บทที่ 2
เมื่อออกมาถึงภายนอก พาโลม่าก็ทอดสายตาไปยังขอบฟ้าเบื้องทิศตะวันตก อาทิตย์ได้ลดดวงลงจนลอยระเรี่ยอยู่ตรงขอบฟ้านั้น ราวจะกำลังถูกพื้นน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล ดูดดึงลงไปในสีเทาที่เข้มระยับเธอรีบรุดออกไปยังโขดหิน ซึ่งจับจองไว้เป็นเจ้าของมานานแล้ว เป็นโขดหินที่ทอดยื่นออกไปในทะเลทางด้านทิศตะวันตกของตัวเกาะ เธอจะมาที่นี่ในเวลาเดียวกันนี้ทุกวัน ด้วยความรักทั้งสถานที่และช่วงเวลาเย็นย่ำ เพราะเป็นแห่งเดียวที่เธอรู้สึกถึงความสงบในจิตใจ ได้อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและชีวิตมีเพียงหมู่เมฆบาง ๆ ลอยเป็นทิวอยู่เหนือศีรษะ แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก็แต่งแต้มให้มันเป็นสีชมพู แต่ทว่าตรงปลายสุดของขอบฟ้านั้นสะอาดสดใสยิ่งนัก รังสีแดงใต้ลูกไฟดวงใหญ่กำลังค่อยๆ ลดลงสู่ผิวน้ำ และฉาบให้ผิวน้ำตรงส่วนนั้นฉายฉานไปด้วยสีแดงส้มค่ำวันนี้ เป็นที่แสงสีเขียวจะปรากฏขึ้น ... เธอคิดอยู่ในใจ วางคางลงบนอุ้งมืออย่างมั่นคง บังคับตัวเองไม่ให้กะพริบตา ขณะที่เพ่งมองไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังจะจมลง เราแทบจะไม่เคยเห็นแสงสีเขียวนั้น จะต้องเป็นยามค่ำที่ท้องฟ้าสดสะอาด อากาศค่อนข้างเย็น ไม่มีคลื่นความร้อนที่ลอยตัวขึ้นจากพื้นน้ำ ขอบฟ้าจะต้องคมใส ไม่มีทิวเมฆมาลอยปิดกั้นไว้ และแน่นอนว่าจะต้องตื่นตัวอยู่เสมอ กะพริบตาไม่ได้เป็นอันขาด เพราะว่าแสงสีเขียวจะปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาที เมื่อขอบสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลดลงใต้ขอบฟ้า หลายต่อหลายครั้งที่เธอพลาดโอกาสนี้ เพราะการกะพริบตา และตลอดชีวิตที่ผ่านมา พาโลม่าก็มีโอกาสได้เห็นมันเพียงสองครั้งเท่านั้น ครั้งแรกคือในยามค่ำของวันหนึ่งที่พ่อจับมือเธอจูงมาให้รู้จักกับสถานที่พิเศษแห่งนี้ส่วนล่างของดวงอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้าแล้ว พาโลม่าแทบจะได้ยินเสียงน้ำที่ผุดพลุ่งขึ้นด้วยความแรงร้อนของแสงอาทิตย์ด้วยซ้ำ หรือดูเหมือนจะมองเห็นฝอยน้ำทะเลที่กระจายขึ้น แต่ทว่า... อย่างนุ่มนวล... ปราศจากสรรพสำเนียงใด ๆ ทั้งสิ้น อาทิตย์ดวงนั้นลอยเลื่อนต่ำลงอย่างรวดเร็วและหายลับไปจากขอบฟ้าพาโลม่ากลั้นลมหายใจไว้ ลืมตาให้กว้างที่สุดเท่าที่จะกว้างได้ เมื่อเงาโค้งสุดท้ายของดวงอาทิตย์ลับลง ทันใดนั้น ขณะที่พาโลม่าคิดว่าจะไม่มีแสงสีเขียวปรากฏขึ้นให้เห็นในวันนี้... มันก็กระจ่างขึ้นเป็นแสงสีเขียวจัดจ้า