"ไสหัวไป... ตายซะ" สือเฟยยังคงพึมพำประโยคเดิมซ้ำซาก น้ำเสียงแหบพร่ากดต่ำ แผ่รังสีอำมหิตเยียบเย็นทะลุถึงกระดูก
ลั่วหยางหรี่ตาลง เปลี่ยนคำถามใหม่ทันที "แกเป็ตัวอะไร แล้ว้าอะไร"
"อ๊าก!" สือเฟยแผดเสียงร้องลั่นปานสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่ง สองมือสองเท้าออกแรงกระตุกเกร็งดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง
กึก... กึก... กึก!
โครงเตียงเหล็กสั่นะเืเสียดสีจนเกิดเสียงดังกึกกักบาดหู ผนังบ้านพักชั่วคราวบางเฉียบจนเก็บเสียงไม่อยู่ คนด้านนอกย่อมได้ยินชัดเจนทุกความเคลื่อนไหว
"น้องชาย ข้างในเกิดอะไรขึ้น" เสียงของหลัวจู้ดังแทรกขึ้นมา หมอนี่ไม่ได้เดินไปไหนไกล พอได้ยินเสียงโครมครามก็รีบพุ่งพรวดกลับมาทันที
โดนขัดจังหวะเอาดื้อๆ ในเสี้ยววินาทีสำคัญ ลั่วหยางชักสีหน้าเล็กน้อยก่อนจะดึงมือกลับมา "ไม่มีอะไรครับ คนป่วยแค่ฟื้นแล้ว"
ทว่าประตูห้องกลับถูกผลักผางเข้ามา หลัวจู้ก้าวอาดๆ เข้ามาด้านใน
วินาทีนั้นเอง สือเฟยที่ดิ้นพล่านเมื่อครู่กลับปิดตาลง แล้วทิ้งตัวหลับลึกไปในชั่วพริบตา
หลัวจู้ปรายตามอง "น้องชาย ต่อให้คุณจะเป็คนที่เบื้องบนส่งมา แต่พวกเรามีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยของทั้งคนป่วยและตัวคุณ การรักษามันใจร้อนทำส่งเดชไม่ได้หรอกนะ"
"ผมทราบดีครับ เขาไม่เป็ไร และผมก็สบายดี" ลั่วหยางตอบเสียงเรียบ
หลัวจู้จ้องจับผิด "แล้วตกลงคุณค้นพบอะไรบ้างไหม"
ลั่วหยางคร้านจะเสวนา เขาหมุนตัวเดินออกไปหน้าตาเฉย
"เื่แค่นี้ทำเป็ปิดบังงั้นสิ" หลัวจู้ลอบสบถในใจ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาย่อมเจือแววประชดประชันชัดเจน
"ครับ ความลับ" ลั่วหยางตัดบทดื้อๆ
แววตาของหลัวจู้ฉายความดูแคลนออกมาไม่ปิดบัง ในสายตาเขา ไอ้หมอเด็กเมื่อวานซืนคนนี้ไม่ได้รู้อะไรเป็ชิ้นเป็อันหรอก ก็แค่แกล้งทำตัวลึกลับกลบเกลื่อนความไร้น้ำยา ถ้าไม่ติดป้ายว่าเป็ 'คนของเบื้องบน' เขาคงด่าเปิงไล่ตะเพิดไปตั้งนานแล้ว
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เ้าหน้าที่ชุดป้องกันก็ระดมฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อใส่ลั่วหยางั้แ่หัวจรดเท้า หลัวจู้ที่เดินตามหลังมาติดๆ ก็รับอานิสงส์โดนฉีดพ่นอัดกำแพงไปด้วย พอจัดการฆ่าเชื้อเสร็จสิ้น หม่าจงหัวกับเยี่ยอี้ิก็รีบรุดเข้ามาหาทันที
"เสี่ยวลั่ว หาสาเหตุของโรคเจอหรือยัง" หม่าจงหัวถามหน้าดำหน้าแดงด้วยความร้อนรน
"เกือบแล้วครับ ผมขอตรวจคนป่วยเพิ่มอีกสักคนสองคนเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐาน" ลั่วหยางตอบนิ่งๆ
"เื่นั้นไม่มีปัญหา แต่คุณพอบอกผมคร่าวๆ ก่อนได้ไหมว่าสาเหตุคืออะไรกันแน่" หม่าจงหัวร้อนใจจนแทบทนรอไม่ไหว
ลั่วหยางยิ้มมุมปาก "ผู้อำนวยการหม่า ผมเข้าใจว่าคุณกำลังร้อนใจ ถ้าผมมั่นใจเมื่อไหร่ จะรีบแจ้งคุณเป็คนแรกเลยครับ"
