บทที่ 20
เพราะปลูกรอบที่สอง
ยามราตรีล่วงผ่านไปอย่างเงียบงัน
รุ่งอรุณของเมืองกู่หลิงซาเผยแสงแรกของวันออกมาอย่างช้าๆแสงแดดสีอ่อนฉายทอผ่านขอบฟ้า เหลื่อมไล้ผืนทรายสีทองที่ทอดยาวไร้สิ้นสุดเงาร่างของเนินทรายทอดตัวเป็ระลอกคลื่นเงียบงัน ท่ามกลางความเวิ้งว้างอันไร้ชีวิตเมืองเล็ก ๆแห่งนี้ดูคล้ายเป็เพียงจุดเดียวท่ามกลางความกว้างใหญ่ของทะเลทรายฮั่นโจว
ภายในเรือนไม้ที่เก่าและทรุดโทรมซึ่งเป็อาณาเขตของเ้าเมืองร่างของเซี่ยอันอวี่ค่อยๆ ขยับขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้านางบิดกายเล็กน้อยไล่ความี้เีตามธรรมเนียมของผู้เพิ่งตื่นก่อนจะก้าวไปที่หน้าต่าง บานไม้ถูกเลื่อนเปิดเพียงนิดเดียวสายลมยามเช้าเย็นเฉียบพัดผ่านปลายจมูก และเมื่อสายตาของนางทอดมองออกไปภายนอกก็พบว่าแสงอาทิตย์เพิ่งจะเริ่มขับไล่ความมืดมิดไปได้ไม่นาน
แม้ในใจจะยังรู้สึกแปลกแยกกับโลกนี้แต่เมื่อเวลาผ่านไปเซี่ยอันอวี่ก็เริ่มปรับตัวเข้ากับจังหวะเวลาและวิถีชีวิตของยุคสมัยนี้ได้ทีละน้อยอย่างน้อย... ก็ตื่นไม่สายเหมือนวันแรกที่มาถึง
หลังจากล้างหน้าและจัดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วนางจึงเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องโถง
ภายในห้องโถงหนานกงจิ่นอวี่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารก่อนแล้วตามนิสัยของผู้ตื่นเช้าเสมอนางเพียงส่งสายตาทักทาย ไม่ได้เอ่ยอันใด ส่วนเขาเองก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเคย
แต่ทันทีที่เซี่ยอันอวี่ก้าวเข้ามาเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างก็ดังขึ้นแ่ๆ จากทางด้านหลังเรือนไม้ เสียงพลั่วกระทบดินสลับกับเสียงพูดคุยของชายฉกรรจ์หลายคนลอยมาเบาๆ
เซี่ยอันอวี่เดาได้ไม่ยากว่าคือกลุ่มทหารที่นางขอให้ช่วยพรวนดินและหว่านเมล็ดเมื่อวานนี้เวลานี้พวกเขาคงกำลังขะมักเขม้นทำหน้าที่อยู่
นางยิ้มอย่างพอใจเล็กน้อย แล้วจึงทรุดกายนั่งลงตรงข้ามกับหนานกงจิ่นอวี่ก่อนจะก้มลงมองโต๊ะอาหาร
วันนี้ไม่มีข้าวต้มจางๆหรือผักดองหมองหม่นเช่นก่อน เมนูบนโต๊ะคือผัดผักธรรมดา แต่กลิ่นหอมจางๆ ของพืชผักสดใหม่ที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเมื่อวานยังคงลอยแตะจมูกอยู่
เซี่ยอันอวี่ไม่รอช้านางเริ่มลงมือกินอย่างเงียบเชียบโดยไม่รบกวนอีกฝ่าย
เช้านี้ไม่มีบทสนทนาใดระหว่างคนทั้งคู่มีเพียงเสียงช้อนตะเกียบกระทบชาม และเสียงเคี้ยวเบาๆที่สะท้อนในห้องไม้ที่เงียบสงบ ทว่าในความเงียบนั้นกลับแฝงความอบอุ่นบางอย่างที่มิอาจบรรยาย
กระทั่งหนานกงจิ่นอวี่วางตะเกียบลงเงียบๆก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งด้วยท่วงท่าสง่างาม
