บทที่ 15 เอาตัวเข้าล่อ
กู้อวี้ทำงานมาทั้งวัน หิวจนท้องกิ่วแล้ว จึงคว้าตะเกียบคีบขนมดอกโบตั๋นขึ้นมาชิ้นหนึ่ง
สองชาตินี้นางล้วนแก้นิสัยชอบกินหวานไม่ได้เสียที จวนเจิ้นกั๋วกงเชิญคนครัวที่เชี่ยวชาญด้านการทำของหวานมาโดยเฉพาะ แต่ก็ยังคงห่างไกลจากของหวานของหอร่ำเมรัยมากนัก
ขนมในมือนางชิ้นนี้มีขนาดเล็กประณีต เป็รูปกลีบดอกโบตั๋นสีแดงเข้มซ้อนกันชั้นแล้วชั้นเล่า ตรงกลางแต้มดอกหอมหมื่นลี้ตากแห้งทำเป็เกสร เพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ทำให้หญิงงามน้ำลายสอ
นางกัดตรงมุมหนึ่ง รสหวานหอมแผ่ซ่านไปทั่วปาก ในนั้นน่าจะมีส่วนผสมของป๋อเหอ*[1] ด้วยจึงไม่เลี่ยนเลยสักนิด
กู้อวี้กล่าว “ขนมชิ้นเล็ก ๆ ยังทำออกมาได้ประณีตขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่สิ่งของในหอร่ำเมรัยราคาแพงหูฉี่ แต่ก็ยังมีคนอุดหนุนไม่ขาดสาย”
เซียวสิงจือขยับเข้ามากระซิบข้างหูนาง “ใช่น่ะสิ ถึงบ้านข้าจะเป็พ่อค้าหลวง ดูแลเหลาสุราอยู่หลายแห่ง แต่ก็เทียบกับหอร่ำเมรัยไม่ได้เลย เดิมทีข้าตั้งใจว่าจะมาแอบครูพักลักจำเสียหน่อย เผื่อว่าจะช่วยยกระดับเหลาสุราของที่บ้านได้บ้าง แต่เอาเงินมาละลายที่นี่ไปไม่น้อยแล้วก็ยังไม่ได้อะไรเป็ชิ้นเป็อัน”
กู้อวี้กล่าว “อาหารชั้นเลิศพิถีพิถันเื่ความประณีต หรูหรา ปริมาณน้อยและความสง่างาม หอร่ำเมรัยสร้างขึ้นมาบนกองเงินกองทอง เ้าจะดูไม่ออกก็ไม่เป็ไรหรอก ความนิยมหอร่ำเมรัยจำกัดอยู่เพียงในเมืองหลวงและก็มีเพียงคนในเมืองหลวงที่มีกำลังมาละลายทรัพย์ที่นี่ ถ้าไปเปิดเหลาสุรารูปแบบเดียวกันนี้ที่เจียงหนานก็คงไม่ประสบความสำเร็จเท่านี้”
เซียวสิงจือเกาศีรษะ “เ้าพูดคล้ายกับที่พ่อข้าพูด พ่อข้าบอกว่าหอร่ำเมรัยมองผิวเผินหรูหราฟุ้งเฟ้อ แต่ความจริงแล้วมีหลักการของตัวเองอยู่ ถ้าสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างก็เป็เื่ดี ถ้าดูอะไรไม่ออกก็ให้ข้ารู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัว อย่าเอาเงินมาละลายทิ้งที่นี่ ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสาวของพวกเรา ข้าก็ตั้งใจว่าจะไม่มาอีกแล้ว”
“แต่ข้าว่านะ ที่นี่อยู่ใต้ฝ่าเท้าฮ่องเต้ การดูแลเข้มงวดกวดขัน ถ้าเป็ที่เจียงหนาน ข้าคงจ้างวานอันธพาลสักกลุ่มลากตัวเ้าคนสารเลวนั่นไปอัดให้น่วมในตรอกมืดเสียก็สิ้นเื่ จะต้องยุ่งยากถึงเพียงนี้ไปทำไม”
กู้อวี้มองเขาด้วยสายตาเ็า “เ้าก็รู้ด้วยว่าที่นี่คือเมืองหลวง จะพูดจะทำอันใดก็ยับยั้งชั่งใจให้ข้าหน่อย”
ขณะกำลังคุยกันอยู่ก็มีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก “ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง แม่นางหลันเยียนมาแล้วเ้าค่ะ”
บานประตูเปิดออก สาวใช้หน้าตาดีสองคนเดินเข้ามาขึงผ้าม่านโปร่งบางและนำฉินมาตั้งไว้อีกฝั่งของผ้าม่าน