และหายไปในชั่วพริบตา... ทิ้งไว้แต่เพียงภาพในความทรงจำ และกับความเงียบงันที่สงบนิ่งพาโลม่าจ้องมองดูท้องฟ้าต่ออีกเป็นครู่ รู้สึกเป็นสุขและเพลิดเพลินกับความเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว อันเป็นช่วงขณะแห่งการเริ่มและการจบของมัน แสงสีเหลืองสุดท้ายค่อยๆ จางหายไป และแล้วดวงอาทิตย์ก็จะไปปรากฏในโลกซีกอื่น ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมนลงอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าแสงดาวก็กระจายพรายพร่างขึ้น สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือทิวเมฆสีชมพูอ่อนเรื่อกลุ่มสุดท้ายเท่านั้นทันใด พาโลม่าก็บังเกิดความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างลึกซึ้ง การที่ได้มองเห็นแสงสีเขียวนั้นเป็นลางแห่งโชคดี แม้ในความเป็นจริงเธอจะมิได้เชื่อถือในโชคลางเท่าไรนัก แต่ทว่า การที่ได้เห็นในสิ่งที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้เห็นเอาเสียเลยเธอลุกขึ้นนั่งคุกเข่า กำลังจะลุกขึ้นจากหินก้อนนั้น แต่การเคลื่อนไหวตรงปลายหางตาทำให้พาโลม่าต้องหันกลับไปมองบนพื้นน้ำอีกครั้ง และสิ่งที่เธอได้เห็นในครั้งนี้ ทำให้สาวน้อยตะลึงจ้อง อ้าปากค้างร่างร่างหนึ่งโผนขึ้นเหนือผิวน้ำ เป็นรูปร่างดำตัดอยู่ตรงแผ่นฟ้าสีเทาสลัว บิดตัวด้วยอาการเริงร่า มันเป็นปลามาลินขนาดใหญ่ กระโดงแข็งคมเหมือนใบมีดของมันตัดผ่านอากาศ ปลายหางบิดโค้งขึ้น และแล้วด้วยท่าทีสวยสง่า ร่างมหึมาของมันก็ค่อย ๆ ลดลงสู่พื้นน้ำดูเหมือนเวลาจะหยุดนิ่งไปเป็นครู่ กว่าที่พาโลม่าจะได้ยินเสียงน้ำแตกซ่ากระจายขึ้น หลักฐานการแสดงกายกรรมโลดโผนครั้งนี้ คงเหลืออยู่เพียงแรงสั่นสะเทือนของน้ำที่แตกออกเป็นวงอา... นั่นไง พาโลม่าคิด... นั่นคือสิ่งพิเศษสุด... บางที ธรรมชาติต้องการจะบอกให้รู้ก็ได้ว่า... ฉันควรจะเชื่อในเรื่องลางสังหรณ์นั้นเสียบ้างพาโลม่ามุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความรู้สึกของบุคคลที่ได้รับสิทธิพิเศษ ได้รับการมอบหมายให้เป็นประจักษ์พยานแห่งการแสดงของธรรมชาติในครั้งนี้ และขณะที่เดินไปตามเส้นทางนั้น เธอทอดสายตาลงไปบนพื้นน้ำอีกครั้ง และเห็นโจน้องชาย กับเพื่อนอีก 2 คน กำลังกรรเชียงเรือเข้ามาใกล้ท่าเทียบจากยอดเนินเขานั้น พาโลม่าสามารถรู้ได้ทันทีว่า 3 คน โชคดีมากในวันนี้ ปลาเพียบเต็มท้องเรือ และแม้จะยืนอยู่กับที่ด้วยแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์แทนการใช้กล้องส่องทางไกล พาโลม่าก็ยังรู้ได้อีกว่า ในเรือลำนั้นจะต้องมีปลามากมายหลายชนิดปะปนกันมา