"ตกลง... หัวหน้าแผนกหลัว รบกวนคุณพาเสี่ยวลั่วไปดูคนป่วยเตียงอื่นต่อทีนะ" หม่าจงหัวหันไปสั่ง
สีหน้าของหลัวจู้มืดครึ้มลงทันตาเห็น หม่าจงหัวเป็แค่ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่เ้านายสายตรงของเขาสักหน่อย ยิ่งบวกกับความหมั่นไส้ลั่วหยางเป็ทุนเดิม เขาจึงทำหูทวนลม ยืนนิ่งไม่หือไม่อือ
"ไม่เป็ไรครับ ผมเดินไปเองได้" ลั่วหยางตัดรำคาญ
หลัวจู้รีบกลับลำแทบไม่ทัน "เดี๋ยวผมพาไปเองดีกว่า คุณไม่คุ้นสถานที่ ข้อมูลคนป่วยก็ไม่มีอยู่ในมือ" พูดจบก็เดินนำหน้าพาลั่วหยางตรงไปยังห้องผู้ป่วยถัดไป
ผู้ป่วยคนที่สองเป็หญิงสาวอายุน้อย ใบหน้ารูปไข่จิ้มลิ้มพริ้มเพรา ชื่อของเธอคือ ไป๋จิ้ง... สมชื่อจริงๆ ผิวพรรณของเธอขาวผ่องดุจหิมะ อายุเพียงยี่สิบสี่ปี ดูทรงคงเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ
แต่ปัญหาคือคราวนี้หลัวจู้ดันไม่ยอมมุดหัวออกไปรอข้างนอก หมอนี่เอาแต่ยืนกอดอกจ้องจับผิดลั่วหยางตาเป็มัน ทำเอาชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ
"หัวหน้าแผนกหลัวครับ รบกวนออกไปรอข้างนอกจะได้ไหมครับ" ลั่วหยางเอ่ยปากอย่างสุภาพ
แต่หลัวจู้กลับยืนกรานหน้าตาย "ผมมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งตัวคุณและคนป่วย ขอยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงนี้คงไม่รบกวนอะไรมั้งครับ"
ลั่วหยางฉีกยิ้มเ็า ั์ตาแฝงแววเชือดเฉือน "ชายชราที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่นคือผู้เฒ่าเยี่ยอี้ิครับ ท่านเป็ถึงอดีตผู้นำระดับสูงที่เอ็นดูผมมาก แถมยังซี้ปึกกับนายกเทศมนตรีของพวกคุณด้วย ผมเห็นคุณทำงานแข็งขันจนถูกชะตาจริงๆ... เอาแบบนี้ไหม เดี๋ยวผมออกไปกระซิบบอกผู้เฒ่าเยี่ย ให้ท่านฝากฝังชื่อคุณกับนายกเทศมนตรีสักหน่อย จะได้เอ่ยปาก 'ชื่นชม' การทำงานของคุณแบบจัดเต็มไปเลย ดีไหมครับ"
"...เอ่อ ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมออกไปรอข้างนอกดีกว่า" หลัวจู้หน้าถอดสี ลนลานหมุนตัวก้าวฉับๆ ออกจากห้องไปแทบไม่ทัน
หมดเสี้ยนหนามเกะกะสายตาสักที ลั่วหยางไม่รอช้า ขยับปลายนิ้ววาด 'ตราประทับิญญา' ลงบนหน้าผากเนียนละเอียดของไป๋จิ้งอย่างว่องไว ก่อนจะเร่งพลังจิตกระตุ้นการทำงานของมันทันที...
ด้านนอกบ้านพักชั่วคราว
"ผู้อำนวยการหม่าครับ สรุปหมอลั่วนั่นเป็ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลระดับสูงที่ไหนเหรอครับ" ระหว่างที่รอ หลัวจู้ก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่
"เสี่ยวลั่วคือ 'หมอเทวะ' ที่ท่านอดีตผู้นำเชิญตัวมาเองกับมือ" หม่าจงหัวตอบเรียบๆ
หลัวจู้เบิกตาโพลง ช็อกจนแทบตาถลน "หมอเทวะ? ไอ้เด็กนั่นเพิ่งจะยี่สิบกว่าๆ เองนะ จะเป็ไปได้ยังไง..."
