หลังจากกินข้าวเสร็จ ฟู่อวิ่นซางก็พาเธอลงไปเดินเล่นข้างล่าง เขาเอาใจโดยการสวมคลุมเสื้อให้เธอ และกุมมือเล็ก ๆ ของเธอไว้แน่น แต่เยี่ยเจียกลับรู้สึกว่า ระหว่างพวกเขามีระยะห่างที่ไกลมากไปทุกที เธอตั้งใจจะพูดในสิ่งที่สวีเสี้ยนหย่าบอกกับเธอหลายครั้ง แต่ก็ล้มเลิกไปหลายครั้งเช่นกัน
เมื่อเดินไปสักพัก เยี่ยเจียก็อยากไปเข้าห้องน้ำ ฟู่อวิ่นซางจึงรออยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อเดินออกจากห้องน้ำ เธอได้เจอกับคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง ตาแก่โมโหขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ส่วนยายแก่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยิ้มปลอบโยนเขา ในที่สุดชายแก่ก็ส่งเสียงฮึดฮัดแล้วเดินกะเผลกเข้าไปข้างใน
“หนูจ๊ะ หนูคิดว่าตาแก่ของฉันอารมณ์ร้ายมากเลยใช่ไหม” หญิงชราเห็นเธอยืนมองอย่างงุนงงอยู่ก็ยิ้มและโบกมือเรียก “มานี่สิ ยายจะบอกความลับให้ฟัง”
เยี่ยเจียถูกรอยยิ้มหวาน ๆ บนใบหน้าของหญิงแก่ดึงดูด เธอจึงเดินเข้าไปหาโดยไม่รู้ตัว
หญิงชราจับมือเธอไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันลึกซึ้ง “ตอนที่ฉันอายุเท่าหนู ฉันเพิ่งได้รู้จักกับตาแก่พอดี อย่ามองสภาพฉันตอนนี้ล่ะ สมัยก่อนฉันก็สวยเหมือนหนูนี่แหละ”
เยี่ยเจียยิ้มตาม “หนูเชื่อค่ะ”
“ดังนั้น… อย่าใช้ความสวยของตัวเองไปรังแกแฟนหนุ่มซะล่ะ การที่จะได้เป็สามีภรรยากันได้ ต้องสะสมบุญมาสิบกว่าชาติ ถ้าอยากจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต การดูแลและให้อภัยกันเป็วิถีของการครองคู่นะ”
“เยี่ยเจีย” เสียงเ็าที่คุ้นเคยดังตามมา
เยี่ยเจียหันไปมองฟู่อวิ่นซางที่ยืนอยู่ใต้เสาไฟนั้นดูสูงใหญ่และหล่อเหลาเป็พิเศษ เขาถือเสื้อโคตของเธอไว้ในมือ ดูเหมือนจะรอจนเริ่มหงุดหงิดแล้ว เขาโบกมือเป็สัญญาณให้เธอรีบเข้าไปหา
เธอหันกลับไปยิ้มให้หญิงชรา “คุณยายคะ เขาเรียกหนูแล้วล่ะค่ะ”
ยายแก่พยักหน้าแล้วปล่อยมือ
เยี่ยเจียกลับไปหาฟู่อวิ่นซาง เธอกำลังจะรับเสื้อโคตจากมือเขา แต่เขากลับกดไหล่เธอไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ชายหนุ่มคลี่เสื้อโคตคลุมให้เธออย่างสง่างามและคล่องแคล่ว แขนยาว ๆ ของเขากลับมาแนบข้างตัว แล้วจับมือเล็ก ๆ ของเธอไว้ “ไปกันเถอะ”
สายลมพัดเส้นผมของเธอ ใบไม้เสียดสีกันเกิดเสียงดังกรอบแกรบ ผสานกับเสียงอันไพเราะของเขา
เยี่ยเจียอดใจไม่ไหว เธอหน้าแดงก่ำไปด้วยความขวยเขิน
ตอนกลางคืน
เยี่ยเจียและฟู่อวิ่นซางนอนด้วยกันบนเตียงแคบ ๆ ของโรงพยาบาล เสียงหายใจสม่ำเสมอของเขารดหูเธออย่างแ่เบาพร้อมกับกลิ่นหอมที่คุ้นเคย จู่ ๆ เธอนึกถึงคำพูดของคุณยายคนนั้น
การได้แต่งงานกับเขาถือเป็โชคชะตา
ไม่ว่าสวีเสี้ยนซูจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่ว่าหัวใจของเธอจะเป็ของใคร
เธอก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ตัวเองอยากอยู่กับฟู่อวิ่นซาง ดังนั้นจึงต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตในการรักเขา รอคอยให้เขารักเธอ
ไม่ว่ายังไง เธอคงต้องมีลูกกับเขาสักคน เพื่อให้พวกเขามีสายใยที่ไม่สามารถตัดได้ขาด
ได้ยินเสียงลมหายใจของเขา ความฟุ้งซ่านก็ค่อย ๆ สงบลง เธอหลับตาลง ไม่นานก็หลับไป
เมื่อออกจากโรงพยาบาล และกลับถึงบ้าน หลังจากเยี่ยเจียทักทายแม่สามีและพ่อสามีแล้ว ก็รีบไปที่ห้องนอนในทันที ขณะที่ฟู่อวิ่นซางจอดรถ เธอต้องทำเื่สำคัญให้เสร็จสิ้น
เยี่ยเจียรู้สึกกระวนกระวาย มือกำไม้จิ้มฟันที่หยิบมาจากห้องนั่งเล่นแน่น เธอยืนอยู่หน้าตู้ข้างเตียง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็รีบเปิดลิ้นชักออก เธอหยิบถุงยางอนามัยออกมาจากข้างใน แล้วแทงรูตรงกลางไปหลายรู
หลังจากทำเสร็จ เยี่ยเจียก็รีบยัดถุงยางอนามัยกลับเข้าไป ใบหูเธอแดงเถือกเพราะความตื่นเต้น
'ตึกตัก ๆ ตึกตัก ๆ ตึกตัก ๆ' หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ หูของหญิงสาวไวต่อเสียงเป็พิเศษ เธอเหมือนได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากข้างนอก!