เซี่ยอันอวี่ที่ยังนั่งกินอยู่เงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า “เ้าไปแล้วหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้าเพียงเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “หากมีเื่อันใดเกิดขึ้นบอกหยางจื้อหลงได้ เขาเป็คนหนึ่งในบรรดาลูกน้องของข้าที่ไว้ใจได้มากที่สุด”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้าเบาๆแสดงว่ารับทราบ
หนานกงจิ่นอวี่มองนางอีกครั้งอย่างรวบรัดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจดีแล้ว เขาจึงหันหลังเดินจากไปเสียงฝีเท้าในเรือนไม้เบาแทบไม่ได้ยินราวกับว่าร่างนั้นมิได้แบกรับชุดเกราะอันหนักหน่วงไว้เลย
เซี่ยอันอวี่ยังคงนั่งอยู่ตรงโต๊ะไม้เธอเท้าคางมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ห่างออกไปทางประตูเรือน แผ่นหลังตรงสง่า ท่วงท่ามั่นคงแม้จะรู้ความจริงว่าอีกฝ่ายเป็สตรีเช่นกัน แต่… ‘ให้ตายสิหล่อเกินไปแล้ว’ เซี่ยอันอวี่ได้แต่พึมพำในใจด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกก่อนจะหัวเราะเบาๆ กับตนเองแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ
เสียงครึกโครมที่เคยดังมาจากด้านหลังเรือนตอนนี้เงียบสงัดลงแล้วเป็สัญญาณว่าพวกทหารที่มาช่วยพรวนดินให้คงกลับออกไปหมดแล้ว
เมื่อท้องอิ่มเรียบร้อยนางจึงลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลังของเรือนไม้
แสงแดดยามเช้าสาดลงมาบนพื้นทรายอย่างอ่อนโยนลมแห้งของทะเลทรายพัดเบาๆ พอให้ชายแขนเสื้อสะบัดร่างบางของเซี่ยอันอวี่ปรากฏขึ้นตรงปลายแปลงผักที่ขุดไว้เรียบร้อยแล้ว
ดวงตาของนางเป็ประกายยินดีเมื่อเห็นว่าแปลงดินด้านหลังถูกขุดพรวนไว้อย่างดีแบ่งหลุมไว้เรียงเป็แนวราวกับฝีมือของคนสวนที่มีประสบการณ์
เซี่ยอันอวี่ยิ้มออกมาอย่างพึงใจในใจของนางรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด อย่างน้อย… นางก็ไม่ต้องทนหลังคดหลังแข็งพรวนดินเองอีกแล้ว
"เฮ้อ...คนอย่างข้า เหมาะกับการสั่งงานมากกว่าลงแรงเสียอีก" นางพึมพำกับตนเองเบาๆอย่างขบขัน
จากนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นถุงผ้าที่มีเมล็ดพืชถูกวางไว้ด้านข้างนางเดินเข้าไปหยิบขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วเริ่มทำการหว่านเมล็ดลงในแต่ละหลุมทีละหลุม ทีละหยด ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ
สายลมยามเช้าพัดผ่านเส้นผมดำขลับของเซี่ยอันอวี่ปลิวตามแรงลมบางๆร่างของสตรีบอบบางในอาภรณ์เรียบง่ายยืนอยู่กลางแสงแดดของทะเลทรายท่ามกลางแปลงดิน