จับอะไรมาได้ก็เอาทั้งนั้น มีทั้ง แองเจิลฟิช ร็อคฟิช โบนิโตส และแจ็คส์ รวมทั้ง พัฟเฟอร์ฟิช รวมทั้งสตริงเรย์ด้วย และแม้แต่ปลาที่มีรูปร่างแปลก ๆ ชอบแอบ ๆ ซุกซ่อนตัวไว้ อย่างปลาฉลามหัวกีตาร์ที่ไม่ได้เป็นอันตรายกับใคร และไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงสำหรับชาวประมง ปลาตัวไหนที่ไม่ติดเบ็ดก็จะถูกพุ่งใส่ด้วยฉมวก ตัวไหนที่หลุดรอดจากคมฉมวก ก็จะถูกกวาดด้วยอวนขณะที่พาโลม่ากำลังจ้องมองดูอยู่นั้น โจดับเครื่องเรือใช้พายพุ้ยน้ำกรรเชียงเรือเข้าเทียบท่า ขณะเดียวกัน เพื่อนของเขาทั้งสองคนก็ช่วยกันคัดปลาที่กองเป็นภูเขาเลากาตรงนั้น ปลาตัวไหนที่ขายไม่ได้ก็จะโยนทิ้งอย่างไร้ค่าครั้งแรกๆ ที่พาโลม่าเห็นน้องชายกับพวกทำเช่นนี้ เธอโกรธเคืองจนเหลือระงับ กรีดตะโกนใส่โจ คาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้ว่าเพราะอะไร.... เมื่อทุกคนก็ตั้งใจจะโยนปลาพวกนั้นกลับลงทะเลอยู่แล้ว ทำไมจึงไม่โยนกลับลงไปทันทีเมื่อจับขึ้นมา ขณะที่ปลายังมีโอกาสรอดชีวิตอยู่แม้ว่าโจจะตกใจกับความกราดเกรี้ยวของพี่สาว แต่เขาก็ยังรักษาอารมณ์ไว้มั่น“ในตอนเช้าน่ะ ก่อนที่เราจะรู้ขนาดของปลาที่จับได้ ปลาทุกตัวมันก็มีค่าทั้งนั้นแหละ แต่พอถึงตอนเย็น ถ้าเราจับปลาได้มาก เราก็จะเก็บแต่ที่ได้ขนาดไว้เท่านั้น แล้วก็โยนที่ไม่ต้องการทิ้ง”พาโลม่าอยากจะเถียง แต่โจกลับเดินหนีไปเสียเฉย ๆ แถมยังกล่าวอีกด้วยว่า ใคร ๆ เขาก็ต้องทำอย่างนี้กันทั้งนั้น และจะต้องทำตลอดไปด้วยขณะนี้ เธอมองดูเด็กหนุ่มคนที่ชื่อ อินดิโอ กำลังใช้มือจับตรงหัวของปลาตัวหนึ่งโยนใส่หน้าเพื่อนชื่อ มาโกโล่ แม้เธอจะยังอยู่ไกลจากพวกเขา แสงยามค่ำก็สลัวพลบลงแล้ว แต่พาโลม่าสามารถจะรู้ได้ว่าใครเป็นใครจากสีผม อินดิโอนั้นจะสวมหมวกอยู่เสมอเวลาออกทะเล ดังนั้น ผมของเขาจึงเป็นสีดำสนิท ส่วนมาโนโล่มักจะชอบเอาน้ำทะเลราดศีรษะเพื่อดับความร้อน ดังนั้น สีผมจึงจางลงเป็นสีน้ำตาลอ่อน คล้ายกันกับสีผมของพาโลม่าเองที่เป็นสีน้ำตาลอมแดงซีดจางลงจนเกือบจะเป็นสีบลอนด์ ด้วยน้ำทะเลและแสงอาทิตย์ อินดิโอกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ พร้อมกับโยนปลาใส่มาโนโล่ ซึ่งกำลังก้มลงจับปลาทางด้านหางเพื่อโยนใส่อินดิโอเป็นการตอบโต้หนุ่มน้อยชาวประมงทั้งสองโยนปลาใส่กันและกันอย่างสนุกสนาน ส่งเสียงหัวเราะก้องไปทั่วเพราะส่วนใหญ่แล้วจะโยนปลาพลาดเป้าหล่นลงไปในน้ำ และมันก็จะลอยหงายท้องขึ้นสำหรับความรู้สึกของพาโลม่า ที่กำลังวิ่งลงจากยอดเนินเขาแล้ว มันเป็นการกระทำที่ชั่วช้าน่าขยะแขยงยิ่งนัก มันกระแทกกระทั้นเข้าไปในหัวใจเมื่อเห็นปลาที่ตายเพราะถูกกระทำเช่นนั้น ราวกับมันไม่เคยมีชีวิตมาก่อนเธอก้มลงทันที หยิบหินก้อนใหญ่ขึ้นมาถือไว้ ตะโกนลงไปว่า“เฮ้...”