บทที่ 8 อาสามเป็นักพนันหรือ?
"ท่านพ่อ เปิดประตูหน่อย ข้ากลับมาแล้ว!"
เสียงลมเหนือที่พัดมาพร้อมเสียงหวีดหวิว แว่วมาพร้อมกับเสียงะโ
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ เด็ก ๆ หูไว เกือบจะะโขึ้นมาพร้อมกับร้องะโ
"ท่านอาสาม!?"
"ท่านอาสามกลับมาแล้ว!"
สองหนุ่มน้อยรีบวิ่งออกประตูไปราวกับว่ามีไฟลนก้น ไท่จี้จู่ก็เดินตามออกไปข้างนอกพลางหัวเราะ "พวกเ้าสองคนนี่คิดถึงอาสามสุด ๆ ไปเลย!"
หยางลี่ฮวาต่อว่าเล็กน้อย "พวกเขาน่ะ แค่อยากได้ของอร่อย ๆ ที่อาสามเอากลับมาต่างหาก!"
หลิวตงเหนียงก็อดหัวเราะไม่ได้ นางตอบว่า "ไม่รู้ว่าน้องสามได้กินข้าวหรือยัง ข้าจะไปจุดเตาในครัว"
ส่วนผู้เฒ่าไท่กลับแค่นเสียงเ็า "ไม่ต้องยุ่งเื่พวกนี้หรอก เขาเที่ยวเตร่อยู่ในเมืองมีเหล้ามีเนื้อกินทุกวัน คงดูถูกเมล็ดสนที่บ้านเราแล้วล่ะ!"
จูจูไม่รู้ว่าอาสามหน้าตาเป็ยังไง พยายามยืดตัวน้อย ๆ ของนางมองออกไปข้างนอก แต่น่าเสียดายที่เสื้อกางเกงที่สวมค่อนข้างหนา นางเซล้มเกือบตกจากม้านั่งตัวเล็ก
ผู้เฒ่าไท่คว้าตัวหลานสาวไว้ทันที แล้วอุ้มนางไว้ในอ้อมกอด
ในเวลานั้น ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่พาชายคนหนึ่งเดินเข้ามา
ชายคนนั้นดูอายุราวยี่สิบกว่า มีใบหน้ายิ้มแย้มเป็ธรรมชาติ รูปร่างไม่สูงนัก สวมชุดเสื้อกางเกงที่สะอาดไม่มีรอยปะชุน ผมก็หวีเรียบร้อย ดูคล้ายกับพ่อบ้านตระกูลใหญ่สักแห่ง
แต่หากมองอย่างละเอียด จะเห็นว่าแขนเสื้อคลุมของเขาเริ่มขาดลุ่ย ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเืสีแดง และสีหน้าก็ดูเหลืองซีด
นี่คือลูกชายคนที่สามของตระกูลไท่ ไท่จี้เย่ ผู้มีความทะเยอทะยานอยากร่ำรวย
เขาคุกเข่าลงต่อหน้าบิดาและโขกศีรษะทันที พร้อมร้องเสียงดัง "ท่านพ่อ ข้ากลับมาเยี่ยมแล้ว! สุขภาพท่านพ่อ่นี้เป็อย่างไรบ้าง"
ผู้เฒ่าไท่ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา ตอบเสียงเ็า "มีลูกชายที่เป็นักเลงอันธพาล ข้าจะสบายได้ยังไง?"
ไท่จี้เย่ไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย ถูกบิดาด่ามาหลายปีแล้ว เขาชินแล้วจริง ๆ
เขายิ้มแย้มและลุกขึ้น พอเงยหน้าก็เห็นหลานสาวตัวน้อย
รอยช้ำสีเขียวม่วงปูดเป็ลูกเล็ก ๆ บนหัวของจูจูได้หายไปเกือบครึ่งแล้ว แต่ก็ยังมองเห็นได้ และเพราะนางตัวขาวอวบ รอยปูดบวมนี้จึงยิ่งดูเด่นชัดมากขึ้น
ไท่จี้เย่สีหน้าเปลี่ยนทันที ร้องออกมาว่า "จูจูเป็อะไร? ใครรังแกนาง?"
จูจูกำลังกะพริบตากลมโตของนาง มองสำรวจอาคนนี้ ในใจน้อย ๆ เต็มไปด้วยความท้อแท้
ที่อาคนนี้ก็มีพลังงานสีดำบนศีรษะเหมือนกัน!
หนูน้อยช่างลำบากจริง ๆ !
คนที่ต้องปกป้องเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง...
ท่านผู้เฒ่ากลัวว่าลูกชายคนเล็กจะทำให้หลานสาวใ แต่ก็ดีใจที่เขารู้จักปกป้องเด็กน้อย จึงพูดว่า "จูจูล้มหัวกระแทก แต่ก็ได้สติแล้ว ตอนนี้พูดได้แล้ว ไม่โง่แล้ว!"