แต่พอสมองประมวลผลถึงสถานะระดับบิ๊กของเยี่ยอี้ิ คำสบประมาทก็พลันถูกกลืนกลับลงคอไปดื้อๆ คนระดับอดีตผู้นำพามาด้วยตัวเอง ย่อมต้องมีแบ็กอัปไม่ธรรมดา ขืนเขายังปากดีไปตั้งข้อสงสัยส่งเดช มีหวังได้โดนนายกเทศมนตรีเมืองลั่วเฉิงเรียกไป 'ชื่นชม' จนหน้าที่การงานดับวูบแน่
ตัดภาพมาภายในห้องกักโรค
ตราประทับิญญาบนหน้าผากไป๋จิ้งค่อยๆ เลือนหายไป เสียงละเมอท่องมนตราขมังเวทของเธอเงียบลงทันที เพียงไม่กี่วินาทีร่างบางก็เข้าสู่ห้วงนิทรา หน้าอกอวบอิ่มภายใต้ชุดผู้ป่วยกระเพื่อมขึ้นลงแ่เบา จังหวะหายใจกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
อาการของไป๋จิ้งเหมือนกับสือเฟยทุกประการ ไม่ผิดเพี้ยน ทว่าเนื้อหาของ 'มนตราขมังเวท' ที่เธอท่องออกมากลับเป็คนละท่อน
"หรือว่าคนป่วยแต่ละคนจะถูกฝังมนตราเอาไว้คนละส่วน ทีมโบราณคดีที่เกิดเื่มีทั้งหมดแปดคน ก็เท่ากับมีมนตราแปดท่อน... ถ้าเอามาประกอบกันทั้งหมด มันจะไม่กลายเป็มหาอาคมบทที่สมบูรณ์หรอกเหรอ" ลั่วหยางขมวดคิ้วประเมินความเป็ไปได้ในหัว ขณะผลักประตูเดินออกจากห้องกักโรค
หม่าจงหัวรีบจ้ำอ้าวเข้ามาดักหน้า "เสี่ยวลั่ว ตกลงว่ายังไงบ้าง"
ลั่วหยางเรียบเรียงข้อมูลในหัวครู่หนึ่ง "ผู้อำนวยการหม่า ผมพอจะมองภาพรวมออกแล้วครับ คนของทีมโบราณคดีน่าจะไปััโดนโบราณวัตถุชิ้นพิเศษบางอย่างในหลุมบูชายัญเข้า จนถูกพลังลึกลับบางอย่างเล่นงาน... ถ้าเป็ไปได้ ผมอยากลงไปตรวจสอบหลุมบูชายัญที่เกิดเื่ดูสักหน่อยครับ"
"เอ่อ... เื่นั้น" หม่าจงหัวอึกอัก สีหน้าฉายแววกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ท้ายที่สุดแล้วลั่วหยางก็เป็แค่คนนอก ไม่มีสถานะทางราชการใดๆ มารองรับ ไม่ได้เป็แม้กระทั่งทีมแพทย์เฉพาะทางที่เบื้องบนส่งมาสนับสนุนด้วยซ้ำ เอาเข้าจริงที่เขายอมหิ้วลั่วหยางเข้ามาลึกถึงในนี้ได้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าเยี่ยอี้ิล้วนๆ แต่การที่จู่ๆ ชายหนุ่มจะขอลงไปเหยียบพื้นที่ขุดค้นระดับชาติหน้าตาเฉย นี่มันข้ามหน้าข้ามตาและผิดกฎระเบียบเกินไปจริงๆ
"เดี๋ยวก่อนนะครับ หมอลั่ว ที่คุณอ้างว่าคนป่วยได้รับผลกระทบจากโบราณวัตถุ... มันหมายความว่ายังไงกันแน่" หลัวจู้แทรกขึ้นมาทันที
ลั่วหยางปรายตามอง "การวินิจฉัยเบื้องต้นของพวกคุณคือการติดเชื้อไวรัส เพียงแต่มันเป็ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่พวกคุณยังหาคำตอบไม่ได้ ถูกต้องไหมครับ"
"แล้วมันไม่ใช่หรือไงล่ะครับ" หลัวจู้สวนกลับอย่างไม่ยอมลดละ
"พวกคุณวินิจฉัยจากอาการภายนอก มันก็ไม่แปลกหรอกครับที่จะคิดแบบนั้น แต่ความจริงคือมันไปคนละเื่เลย" ลั่วหยางอธิบายเสียงเรียบ "สิ่งที่ผมเจอคือ... มันมี 'คลื่นพลังงาน' บางอย่างแทรกแซงเข้าไปในสมองของผู้ป่วย พลังงานนี้มีคุณสมบัติในการทำลายล้างก็จริง แต่มันไม่มีคุณสมบัติในการแพร่เชื้อหรือติดต่อสู่คนอื่นแน่นอน ถ้าพวกคุณยังไม่เชื่อ จะลองเอาสัตว์ทดลองมาปล่อยไว้ในห้องดูก็ได้"
"คิดจะให้ลองก็ลองง่ายๆ งั้นสิ" หลัวจู้สบถอุบอิบในลำคอ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ในสายตาเขา ลั่วหยางก็แค่ไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ชอบทำตัวอวดรู้ ไม่มีสิทธิ์อะไรมาหักล้างผลการวินิจฉัยของหัวหน้าแผนกอย่างเขา แถมยังมาพ่นเื่เพ้อเจ้ออย่างคลื่นพลังงานแทรกแซงสมองอะไรนั่นอีก นี่มันหลอกลวงต้มตุ๋นกันชัดๆ!