จากนั้นหลันเยียนค่อยเดินเข้ามาในห้องอย่างแช่มช้า เื้ัม่านโปร่งเบาบาง กู้อวี้มองเห็นเงาร่างประดุจกิ่งหลิวล้อลมของคนผู้หนึ่ง
เครื่องประดับหยกบนร่างกระทบกันส่งเสียงกังวานใสตามจังหวะการก้าวเดินของนาง แต่จนใจที่มีผ้าม่านคั่นกลางจึงไม่อาจยลโฉมคนงาม ทำให้คนรุ่มร้อนใจด้วยความอยากรู้อยากเห็น
รอจนหลันเยียนนั่งลงแล้ว กู้อวี้ก็ได้ยินนางเอ่ยถาม “ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง้าฟังเพลงอะไรหรือเ้าคะ”
น้ำเสียงไพเราะดุจนกขมิ้น แม้นางจะเป็หญิงก็ยังรู้สึกเคลิบเคลิ้ม
นางหันไปข้าง ๆ ก็เห็นเซียวสิงจือกำลังโคลงศีรษะ ยังจมอยู่ในห้วงชวนฝันที่คนงามสร้างขึ้น จึงกระแอมเบา ๆ เพื่อดึงสติเขากลับมา
เซียวสิงจือลืมตาขึ้นมาเห็นใบหน้าสงบนิ่งของคนมาด้วยกัน จิตใจที่กำลังเคลิบเคลิ้มพลันสลายไปในพริบตา ลอบเหน็บในใจว่าอีกฝ่ายช่างไร้อารมณ์สุนทรีย์เสียจริง
เขาเหยียดหลังตรง ไม่ลืมคำกำชับของกู้อวี้ บอกสาวใช้สองคนนั้นที่อยู่ข้าง ๆ ว่า “พวกเ้าออกไปเถอะ”
ถึงแม้เซียวสิงจือจะเป็คนเสเพล แต่ก็เป็คุณชายที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากในตระกูลใหญ่ ตระหนักดีว่าการจะฟื้นฟูกิจการครอบครัวขึ้นมาได้จะต้องคล้อยตามทิศทางลม
หลังจากได้เป็วาณิชหลวงก็ย้ายกิจการครอบครัวมายังเมืองหลวง กล่าวโดยไม่เกินจริงได้ว่า ในเมืองหลวงแห่งนี้เพียงอิฐก้อนเดียวร่วงลงมาก็สามารถกระแทกหัวขุนนางขั้นสามแตกได้ เขาจำเป็ต้องมีสติแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา
ในสำนักศึกษาหลวง นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว กู้อวี้ก็ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็พิเศษ
แต่เซียวสิงจือพบว่านางประพฤติตนอย่างไม่เย่อหยิ่งอวดดีและไม่ทับถมตนเอง กิริยาวาจาพอเหมาะพอดี รู้สึกว่านี่คือคนที่ก้มหน้าก้มตาทำการใหญ่ผู้หนึ่ง กอปรกับกู้อวี้ถึงจะมีนิสัยเ็า แต่ก็เป็คนที่ใช้ได้คนหนึ่ง จึงตัดสินใจว่าจะติดตามกู้อวี้
กู้ซื่อจื่อเข้าวังไปเพียงครั้งเดียวก็ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตอย่างงานชุมนุมปราชญ์ตามมา เห็นได้ชัดว่าเขามองคนไม่ผิด
ครั้งนี้พอกู้อวี้บอกว่าเื่มงคลของน้องสาวถูกคนลบหลู่ เขาจึงรับปากทันที เต็มใจช่วยเหลืออีกแรง
เมื่อความคิดวกกลับมา เซียวสิงจือก็เอ่ยปากว่า “วันนี้พวกข้าไม่ได้มาหาความสำราญ แต่มีเื่มาขอความช่วยเหลือจากแม่นางหลันเยียน”
ปากบอกว่ามาขอให้คนอื่นช่วย แต่ยังคงวางมาดนายท่านเต็มรูปแบบ
คงเป็เพราะตนเองก็เป็สตรี การอบรมปลูกฝังจากชีวิตที่แล้วยังคงหยั่งรากลึก เห็นท่าทางเช่นนั้นของเขา กู้อวี้ก็มุ่นคิ้วโดยไม่รู้ตัว
วิถีทางโลกของยุคสมัยนี้ เดิมทีสตรีก็มีฐานะต่ำต้อย นับประสาอะไรกับสตรีที่หาเลี้ยงชีพอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ยิ่งล่องลอยเบาหวิวดุจจอกแหน