"จริงหรือ!?" ไท่จี้เย่ทั้งประหลาดใจและดีใจมาก เขารีบวิ่งเข้าไปจับมือหลานสาวตัวน้อยแล้วเริ่มหยอกล้อทันที
"จูจู นี่อาสามนะ เรียกอาสามสิ อาสามมีของอร่อยมาฝากด้วย!"
ไท่หย่งลู่กับไท่หย่งเยว่เองได้กลืนน้ำลายไปครึ่งชั่วโมงแล้ว พวกเขาจึงร่วมกันกระตุ้นให้น้องสาวเรียกด้วย
ผู้เฒ่าไท่หยิบกล้องยาสูบขึ้นมาเคาะใส่ลูกชายและหลานชาย ทำให้พวกเขาแตกกระเจิงไปกุมหัววิ่งหนีเหมือนหนูถูกไล่
"พวกเ้าส่งเสียงโวยวายอะไรกัน กล้าทำให้จูจูใ ข้าจะหักขาทิ้งให้หมด!"
จูจูซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของท่านปู่ มองดูท่านอาและพี่ชายที่ทุลักทุเลน่าเวทนาแล้วหัวเราะคิกคักออกมา ขาน้อย ๆ เตะไปมาอย่างสนุกสนาน
ไท่จี้เย่เห็นแล้วรู้สึกคันมือคันไม้ อยากจะอุ้มหลานสาว แต่ก็รู้ว่าแย่งกับบิดาไม่ได้ จึงต้องรีบนำห่อของที่เขานำมาด้วยออกมาทันที
ในห่อนั้นมีข้าวสารสองชั่งและกล่องขนมถั่วเขียว!
ทุกคนในบ้านต่างรู้สึกดีใจ ปกติแล้วได้กินวอโถวข้าวฟ่างอิ่มท้องก็ถือว่าดีมากแล้ว แม้แต่่ปีใหม่ก็ยังไม่ได้กินข้าวต้มขาวสักมื้อเลย
ข้าวสารสองชั่งนี้ช่างหายากเหลือเกิน
และยังมีขนมถั่วเขียวด้วย ถึงแม้จะเป็ขนมที่ธรรมดาและราคาถูกที่สุดในร้านขนม แต่ก็ยังต้องใช้เงินสามสี่สิบอีแปะเลยนะ
"น้องสามซื้อของพวกนี้ทำไมกัน ถ้ามีเงินเหลือก็ควรเก็บไว้เตรียมสินสอดสิ..." ตอนที่หยางลี่ฮวาแต่งเข้ามาในตระกูลไท่ ไท่จี้เย่ ซึ่งเป็น้องเขยคนนี้ยังเป็เด็กอยู่เลย
พี่สะใภ้คนโตเปรียบเสมือนแม่ นางจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นเขาอีกไม่กี่ประโยค
ไท่จี้เย่หยิบขนมถั่วเขียวขึ้นมาแจกให้จูจูก่อน จากนั้นก็ยัดใส่มือหลานชายทุกคนคนละชิ้น รวมถึงไท่หย่งอันและไท่หย่งหนิงที่เพิ่งออกมาจากห้องตะวันออกด้วย
เขาโบกมือแบบไม่ใส่ใจ พลางปลอบพี่สะใภ้ "พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วง รอให้ข้าร่ำรวยก่อน แต่งงานหาเมียง่ายนิดเดียว ตอนนั้นข้าจะแต่งสองคน คนหนึ่งช่วยท่านเย็บเสื้อผ้า อีกคนช่วยพี่สะใภ้รองทำอาหาร! พวกท่านก็พักผ่อนได้เลย ไม่ต้องทำอะไรแล้ว!"
ทุกคนได้ฟังแล้วรู้สึกทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แต่ท่านผู้เฒ่าไท่กลับไม่เกรงใจ ตวาดลูกชาย "เ้าแค่ไปเป็คนประสานงานให้ร้านค้าในเมือง รับหนังสัตว์กับของป่าเล็ก ๆ น้อย ๆ มีข้าวกินอิ่มท้องก็ดีแล้ว จะรวยอะไรกัน!”
"พอถึงฤดูใบไม้ผลิก็รีบกลับบ้านมา ไปช่วยพี่ชายเ้าทำนา! อย่าฝันกลางวันไปวัน ๆ เอาแต่เกียจคร้าน ไม่ทำงานจริงจัง!"
ไท่จี้จู่กลัวน้องชายจะเสียหน้า จึงอยากจะช่วยพูดสักสองสามประโยค
ผลลัพธ์คือ จูจูถือขนมถั่วเขียวยื่นเข้าไปที่ปากของท่านปู่
ก้อนแป้งน้อยน่ารัก เด็กน้อยช่างกตัญญูและรู้ความ ได้กินของอร่อยก็ไม่ลืมที่จะแบ่งให้ผู้ใหญ่
ท่านปู่ถูกเอาใจจนยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่สนใจดุลูกชายอีกต่อไป
ไท่จี้เย่ได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ และในที่สุดก็เชื่อว่าหลานสาวตัวน้อยไม่ได้โง่แล้ว!
