|บทที่ ๖| คนเรารักกันยาก รักกันยาก รักลำบากรักลำบน ดูใครรักสักคน โถทุกข์ทนเสียจนหม่นหมองหมาง*
เดซี่ละเลียดเคี้ยวขนมตาลไปพลางยืนมองผืนแผ่นดินทำเลงามบนพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลนับร้อยๆไร่เบื้องหน้าไปพลางด้วยความคิดอันเพริศแพร้ว...ถ้าหากที่ดินตรงนี้จะไม่ใช่นาข้าวเห่ยๆ ไร้ระดับอีกต่อไป แต่เป็คาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านอาหารคูลๆ ชิคๆ วิวสวยริมลำธารและน้ำตกเทียมสไตล์คันทรี่กลางไร่องุ่น...มีบริการรถกอล์ฟพาเที่ยว มีให้เช่ารถเอทีวี มีบริการขี่ม้า ถ่ายเซลฟี่...เธอหรี่ยิ้มทีละน้อย... ฮืมม์ ไม่เลวเลย
ขณะยืนวาดฝันไปถึงขั้นตอนการพลิกฟื้นที่นาเก่าๆไร้ราคาให้กลายสภาพเป็ไร่องุ่นกับคาเฟ่สุดหรูเดซี่กลับต้องสะดุดให้กับไอเดียเลิศหรูตัวเองเมื่อคิดไปถึงเม็ดเงินมหาศาลที่จะต้องใช้ในการลงทุน
‘เฮ้อ... ไม่เอาดีกว่า’ ... เดซี่สลัดภาพความฝันอันแสนสวยแต่ดูเพ้อเจ้อออกจากหัวบอกตัวเองว่าอย่าเสี่ยงลงทุนทำอะไรให้เหนื่อยเปล่าอีกเลย เดซี่ไม่ชอบความลำบากแค่ลำพังเอาตัวให้รอดจากเงื่อนไขการรับมรดกที่ยากเย็นแสนเข็ญนี่ให้ได้ก่อนเถอะและถ้าได้มันมาแล้ว เดซี่จะขายทิ้งให้เกลี้ยง เอาเงินล้านมานอนกอดสบายกว่าเยอะ
สัตบรรณที่ปลีกตัวไปคุยงานกับนายสมานเสร็จแล้วเดินกลับมาเห็นเดซี่ยังยืนกินน้ำกินขนมไม่เสร็จก็ส่งเสียงเข้ามาถาม
“นี่ จะไปดูโรงงานกับโรงสีต่อไหม หรือว่าจะยืนกินขนมอยู่ตรงนี้ไปจนค่ำ”
เดซี่สะดุ้ง รีบผงกหน้ารัวๆ
“อือๆ”
เธอเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีทั้งโรงงานและโรงสีที่อาจจะเป็แหล่งจุดประกายไอเดียกอบกู้กิจการคุณปู่คุณย่าให้กับเธอ
โดยที่ขนมตาลยังเต็มอยู่ข้างกระพุ้งแก้ม และน้ำเก๊กฮวยแก้วที่สองที่ส้มฉุนยกมาให้ถูกรีบยกซดกลั้วคอก่อนจะวิ่งปรื๋อไปรอเขาที่รถมอเตอร์ไซค์อย่างรู้งาน
ขณะที่สัตบรรณพาเดซี่นั่งมอเตอร์ไซค์ซ้อนท้ายเข้าสู่เส้นทางที่จะไปโรงงานกับโรงสีต้องผ่านท้องทุ่งสีเขียวๆ เดซี่พอเห็นแล้วก็รู้สึกว่าสวยสบายตาดี โดยไม่รู้ว่านั่นคือนาข้าวพูดเปรยๆ ขึ้นว่าเสียดายลืมเอามือถือติดมา จะได้ถ่ายรูปทุ่งหญ้าสวยๆแบบนี้ที่ไม่เคยเห็น เธอเคยเห็นแต่ทุ่งหญ้าสะวันน่าสีทอง
“ทุ่งหญ้าซะที่ไหนล่ะคุณ นั่นมันนาข้าว” เขาชะลอความเร็วรถพลางชี้มือออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา กล้าข้าวอายุกว่าสามสัปดาห์กำลังถูกปักดำลงสู่แปลงนาบอกว่า “นู่นแน่ะ เห็นไหม แปลงนาบางแปลงชาวบ้านเพิ่งจะทยอยปักดำกันอยู่”
ชายหนุ่มส่ายหัวเบาๆ พร้อมทอดถอนใจ “เฮ้อ คุณนี่น้าแค่นี้ก็ยังแยกแยะไม่ออกเลยว่าไหนทุ่งหญ้าไหนทุ่งนาแล้วแน่ใจเหรอว่าจะฟื้นฟูกิจการของปู่เดชย่ามะลิได้ ช่างไม่สมกับความเป็สายเืชาวนาซะจริงๆ”
เดซี่โกรธจัดที่โดนดูถูกเหยียบย่ำความเป็สายเืชาวนาเธอเกือบจะเอากำปั้นทุบหลังเขาเข้าให้ แต่เดี๋ยวนะ!ตะกี้หมอนี่พูดว่าชาวบ้านกำลังทำนางั้นเหรอ? แล้วจู่ๆ เดซี่ก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาทันที
“ไหนว่าพอหมดหน้าฝนก็จะหมดฤดูทำนา” เดซี่แปลกใจสงสัยเพราะจากที่ฟังเยาวภาเล่ามา ปู่กับย่าเธอทำนาแค่ปีละครั้งใน่ฤดูฝน
“ชาวบ้านบางส่วนเขาทำนาปรัง”
“What? อะไรคือนาปรัง?”