ถึงจะเป็นักบรรเลงฉินที่มีนามเลื่องลืออย่างหลันเยียนที่ขายศิลปะไม่ขายร่างกาย เหล่าบุรุษตามเกี้ยวพาหมายปอง แต่ขณะเดียวกันก็ถูกดูแคลนด้วยเช่นกัน
หลันเยียนคล้ายจะคุ้นเคยกับสถานการณ์เช่นนี้แล้วจึงไม่ขุ่นเคืองแต่อย่างใด เพียงยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยว่า “หลันเยียนเป็เพียงสตรีตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีแม้แรงจะมัดไก่ ไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือซื่อจื่อได้อย่างไร”
กู้อวี้ไม่้าฟังคำพูดสามหาวของเซียวสิงจืออีกแล้ว จึงพูดขึ้นมา “ข้าน้อย้าให้แม่นางหลันเยียนใช้ความงามเข้าช่วย”
มีผ้าโปร่งกางกั้น หลันเยียนมองเห็นเพียงเงาร่างของกู้อวี้
คาดเดาว่าคนผู้นี้สมควรมีฐานะสูงส่งกว่าจงอี้โหวซื่อจื่อไม่น้อย ผู้ที่้าให้ตนเองช่วยเหลือก็คือคนผู้นี้
หลันเยียนดีดสายพิณเบา ๆ กล่าวว่า “ไม่ทราบว่าท่านนี้เป็ผู้สูงศักดิ์ตระกูลใด หลันเยียนจะได้เรียกหาได้ถูกต้อง”
จากนั้น เสียงฉินอันเสนาะหูก็ดังขึ้นในห้องส่วนตัว กู้อวี้นึกชมเชยในใจ แม้ตัวจะอยู่ในห้วงธุลี แต่เสียงฉินกลับปราศจากความฉาบฉวยอวดอ้าง เสียงเพลงไพเราะอ้อยอิ่งอยู่ในโสต เป็ผู้มีความสามารถอย่างแท้จริง
กู้อวี้ตอบ “ข้าน้อยคือใครหาได้สำคัญไม่”
หลันเยียนหัวเราะเบา ๆ ใช้ท่าทีสี่ตำลึงปาดพันชั่ง*[2] ตอบกลับอย่างนุ่มนวล “โบราณว่าไว้ หากจริงใจย่อมบรรลุผล ผู้สูงศักดิ์้าขอความช่วยเหลือจากคนอื่น กระทั่งชื่อเสียงเรียงนามยังไม่ยินดีบอกออกมา เห็นได้ว่าไม่มีความจริงใจ”
เดิมทีกู้อวี้ไม่้าเปิดเผยตัวตน แต่คนที่เหมาะสมจะรับหน้าที่นี้สามารถพบพานแต่ไม่อาจเรียกร้อง หลันเยียนเป็คนของหอร่ำเมรัย ไม่กลัวเกรงอำนาจอิทธิพล ทั้งยังไม่จำเป็ต้องประจบสอพลอ
นางชื่นชมสตรีเช่นนี้ บอกนางไปก็หาเป็ไรไม่ จึงเอ่ยว่า “กู้อวี้จากจวนเจิ้นกั๋วกง”
เสียงฉินจากอีกด้านหนึ่งของม่านโปร่งค่อย ๆ เบาเสียงลง หลันเยียนเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เป็กู้ซื่อจื่อ โปรดอภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาท”
อีกฝ่ายตอบ “ไม่เป็ไร ยามนี้แม่นางหลันเยียนสามารถรับฟังคำขอร้องของข้าได้แล้วใช่หรือไม่”
หลันเยียนผงกศีรษะเบา ๆ “เชิญท่านพูดออกมาได้เลย หากมีสิ่งใดที่ข้าน้อยสามารถช่วยเหลือซื่อจื่อ ย่อมต้องช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังสามารถ”
กู้อวี้ไม่อยากล่วงเกินนาง จึงพยายามเลือกสรรถ้อยคำ แต่ก็พบว่าเื่นี้ไม่อาจพูดออกมาอย่างอ้อมค้อม จึงได้แต่กล่าวออกมาตามตรง
“ข้าน้อย้าให้แม่นางใช้ตัวเองเป็เหยื่อ ล่อลวงคนสองคน”
เสียงหนึ่งดังลั่นขึ้นมากะทันหัน ประหนึ่งจอกเงินพลันแตกน้ำสาดกระจาย ทั้งคล้ายเสียงอาชาเกราะเหล็กโรมรัน*[3] ที่แท้คือเสียงเล็บของหลันเยียนกรีดผ่านสายพิณ