ผ่านไปครู่ใหญ่เมล็ดพันธุ์ทั้งสามร้อยเมล็ดก็ถูกหว่านลงไปภายในแปลงดินจนหมดโดยเรียบร้อยภายในเมล็ดเ่าั้เป็พืชผักสวนครัวที่คัดสรรมาอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็ ผักกาดขาว, ต้นหอม, หัวไชเท้า, ฟักทอง,พริกหยวก และ ถั่วลันเตา ล้วนเป็พืชที่เจริญเติบโตได้รวดเร็วและให้ผลผลิตได้บ่อยครั้ง
หลังจากหว่านเสร็จเซี่ยอันอวี่ปัดเหงื่อบนใบหน้าของตนเองเบาๆ แม้จะมีเหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผากแต่ก็ไม่ได้เหนื่อยล้าจนทรุดฮวบเหมือนเมื่อคราวแรกที่ต้องพรวนดินด้วยตนเองนี่ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าทหารที่หนานกงจิ่นอวี่ส่งมาให้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนางก็ยกมือขวาขึ้น เคาะเบาๆ ที่หยกกลมสีเขียวอ่อนซึ่งห้อยอยู่ที่ข้อมือ
“ถึงเวลาเ้าทำงานแล้วล่ะ”นางเอ่ยเบาๆ พร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม
ในพริบตาแสงสีเขียวอ่อนแวววาวก็พวยพุ่งออกมาจากหยกประคำ ร่างของมู่ซานมนุษย์จิ๋วผมสีเขียวใบหน้าใสซื่อ พลันลอยตัวปรากฏขึ้นต่อหน้าตา
เซี่ยอันอวี่ยักคิ้วแล้วยื่นหน้ามองแปลงผักตรงหน้าเล็กน้อยด้วยสายตาแฝงนัย
เป็สัญญาณโดยไม่ต้องพูดว่า “ถึงตาเ้าลงมือแล้ว”
มู่ซานเห็นท่าทีสั่งการของนายหญิงก็กระพือปีกเสื้อเล็กๆพลางพยักหน้ารับคำอย่างขะมักเขม้นจากนั้นก็โบยบินมุ่งตรงไปเหนือแปลงดินที่เต็มไปด้วยเมล็ดที่ถูกหว่านไว้
เพียงพริบตา มันก็หมุนตัวกลางอากาศฝ่ามือจิ๋วทั้งสองข้างค่อยๆ แผ่พลังสีเขียวระยิบระยับออกมาแสงพืชพรรณที่สว่างเจิดจ้าแม้ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าละอองแสงเ่าั้ซึมลงสู่ผิวดินเหมือนสายฝนของฤดูใบไม้ผลิก่อนที่ร่างของมันจะพุ่งตัวต่ำลง ลอยวนรอบแปลงด้วยท่วงท่าคล้ายการโอบอุ้มพลังชีวิตของเมล็ดพันธุ์ทั้งสามร้อยเมล็ดไว้
ไม่นานนัก พลังที่กระจายออกมาก็ค่อยๆจางหายไป
“สำเร็จแล้วขอรับ!”มู่ซานประกาศเสียงใสพลางตบอกเล็กๆ ของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ
เซี่ยอันอวี่ยกนิ้วโป้งให้ก่อนจะส่งเสียงชื่นชม “เ้าเก่งมาก! เ้าเก่งที่สุดเลย ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
มู่ซานเห็นรอยยิ้มกว้างและท่าทีชื่นชมที่ดูจริงใจของนางมุมปากของมันก็ถึงกับกระตุก ‘ก่อนหน้านี้ยังทำหน้าไม่เชื่อข้าอยู่เลยตอนนี้มายกย่องกันยกใหญ่เชียวนะ’ มันบ่นในใจอย่างเงียบๆ แต่ก็ยังรับคำชมมาเต็มๆอย่างภาคภูมิ
เซี่ยอันอวี่ฉุกคิดขึ้นได้พลันหันมามองเ้ามนุษย์จิ๋วแล้วถามต่อ
“จริงสิ...เ้าเคยพูดก่อนหน้านี้ใช่ไหมว่าหยกพวกนี้แต่ละเม็ดก็มี ‘เหมือนกับเ้า’ซ่อนอยู่… แล้วต้องทำอย่างไรพวกมันถึงจะตื่นขึ้นมาได้?”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความอยากรู้อย่างแท้จริงดวงตาเปล่งประกายไม่ต่างจากเด็กที่กำลังรอฟังความลับจากเทพนิยาย