สัตบรรณนอกจากจะไม่รู้สึกรำคาญแล้วเขายังเริ่มพึงพอใจที่เดซี่เริ่มจะหันมาอยากรู้เื่การทำนาจึงอธิบายอย่างใจดีว่า
“นาปรัง ก็คือนาที่ทำในฤดูแล้ง นอกฤดูทำนาส่วนไร่ปู่ย่าคุณจะทำนาปีเป็หลักซึ่งนาปีก็คือการปลูกข้าวในฤดูฝนที่เป็ฤดูทำนาปกติแต่เอาจริงแล้วชุมชนที่นี่ชาวบ้านบางส่วนอาจจะมีบ้างที่ทำนาปลูกข้าวรอบสอง รอบสาม”
“อ้าว ยังงี้ก็ได้เหรอ แล้วนาปู่ย่าฉันล่ะ ทำไม่ปลูกรอบสองรอบสามมั่งจะได้ผลผลิตเยอะๆ ได้กำไรเป็กอบเป็กำ”
“เอะอะอะไรคุณก็นึกถึงแต่เื่ผลกำไรคุณไม่รู้หรอกว่าการทำนานอกฤดูมันเสี่ยง” สัตบรรณว่า
“อะไรเสี่ยง?” เดซี่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงเอาแต่โกรธและคิดลบท่าเดียว “อ๋อ ที่พูดดักคอฉันเนี่ยนายคงกลัวว่าฉันจะทำผลผลิตและได้กำไรเป็กอบเป็กำแล้วนายจะเสียหน้าใช่ไหมล่ะ?”
“เฮ้อ... คุณนี่นะ ผมล่ะเชื่อเลย” สัตบรรณส่ายหัวทอดถอนใจ“ก็เสี่ยงโรคและแมลง แล้วแถมจะก่อภาวะขาดแคลนน้ำ”
“จะกลัวทำไม ถ้ามีโรคมีแมลงก็ระดมฉีดยาฆ่าโรคฆ่าแมลงเข้าไปสิเห็นมีขายออกเกลื่อน ปุ๋ยดีๆ ก็ใส่เข้าไปด้วย เท่านี้ก็หมดเื่”เดซี่เถียงคอเป็เอ็น “แค่ทำนาปลูกข้าวไม่เห็นว่าจะยากตรงไหนส่วนถ้าจะมาว่าเื่ขาดแคลนน้ำ ถ้าไร่นาของคนอื่นทำได้ ไร่นาฉันก็ต้องทำได้”
“แต่ที่ผ่านมาปู่เดชกับย่ามะลิทำนาแค่ปีละครั้ง นอกฤดูฝนก็สลับมาปลูกพืชไร่พวกพืชที่ใช้น้ำน้อย พวกท่านทำหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนแบบนี้มาตลอดเลี่ยงการทำนาปรัง เพื่อจะป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชุมชนเรา”
“แล้วทำไมชาวบ้านพวกนั้นทำได้”
“นั่นมันก็เื่ของพวกเขา เขามีความจำเป็ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“แล้วฉันล่ะ ฉันไม่มีความจำเป็หรือไง”
“ผมไม่เถียงกับคุณละ” สัตบรรณส่ายหน้าอ่อนใจก่อนที่เขาจะปวดกบาลไปมากกว่านี้เขาบิดคันเร่งรถมอเตอร์ไซค์รีบพาเธอไปถึงโรงสีให้เร็วที่สุดซึ่งแรงกระชากตอนรถพุ่งไปข้างหน้า ทำเอาเดซี่หัวหูเกือบโหม่งกับแผ่นหลังแน่นๆของเขาเลยทีเดียว