ในขณะนั้น ไท่ซานเย่และชาวบ้านอีกหลายคนได้ยินข่าว จึงมาหาไท่จี้เย่เพื่อพูดคุยและถามเกี่ยวกับเื่ใหม่ ๆ ในเมือง
หยางลี่ฮวาเก็บถุงข้าวขาวและกล่องขนมอย่างคล่องแคล่ว ส่วนหลิวตงเหนียงก็หิ้วกาน้ำร้อนและชามดินเตรียมรับแขก
จูจูถูกพวกพี่ชายอุ้มไว้ พาตัวไปยังห้องทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยถือขนมถั่วเขียวครึ่งชิ้นไว้ กินอย่างหอมหวานและตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าเล็ก ๆ ป่องออกมาดูเหมือนหนูตัวน้อย
แต่ผลคือเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่อื่นซะแล้ว...
ภายในห้องโถง ไท่จี้เย่พูดจาคล่องแคล่ว เพียงไม่กี่ประโยคก็ทำให้ไท่ซานเย่และชาวบ้านหัวเราะร่า
เขาเล่าว่าการแต่งงานของตระกูลใหญ่ในเมืองคึกคักอย่างไร และยังเล่าว่ามีโจรลักเด็กอาศัยความวุ่นวายฉวยโอกาสขโมยเด็กไปสองคน
บางครั้งเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเห็นบิดาของตัวเองกำลังสูบกล้องยาสูบเปล่า ๆ ไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาก็กลอกตาไปมาแล้วเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา
"ได้ยินว่าพวกผมเหลืองทางเหนือวิ่งไปก่อเื่ที่ชายแดนอีกแล้ว"
แน่นอนว่าเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างประหลาดใจ แม้แต่ท่านผู้เฒ่าไท่ก็เงยหน้าขึ้น
สิ่งที่เรียกว่าพวกผมเหลืองก็คือชาวต่างแคว้นที่อาศัยอยู่นอกด่านทางตอนเหนือ เนื่องจากพวกเขาส่วนใหญ่มีผมสีทองและผิวขาวเหมือนผี จึงได้รับฉายานี้
ไท่จี้เย่ได้ใจ จึงพูดต่อว่า "ปีนี้หิมะตกหนัก พวกผมเหลืองพวกนั้นคงหิวมาก เลยวิ่งมาแถวบ้านเราเพื่อปล้นอาหารกิน"
ไท่ซานเย่ตอบว่า "คงต่อสู้กันเล็กน้อยอีกแล้ว ทุกปีก็เป็แบบนี้ พวกเขาไม่รู้สึกเหนื่อยหรือไง พวกเราเองก็ฟังจนเบื่อแล้ว"
ชาวบ้านที่เหลือต่างก็พากันตอบรับ
"จริงด้วย กำแพงเมืองชายแดนของเราสูงมาก ถึงอยากข้ามเข้ามาก็ยากอยู่ดี"
"พวกมันโง่หรือ ทุกปีก็ต้องมาลองดูหลายครั้ง"
ไท่จี้เย่รีบโบกมือ คัดค้านว่า "คราวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น พวกผมเหลืองมาห้าหกร้อยคน ปะทะกับทหารชายแดนอย่างดุเดือดทีเดียว"
"เ้ารู้ได้ยังไง คงเป็แค่ข่าวลือใช่ไหม?" ไท่ซานเย่ยังไม่เชื่อ
ไท่จี้เย่รู้สึกร้อนรน จึงพูดออกไปทันทีว่า "ข้ารู้แน่นอน! เมื่อคืนข้าเล่นพนันกับหัวหน้ากองพันของค่ายตุนเหอ เขาเป็คนบอกเอง ไม่มีทางผิดแน่นอน!"
ทุกคนกำลังจะพยักหน้าอย่างไร้สติไปแล้ว แต่สมองไม่ทันได้ขยับก็แข็งค้างไปเสียก่อน
ท่านผู้เฒ่าไท่สีหน้าเ็าราวกับน้ำค้างแข็ง มือที่ถือกล้องยาสูบยกขึ้นสูง กัดฟันกรอดพลางด่าว่า "เ้าลูกเวร คนในบ้านกำลังจะอดตาย แต่เ้ากลับออกไปเล่นพนันข้างนอก!"
ไท่จี้เย่อยากกลืนคำพูดกลับคืนแต่ก็ไม่ทันแล้ว ได้แต่รีบแก้ตัว
"ท่านพ่อ ข้าไม่ได้เล่นพนันนะ ข้าแค่ยืนดูความสนุกอยู่ข้าง ๆ เท่านั้น!"