หนุ่มน้อยทั้งสามที่กำลังอยู่ในเรือกรรเชียงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน“ถ้าพวกแกอยากจะโยนอะไรใส่กันก็โยนนี่สิ” เธอเหวี่ยงก้อนหินในมือออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ ด้วยหวังว่ามันจะกระทบกับเรือกรรเชียงให้แตกเป็นรูรั่วเสียที แต่ทว่าหินก้อนนั้นถูกเหวี่ยงอย่างเต็มกำลังมันจึงลอยร่วงลงไปในน้ำ และโจก็เป็นคนรับสมอ้าง ด้วยการปล่อยเสียงหัวเราะกึกก้องออกมา ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นกัดและสะบัดไปทางพี่สาว ซึ่งถือเป็นกิริยาที่หยาบคายและดูหมิ่นอย่างที่สุด ซึ่งเขาตั้งใจทำอย่างนั้นอย่างแท้จริงพาโลม่า สะบัดหน้าหนีทันทีพ่อเคยอธิบายในปัญหาเช่นนี้ให้เธอฟังหลายครั้งหลายครา สมัยก่อน ๆ เมื่อเธออุทธรณ์เกี่ยวกับเรื่องการจับปลาของพวกหนุ่มๆ อย่างไม่ใส่ใจเช่นนี้ คือจับมันเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้วนำมาทิ้งขว้างมากมาย“ทะเลก็คือทะเล และทะเลแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยสินทรัพย์มหาศาล” พ่อบอก “มันมีสิ่งที่มีชีวิตมากเกินไปด้วยซ้ำ”ซึ่งพาโลม่าไม่เข้าใจ ...“ถ้าเราเกิดขาดแคลนปลาขึ้นมา พวกชาวประมงก็จะจับมันอย่างระมัดระวัง เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองไว้ชั้นหนึ่งก่อน เพราะมันเท่ากับทำลายชีวิตความเป็นอยู่ลงทีเดียว แต่ที่นี่ ...” พ่อบอก “ธรรมชาติกรุณาเรามาก และแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งของท้องทะเลที่เต็มไปด้วยปลาและสัตว์น้ำนานาชนิด เพราะฉะนั้น ผู้คนก็มองไม่เห็นว่าจะต้องระมัดระวังไปทำไมสักวันหนึ่งเขาก็คงจะระมัดระวังกันหรอก แต่ก็คงอีกนานนักเพราะขณะนี้ มันมีสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่อย่างพร้อมพรั่ง”พาโลม่ารักทะเลเป็นชีวิตจิตใจ นับแต่จำความได้ โจบินพ่อของเธอ ได้ผูกพันชีวิตของลูกคนแรกไว้กับท้องทะเล และตั้งใจจะบำรุงเลี้ยงความผูกพันนั้นไว้ เมื่อครั้งที่พาโลม่ายังเป็นแม่หนูตัวน้อย เขาจะพาเธอไปอาบน้ำในทะเล สอนให้รู้จักการและลอยตัว และสอนให้ว่ายน้ำ ให้รู้จักกลัวในสัตว์น้ำบางชนิดแต่ทว่าให้เคารพทุกชีวิตที่อยู่ในน้ำและได้พร่ำสอนลูกสาวคนเดียวให้รู้จักกับสรรพสิ่งทั้งมวลที่ประกอบกันขึ้นเป็นท้องทะเล โดยเฉพาะ ท้องทะเลแห่งคอร์เตซ อันกว้างไกลแห่งนี้