ที่โรงสีสัตบรรณแนะนำเดซี่กับทุกคนตามสถานะแท้จริงของเธอว่าเป็หลานสาวของปู่เดชกับย่ามะลิคนงานทราบแล้วต่างพากันให้ความเคารพจนเดซี่นี้แทบเดินตัวลอยเท้าไม่ติดพื้นโดยมีนายสมศักดิ์หัวหน้าคนงานคอยพาเดซี่เดินดูการทำงานของคนงาน
เครื่องสีข้าวขนาดกลางจำนวน 4 เครื่อง กำลังทำงานอย่างขันแข็งกระสอบบรรจุข้าวเปลือกที่รอการสี และกระสอบบรรจุข้าวสารที่ผ่านการสีแล้วถูกจัดแบ่งโซนการเก็บอย่างเป็ระเบียบ ไม่ได้ดูแตกต่างจากคลังเก็บสต๊อกข้าวทั่วๆไป แต่เดซี่ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เพราะว่าไม่เคยเห็น และที่สำคัญปริมาณกระสอบข้าวมีเป็จำนวนมาก กองสูงพะเนินเท่าูเา แทบจะเสมอกับเพดานหลังคาเดซี่ดีใจเพราะนึกว่าข้าวทั้งหมดคือผลิตผลจากไร่นาปู่กับย่า
ทว่าพอนายสมศักดิ์เฉลยว่ากระสอบข้าวที่เห็นๆ นี้มีแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ที่เป็ผลิตผลจากนาไร่ของปู่เดชย่ามะลินอกนั้นเป็กระสอบข้าวของชาวบ้านพร้อมทั้งอธิบายด้วยว่าเครื่องสีข้าวที่เห็นนี้หลายเครื่องนี้มีไว้ให้บริการสีข้าวให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดค่าบริการ
เดซี่ฟังความจริงแล้วถึงกับปรี๊ดแตกเม็ดเงินเป็กอบเป็กำในจินตนาการที่ลอยวิ๊งวิ๊งอยู่เมื่อตะกี้แตกสลายหายวับไปในอากาศ
“อะไรกันเนี่ย! บริการสีข้าวฟรีๆ ให้กับข้าวบ้านเหรอ?”
“ใช่ครับ” นายสมศักดิ์กล่าว พร้อมทั้งอธิบายว่า“เจตนารมณ์ของคุณท่านในการบริการสีข้าวฟรีก็เพื่อจะลดค่าใช้จ่ายให้ชาวนาที่ต้นทุนน้อย นี่เลยเป็เหตุผลว่าทำไมคนชุมชนนี้รักคุณท่านกันทุกคนเลย”
“ทีกับคนอื่นใจบุญใจกุศล แต่กับหลานสาวแท้ๆ กลับใจร้าย ทำกันได้ลงคอ”เดซี่ฮึดฮัดขัดใจหันไปบอกกับสัตบรรณว่าต่อไปนี้ที่นี่จะไม่มีบริการสีข้าวให้ใครฟรีๆ อีก
“แต่นั่นเป็เจตนารมณ์ของคุณปู่คุณย่าคุณ” สัตบรรณให้เหตุผลแต่เดซี่ดึงดันเถียงต่ออย่างไม่ยอมแพ้
“แต่นี่ก็ไม่ใช่องค์กรการกุศลและวัตถุประสงค์ของการทำธุรกิจก็คือต้องได้กำไร”
“ผู้คนที่นี่เขาอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย พวกที่หายใจเข้าออกเป็ทุนนิยมอย่างคุณคงไม่เข้าใจ”
เดซี่เมินคำเตือนของเขา
“Who care?”