หลันเยียนกล่าวอย่างเ็า “กู้ซื่อจื่ออาจไม่เคยมาเยือนหอร่ำเมรัย แต่เซียวซื่อจื่อที่มาด้วยกันน่าจะทราบกฎของหอร่ำเมรัยดี”
กู้อวี้กล่าว “ข้าน้อยทราบดี เื่นี้แม้จะบอกว่าให้แม่นางเอาตัวเข้าล่อ แต่ข้าน้อยจะจัดคนคอยคุ้มครองอย่างลับ ๆ ไม่ปล่อยให้แม่นางต้องแปดเปื้อนแน่นอน แม่นางอย่าเพิ่งรีบร้อนปฏิเสธ โปรดฟังค่าตอบแทนของข้าน้อยเสียก่อน”
หลันเยียนได้ยินคำว่าค่าตอบแทนก็เข้าใจว่าคงเป็เงินทองของล้ำค่า ในหอร่ำเมรัยแห่งนี้ สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดก็คือของพวกนี้เอง จึงถามกลับเสียงห้วน “ตอบแทนอย่างไร?”
กู้ซื่อจื่อตอบ “หลังจบเื่นี้ ข้าน้อยจะไถ่ตัวคืนความเป็ไทให้แม่นาง”
‘เป็ค่าตอบแทนที่เย้ายวนใจคนจริง ๆ’ หลันเยียนคิด
น่าเสียดายที่เปลือกนอกของนางเป็นางคณิกาที่ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง แต่ความจริงแล้วเป็สายลับที่เซียวเหยาอ๋องบ่มเพาะออกมา
หลันเยียนแหวกผ้าม่านเดินออกมาช้า ๆ
นางมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาดุจหยก ริมฝีปากแดงสดดุจผลอิงเถา แววตาที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มราวกับสายน้ำกระเพื่อมไหว
กู้อวี้เห็นแล้วก็ยิ่งมั่นใจว่าหากให้นางออกโรง เื่นี้จะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน
หลันเยียนก็เห็นอีกฝ่ายเช่นกัน กู้ซื่อจื่อผู้นั่งอย่างสำรวมอยู่ตรงนั้น รูปลักษณ์กิริยางามสง่า บุคลิกไม่ธรรมดา ตัวอยู่ในสถานที่อโคจร แต่ดวงตากลับปราศจากแววกรุ้มกริ่ม ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกว่าเป็คนที่สามารถไว้วางใจได้ผู้หนึ่ง
กู้อวี้จากจวนเจิ้นกั๋วกง หลันเยียนนึกทบทวนนามนี้ในใจ คือคนที่ชนกับรถม้าของเซียวเหยาอ๋องก่อนหน้านี้นั่นเอง
นางเดินไปคุกเข่าลงตรงหน้ากู้อวี้ สายตามองต่ำขณะถามว่า “คนสองคนที่กู้ซื่อจื่อกล่าวถึงคือผู้ใด?”
[1] ป้อเหอ (薄荷) มีรสเผ็ดเย็น คล้ายสะระแหน่ เข้าสู่เส้นลมปราณปอด และตับ ช่วยขับลมร้อน ระบายความร้อนในศีรษะและทำให้ตาสว่าง แก้เจ็บคอ กระทุ้งหัด แก้ไข้หวัด ปรับการไหลเวียนของตับ ลดอาการแน่นหน้าอก กลิ่นของป้อเหอยังช่วยขับความชื้น ช่วยบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร
[2] สี่ตำลึงปาดพันชั่ง (四两拨千) หมายถึง ใช้แรงน้อยเอาชนะแรงมาก
[3] ‘ประหนึ่งจอกเงินพลันแตกน้ำสาดกระจาย ทั้งคล้ายเสียงอาชาเกราะเหล็กโรมรัน’ มาจากวรรคหนึ่งของบทกวี 《琵琶行》 ของไป๋จวีอี้ กวีสมัยราชวงศ์ถัง ใช้บรรยายการบรรเลงพิณที่ก่อนนี้ยังคงนุ่มนวลอ่อนหวาน แต่เปลี่ยนเป็ดุเดือดเร่าร้อนอย่างกะทันหัน อธิบายได้ว่าสถานการณ์เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเหนือความคาดหมาย