
.....เช้าวันหนึ่งในสำนักอวิ๋นหลิน กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลในสวนสมุนไพร หานเหวินก้าวเดินอย่างระมัดระวังใต้เงาไม้สูง มือสั่นเทาคัดเลือกยอดสมุนไพร “จวินฟงเจียน” ซึ่งเป็สมุนไพรยอดแดงสวยงาม มีสรรพคุณในการใช้เพิ่มพลังหยินหยางและกระตุ้นจิตใจ ด้วยความไม่มีทักษะหานเหวินดันทำยอดสมุนไพรหล่นเสียงกรอบแกรบ
ทันใดนั้นหานเหวินมองศิษย์พี่ที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความคิด เขาคือ "เจี้ยงหยวน" หนุ่มผมดำยาว ปลายผมและผมบางเส้นมีสีแดง เสื้อผ้าสีเขียวอ่อน สวมใส่คล่องตัวราวกับคนที่คุ้นเคยกับการปีนป่ายในป่า ไม่ได้ดูเรียบร้อยเหมือนศิษย์พี่คนอื่นๆ แต่กลับมีเสน่ห์แบบหยอกเย้าและมั่นใจในตัวเอง
“โอ๊ย! มือนายหรือมือแม่มด ทำอะไรอยู่เนี่ย!” เจี้ยงหยวนะโพร้อมหัวเราะ “มือสั่นขนาดนี้ ไปสมัครเป็คนเขย่าใบชาได้เลยนะ เดี๋ยวช่วยกวนให้เข้ากัน!”
หานเหวินหน้าแดงจัด “ก็บอกแล้วว่าไม่ชิน!”
“ไม่ชินไม่ใช่ข้ออ้าง!” เจี้ยงหยวนพูดเสียงล้อเล่น “กูว่าถ้าทำแบบนี้อีก กูจะตั้งชื่อให้นายใหม่ ‘มือสั่นพันลึก’!”
“อย่ามาเรียกนะ!” หานเหวินะโออกมา
เจี้ยงหยวนเดินเข้ามาใกล้ พลางจับยอดจวินฟงเจียนขึ้นมาช้าๆ “จวินฟงเจียนนี่ ไม่ใช่ของเล่นนะเว้ย นายต้องเก็บให้ถูกเวลา ไม่งั้นคุณสมบัติจะหายหมด แล้วกูจะไปเลี้ยงข้าวหมาแทน”
“เลี้ยงข้าวหมา?” หานเหวินทำหน้าสงสัย
“ใช่!” เจี้ยงหยวนทำหน้าจริงจัง “หมาในสำนักนี้ก็มีปัญญากว่ามือสั่นของนายอีก!”
หานเหวินทำหน้าฉุน แต่แล้วเสียงกังวานของระฆังสำนักดังขึ้นเป็สัญญาณให้ศิษย์ทุกคนหยุดพักทำกิจกรรม แล้วรีบเดินกลับมายังห้องเรียนใหญ่ของสำนัก อาจารย์เฮียนเฉิงผู้เคร่งขรึมยืนอยู่หน้าห้อง ใบหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยนแปลงแม้ในยามที่ศิษย์รุ่นใหม่หลายคนแอบลอบมอง
“หานเหวิน! เจี้ยงหยวน!” เสียงเข้มของอาจารย์ดังขึ้นจนสองหนุ่มสะดุ้ง
ทั้งคู่เดินอย่างเร่งรีบไปยังหน้าห้องเรียน ในขณะที่เจี้ยงหยวนเดินช้าๆ แกล้งยกมือไหว้ล้อเลียน “ท่านครูผู้ยิ่งใหญ่ โปรดอย่าทรมานข้าเลยเถิด!”
หานเหวินขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแต่ก็พยายามกลั้นหัวเราะ
อาจารย์เฮียนเฉิงกวาดสายตามามองเจี้ยงหยวน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “วันนี้เราจะไม่ปล่อยผ่านความผิดพลาดที่เกิดขึ้นง่ายๆ ทั้งสองคนละเลยหน้าที่ ทำให้สมุนไพรในสวนถูกทำลายบางส่วน และห้องปฏิบัติการไม่สะอาดตามมาตรฐาน”
“ท่านอาจารย์ครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ” หานเหวินพูดด้วยความจริงใจ
เจี้ยงหยวนรีบพูดขึ้นแทรก “แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะตั้งใจทำลายนะครับท่านครู... บางทีอาจเป็ ‘ฝีมือเทพ’ ของผมเองที่ช่วยทำลาย!” พูดพร้อมกวักมือทำท่าพิธีกรรมเวทมนตร์ ทำเอาศิษย์รอบข้างหัวเราะคิกคัก
อาจารย์เฮียนเฉิงขมวดคิ้วหนักขึ้น “พอได้แล้ว เจี้ยงหยวน! เื่เล่นตลกไม่ช่วยให้พ้นโทษ!”
“แหม ท่านครู ผมแค่พยายามเบาลงบรรยากาศให้มันไม่ตึงเครียดไงครับ” เจี้ยงหยวนยิ้มเ้าเล่ห์ “แต่ก็ยอมรับนะครับว่า ผมกับหานเหวินต้องรับผิดชอบต่อความผิดนี้”
อาจารย์เฮียนเฉิงหยุดคิดสักครู่ ก่อนจะประกาศ “โทษของพวกเ้าคือ... การไปเก็บสมุนไพรจวินฟงเจียนที่สระน้ำแห่งหงเซียง และยังต้องทำความสะอาดห้องปฏิบัติการด้วย พวกเ้าต้องทำให้เสร็จก่อนพลบค่ำ”
“แค่เก็บสมุนไพรกับทำความสะอาดห้อง เหมือนเป็งานบ้านไม่ใช่เหรอครับท่านครู?” เจี้ยงหยวนแซวอย่างไม่เกรงใจ
“อย่าประมาท!” อาจารย์ตวาดเสียงเข้ม “จวินฟงเจียนไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา และสระน้ำแห่งหงเซียงไม่ใช่ที่เล่นๆ หากล้มเหลว... อาจหมายถึงการถูกลงโทษหนักกว่านี้!”
“โอ้โห... ฟังดูเหมือนเป็งานโหดเลยนะท่านครู” เจี้ยงหยวนพูดพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “ชักอยากรู้แล้วสิว่า สระน้ำแห่งหงเซียงจะน่ากลัวแค่ไหน”
หานเหวินพยักหน้าอย่างจริงจัง “ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังครับท่านครู”
“ข้าหวังอย่างนั้น” อาจารย์เฮียนเฉิงกล่าว ก่อนจะจ้องสายตาทั้งสอง “จำไว้ว่า ความรับผิดชอบและความตั้งใจ คือสิ่งที่จะทำให้เ้ากลายเป็เซียนแท้จริง”
สองหนุ่มพยักหน้าและรีบออกจากห้องเรียนโดยมีเสียงหัวเราะเบาๆ ของเจี้ยงหยวนแทรกผ่านลม
ระหว่างเดินทางผ่านป่าลึก กลิ่นสมุนไพรป่าและเสียงนกร้องส่งเสริมความเงียบสงบ เจี้ยงหยวนเดินนำหน้าหันมายิ้มกวนๆ “กูว่าเดี๋ยววันนี้คงได้ทำงานหนักกว่าเก่าแน่ๆ จะมีกูถือของไปให้หรือเปล่าวะ?”
“ถ้าจะถือใจของศิษย์พี่ ข้าขอถือของหนักดีกว่า” หานเหวินตอบเล่นๆ
“โอ้ย ไอ้หาน... เดี๋ยวจะถือใจไปทำไม กูเขินนะเว้ย!” เจี้ยงหยวนหัวเราะ
ถึงสระน้ำแห่งหงเซียง ทั้งคู่เริ่มเก็บยอดจวินฟงเจียนด้วยกัน
“ฟังนะ นายต้องเก็บตอนเช้าตรู่ น้ำค้างยังเกาะเต็มยอด ถ้าเก็บช้าเดี๋ยวมันกลายเป็ ‘ผักตลาด’ ธรรมดาแล้วนะ!” เจี้ยงหยวนบอกเสียงจริงจังปนล้อเล่น
“ก็พยายามแล้ว แต่มือยังสั่น” หานเหวินสารภาพ
“งั้นปล่อยให้กูทำ!” เจี้ยงหยวนพูดอย่างมั่นใจ พลางแกล้งจับมือหานเหวิน “เดี๋ยวกูจับมือสอนให้ มือจะได้ไม่สั่นเหมือนคนเจอผี!”
หานเหวินหัวเราะจนต้องยอมปล่อยมือให้จับ
“ข้าไม่ได้กลัวผี กลัวมือสั่นพ่องาน”
ระหว่างเก็บสมุนไพร ทั้งคู่เปิดใจพูดคุย
“จริงๆ กูไม่ได้อยากแกล้งมึงหรอกนะ” เจี้ยงหยวนพูดเสียงจริงจัง “แต่ถ้าไม่แกล้ง นายคงเครียดจนอยากหนีสำนักไปแล้ว”
“ก็ดีที่ศิษย์พี่อยู่ข้างๆ” หานเหวินพูดเบาๆ
“อย่าซึ้งล่ะ เดี๋ยวกูเขินจนแกะกระดูกให้กูไม่ได้!” เจี้ยงหยวนหัวเราะเสียงดัง พลางตบไหล่หานเหวิน
กลับถึงสำนัก ทั้งคู่ทำความสะอาดห้องปฏิบัติการจนเสร็จ ท่ามกลางความเหนื่อยและมิตรภาพแน่นแฟ้น
....คืนวันนั้น หานเหวินนั่งอ่านตำราหมึกซีด ตัวอักษรเก่าๆ ค่อยๆ เข้มขึ้นเหมือนมีชีวิต
เจี้ยงหยวนเดินเข้ามา “ยังไม่ไปนอนอีกเหรอ? หนังสือเก่าๆ นั่นมันอ่านรู้เื่เหรอ?”
“ผมรู้สึกเหมือนมันซ่อนความลับบางอย่าง”
“ลึกลับแบบนี้แหละที่กูชอบ” เจี้ยงหยวนยิ้มเ้าเล่ห์ “อาจเป็กุญแจไขเื่ตำนานดอกหงเซียงก็ได้”
หานเหวินเหลือบไปเห็นกระท่อมไม้เล็กๆ ไกลออกไป ที่นั่นคือที่อยู่ของเฒ่าฉีเตา ชายแก่ลึกลับผู้เฝ้าความลับของสำนัก
“นั่นแหละ กระท่อมของเฒ่าฉีเตา” เจี้ยงหยวนกระซิบ “ถ้าอยากรู้เื่จริงๆ แกต้องกล้าพอที่จะเข้าไปหาเขา”
หานเหวินจ้องมองด้วยความอยากรู้และระแวง
คืนวันนั้นเต็มไปด้วยความลึกลับและความหวัง รอยหมึกในตำราที่กลับคืนชีวิต และความลับของสำนักที่รอการเปิดเผย....