ก่อนจะประกาศกร้าว
“คอยดูนะ ฉันจะโละนโยบายที่ทำแล้วมีแต่ขาดทุนทิ้งให้หมดทั้งเื่ทำนา ทั้งเื่โรงสี”
“คุณมันก็ดีแต่สนใจผลประโยชน์ของตัวเอง”
“เช้อะ!” เดซี่เชิดหน้าใส่ “แล้วใครจะทำไมไม่ทราบ?ก็ในเมื่อโรงสีแห่งนี้กำลังจะถูกเปลี่ยนมือ เปลี่ยนผู้บริหารนโยบายและเจตนารมณ์เก่าๆ ก็ควรจะต้องโดนโละทิ้งซะให้หมด”
ทั้งนายสมศักดิ์และสัตบรรณฟังแล้วนิ่วหน้าหนักใจตามๆ กัน
เดซี่ทำตัวเริ่ดๆ เชิดๆ เดินแจ๋ไปทั่วบริเวณโรงสีฝีเท้ายาวๆ ของสัตบรรณเดินตามมาข้างหลัง
“เดี๋ยว คุณ!”
เดซี่ไม่หันไปมอง ยังคงเดินเริ่ดๆ เชิดๆ ต่อไปเขาเดินมาคว้าแขนเธอหมับพร้อมกับตำหนิเธอเสียงกร้าวต่อหน้าคนงานที่กำลังง่วนอยู่กับการกรอกข้าวเปลือกลงรางสีข้าว
“คนอย่างคุณก็ดีแต่คิดถึงผลประโยชน์ของตัวเอง”
เดซี่สะบัดแขนจากมือเขา
“นั่นมันเื่ของฉัน นายยุ่งอะไรด้วย ญาติพี่น้องก็ไม่ใช่"
“เออ ผมมันคนนอก งั้นต่อไปจะทำอะไรก็ตามใจ ผมไม่อยากยุ่งกับคุณแล้วที่ช่วยเนี่ย ผมก็แค่หวังดี ไม่นึกว่าจะกลายเป็ทำคุณบูชาโทษ!”
"ฉันก็ไม่ได้ไปอ้อนวอนขอให้นายมาช่วยสักหน่อยนี่" เดซี่เอามือกอดอกมองเขาแล้วยิ้มเหยียดๆ “ฉันรู้นะว่าที่นายมาทำดีกับฉัน อาสาพาฉันมาดูไร่นามาดูโรงสี นายหวังจะหาทางแกล้งให้ฉันถอดใจแล้วกลับกรุงเทพฯไปเพื่อที่นายจะได้ฮุบทุกอย่างที่นี่ไว้เองใช่ไหมล่ะ?”
“เฮ้ย! นี่แม่คุณ” สัตบรรณหวิดสบถอย่างหัวเสียเดซี่ใถอยเท้าอย่างอัตโนมัติ
“สมองคุณนี่มันมีแต่เื่ร้ายๆ แบบนี้เองสินะ ถึงได้ไม่มีใครเอาแม้แต่พ่อกับแม่แท้ๆ ของคุณยังทิ้งได้ลงคอ”
“อ๊ายยยย นายมันบ้า! ไร้มารยาท ไร้อารยธรรม ไร้การศึกษา!!!”เดซี่กระทืบเท้าจนหูรองเท้าแตะแบรนด์แนมแทบขาด
สัตบรรณไม่สนใจฟัง หมุนตัวกลับหลังหันส่งเสียงทิ้งท้ายบอกว่า “ผมจะกลับแล้ว ถ้ายังอยากจะยืนบ้าอยู่ตรงนั้นต่อก็เชิญ แต่ถ้าไม่อยากโดนผมทิ้งอีกคนก็รีบๆ ตามไปที่รถละกัน”
เดซี่ะโตามหลังเขาไปอย่างอวดดีสุดๆ
“ฉันไม่ง้อนายหรอก เชอะ!” พร้อมกับสะบัดหน้าหยิ่งๆบอกว่า “คนมีมือมีเท้า เดินกลับเองก็ได้!”