"ผู้อำนวยการหม่า พาผมไปดูหลุมบูชายัญเถอะครับ" ลั่วหยางยืนกราน ในใจเขามีลางสังหรณ์รุนแรงว่า ภายใต้หลุมขุดค้นแห่งนั้นจะต้องมีโบราณวัตถุที่เชื่อมโยงกับวิชาขมังเวทซ่อนอยู่แน่ๆ แถมอานุภาพของมันยังรุนแรงระดับมหาศาล จนเขาคันไม้คันมือแทบทนรอไปดูให้เห็นกับตาไม่ไหว
หม่าจงหัวนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว "เสี่ยวลั่ว ข้อเสนอเื่เอาสัตว์มาทดสอบมันก็ฟังดูเข้าท่าอยู่หรอกนะ แต่ไอ้ทฤษฎีคลื่นพลังงานแทรกแซงสมองอะไรนั่น... มันฟังดูหลุดโลกเกินไปหน่อย อีกอย่าง หลุมบูชายัญไม่ใช่สถานที่สาธารณะที่นึกอยากจะเดินเข้าไปก็เข้าได้ ผมต้องทำเื่ขออนุญาตจากเบื้องบนตามขั้นตอน เอาแบบนี้ดีไหม พรุ่งนี้ทีมผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศก็จะเดินทางมาถึงแล้ว พวกเรารอดูความเห็นจากทีมผู้เชี่ยวชาญกันก่อนเถอะ ตกลงไหม"
ลั่วหยางปรายตามองเยี่ยอี้ิ ชายชราเอาแต่ยืนนิ่งไม่หือไม่อือ ไม่ได้แสดงท่าทีจะออกหน้าช่วยพูดให้แม้แต่น้อย ความเงียบนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกลอบผิดหวังอยู่ลึกๆ แต่เขาก็พอจะเข้าใจเจตนา ท้ายที่สุดแล้วผู้เฒ่าเยี่ยก็วางมือจากอำนาจไปแล้ว การถ่อมาถึงนี่ก็แค่อยากจะช่วยแก้ปัญหาด้วยความหวังดี ล้วนไม่อยากใช้อำนาจบาตรใหญ่ก้าวก่ายงานของคนอื่นจนกลายเป็เื่วุ่นวายบานปลาย
"ถ้าอย่างนั้นก็เอาตามที่คุณสบายใจเลยครับ เดี๋ยวผมทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้ ถ้าทีมผู้เชี่ยวชาญของคุณหมดปัญญาแก้ปัญหาเมื่อไหร่ ค่อยโทรเรียกผมกลับมาจัดการให้ก็แล้วกัน" ลั่วหยางเว้นจังหวะ ั์ตาสงบนิ่งจับจ้องอีกฝ่าย ก่อนจะทิ้งะเิลูกสุดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผู้อำนวยการหม่า มีประโยคหนึ่งที่ผมต้องขอพูดให้ชัดเจนตรงนี้... ที่ผมยอมถ่อมาช่วยถึงที่นี่ ก็เพราะเห็นแก่หน้าผู้เฒ่าเยี่ยล้วนๆ แต่ถ้ามีครั้งหน้า... ผมจะไม่ลงมือรักษาให้ฟรีๆ อีกแล้วนะครับ"
อุตส่าห์หวังดีมาช่วยแท้ๆ แค่ขอลงไปดูหลุมขุดค้นดันมาเล่นแง่กฎระเบียบใส่ ในเมื่อไม่คิดจะเปิดใจคุยกันด้วยเหตุผล... เขาก็ไม่จำเป็ต้องไว้หน้าใครอีกต่อไปเหมือนกัน!