“เออ งั้นก็ตามใจ!” ขาดคำนั้นของเ้าของเสียงเข้ม ร่างสูงๆของเขาก็เดินลับหายออกจากโรงสีไปพร้อมด้วยมอเตอร์ไซค์คันเก่าคู่กายเดซี่ยังคอเดินเริ่ดๆ เชิดๆ บอกตัวเองอย่างหยิ่งผยองว่า ... ‘ฉันต้องหัดใช้ชีวิตโดยไม่พึ่งหมอนั่น’ โดยไม่กริ่งเกรงต่อห้วงเวลาอันบ่ายคล้อยด้านนอกโรงงานบรรยากาศที่เริ่มจะใกล้โพล้เพล้เต็มที
ได้เวลาเลิกงาน คนงานทยอยเก็บกระเป๋ากลับบ้าน บ้างถีบรถถีบบ้างเดินกันเป็กลุ่มๆ บ้างขี่รถมอเตอร์ไซค์ไม่มีใครมีน้ำใจแวะเข้ามาถามไถ่เดซี่ว่าจะกลับบ้านยังไง หรือรอใครอยู่ทุกคนล้วนเกรงใจไม่กล้าเข้าใกล้เธอ แม้แต่นายสมศักดิ์หัวหน้าคนงานซึ่งดันเข้าใจว่าเธอคงรอรถหรูๆมารอรับให้สมกับสถานะเป็ว่าที่ผู้บริหารโรงสีคนใหม่
โรงสีเลิกงานปิดสนิท ทุกคนกลับกันไปหมดเดซี่เดินคอตกอยู่บนถนนดินลูกรังตามลำพัง โทรศัพท์มือถือก็ลืมหยิบติดมาเธอทั้งเหนื่อย ทั้งหงุดหงิด โมโหแดดดี๊กับหม่ามี้ โมโหปู่กับย่า โมโหตัวเองและโมโหที่สุดคือนายสัตบรรณ ที่ผ่านมาหมอนั่นคงจะใช้ความไว้ใจของปู่เดชกับย่ามะลิล่อหลอกให้พวกท่านตั้งเงื่อนไขบ้าๆ นั่นลงในพินัยกรรมเพื่อที่จะกลั่นแกล้งเธอ..คอยดูนะ เธอไม่ยอมแพ้หรอก!
ขณะคิดอยู่อย่างแค้นๆ นั้นเองเดซี่ก้าวเท้าอย่างอ่อนแรงเกือบจะทรุดลงกองกับพื้นดินเต็มทีแต่แล้วก็มีรถเอสยูวียี่ห้อหรูแล่นเข้ามาจอดชายรูปร่างผอมสูงแต่งตัวดีคนหนึ่งเปิดประตูก้าวลงจากรถ
“มีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้หรือเปล่าครับ?”
เดซี่กะพริบตาถี่ๆ ฝ่ายนั้นส่งยิ้มพร้อมกับแนะนำตัวเองอย่างสุภาพ
“ผมวัชระครับ”
“เอ่อ ฉัน เดซี่ค่ะ” หญิงสาวบอก พลางเล่าว่าตัวเองเป็ใครมาจากไหน วัชระฟังแล้วร้องอ๋อทันที
“ผมนึกออกแล้ว คุณเดซี่ เราเคยเจอกันตอนเด็กๆ ผมจำได้ ตอนนั้นคุณเดซี่น่าจะอายุสักราวๆสี่ซ้าห้าขวบ ส่วนผมก็ประมาณแปดขวบ คุณเดซี่จำผมได้ไหม?สมัยนั้นผมยังเคยไปวิ่งเล่นกับคุณในสวนกล้วยกับไร่ปอเทืองของปู่เดชย่ามะลิด้วยกันไง”พร้อมกับเท้าความเล่าเื่ในหนหลังครั้งวัยเด็กอย่างเป็คุ้งเป็แควแถมยังบอกรายละเอียดว่าตัวเองเป็ลูกชายคนเดียวของกำนันอินทร์ที่ตอนนี้ได้ยกระดับสถานะขึ้นมาเป็นายกอบต. ซึ่งใครๆ ย่านนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก
เดซี่ยิ้มแหยๆ
“เหมือนจะคลับคล้ายคลับคลานะคะ” เธอบอกส่งเดชออกไปแบบนั้น ทั้งที่ความจริงเดซี่จำไม่ได้ เอาจริงๆ แล้วเดซี่แค่รู้ว่าตัวเองเคยมีโอกาสอยู่ที่นี่กับปู่กับย่าแต่จำเื่วัยเด็กตอนก่อนที่แดดดี๊กับหม่ามี้จะพาไปอยู่กรุงเทพฯ แทบไม่ได้เลย
“เอางี้ครับ บ้านปู่เดชย่ามะลิอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง ผมพาไปส่งให้ก็ได้นะครับแต่คุณเดซี่เดินคนเดียวมาตั้งไกล คงจะเหนื่อยแล้วก็หิว อีกอย่าง นี่ก็ค่ำแล้วถ้าไม่รังเกียจ ผมขออนุญาตชวนไปทานมื้อค่ำนะครับ
“เอ่อ...” เดซี่อึกอัก
“นะครับ ถือเป็การเลี้ยงฉลองที่เราสองคนได้โคจรมาพบกันอีก”
หญิงสาวลังเลเล็กน้อยก่อนที่สุดท้ายแล้วจะยอมตกลงขึ้นรถมากับวัชระโดยง่ายดาย
~♫~☆·.¸¸.·´`·.¸¸.♥·.¸¸.·´`·.¸¸.·☆~♫~
สัตบรรณทนใจร้ายใจดำไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่งสุดท้ายเขาต้องขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับมาที่โรงสีแต่แล้วก็ต้องใจหายที่ไม่เห็นเดซี่อยู่
“บ้าชิบ!” เขาสบถและด่าโทษตัวเองที่ไม่น่าเอาอารมณ์เป็ใหญ่ไม่ควรปล่อยเดซี่ทิ้งไว้แบบนั้นถ้าเกิดเื่อะไรกับเธอขึ้นมาเขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชาติ
สัตบรรณร้อนรนใจรีบขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนตามหาเดซี่อยู่รอบบริเวณโรงสีและบริเวณใกล้เคียงจนมืดค่ำแต่ก็ไร้วี่แววของเธอ เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านและหวังว่าจะได้เห็นเธอกลับไปรออยู่แล้ว
‘พี่ขอให้เธอกลับไปถึงบ้านแล้วทีเถอะพี่สัญญาว่าต่อไปพี่จะพูดจาระวังปากแล้วก็จะไม่ใช้อารมณ์กับเธออีก’ เขาเอ่ยให้คำมั่นกับตัวเองพร้อมๆกับหวนไปนึกถึงภาพเดซี่ในอดีต เธอคือ ‘ยัยตัวเล็ก’ เด็กหญิงแสนน่ารักที่เขาแคร์มากที่สุด
สัตบรรณกลับมาถึงบ้านก็เป็เวลาเกือบหนึ่งทุ่มเขาไม่พบว่าเดซี่กลับมาแล้ว ใจหายหนักเข้าไปใหญ่รีบสั่งการให้ทุกคนช่วยกันออกตามหา
ลุงชด ชวนชม และป้าแย้มช่วยกันขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนตามหาซึ่งหาเท่าไหร่ๆ ก็ไม่เจอ สุดท้ายก็พากันกลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่หน้าเรือนในเวลาเกือบสามทุ่ม
“โถ คุณหนูเดซี่ ตอนนี้จะเป็ยังไงบ้างก็ไม่รู้”
“จะจำทางกลับบ้านได้หรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวมาจากต่างที่ต่างเมือง ป่านนี้อาจจะกำลังหลงทางขวัญเสียอยู่ที่ไหนสักแห่ง”ลุงชดว่า
“นั่นสิ น่าเป็ห่วงจริงๆ” ป้าแย้มเศร้าสลดอดเป็ห่วงไม่ได้ส่วนสัตบรรณนั้นเก็บซ่อนความเป็ห่วงที่ล้นอก ล้วงหยิบโทรศัพท์โทรแจ้งตำรวจอย่างร้อนใจขณะกำลังจะคุยสายกับตำรวจเพื่อนสนิทเพื่อให้ช่วยส่งทีมออกค้นหาแต่พลันเสียงของชวนชมร้องขึ้น
“ดูอะไรนู่น! คนขวัญเสียของพ่อกับแม่มานู่นแล้ว”
พร้อมกันนั้นแสงไฟหน้ารถคันหนึ่งสาดส่องและแล่นเข้ามาที่หน้าเรือน
ทุกคนต่างหันไปมองกันเป็ตาเดียวแล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้านั้นก็คือหญิงสาวแสนเย่อหยิ่งกำลังนั่งเชิดคอยาวระหงอยู่บนรถเอสยูวีคันงาม
วัชระจอดรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้เดซี่ก้าวลงมาอย่างงามสง่าราวกับเ้าหญิง เธอยิ้มขอบคุณวัชระก่อนจะหันมาส่งยิ้มอย่างหน้าชื่นตาบานให้กับป้าแย้ม ลุงชด และชวนชมแต่กลับเมินใส่สัตบรรณ
"คุณหนูกลับมาแล้วเหรอคะ ไปไหนมาคะเนี่ย? รู้ไหมคะทุกคนเป็ห่วงมาก"ป้าแย้มผู้มีจิตใจดีเอ่ยถามทันทีด้วยความโล่งอกที่เห็นเธอกลับมาอย่างปลอดภัยแต่เดซี่ปิดหูปิดใจไม่เปิดรับความรู้สึกดีๆ ที่ให้มา ลอยหน้าตอบหยิ่งๆ ว่า
"ไปดินเนอร์กับคุณวัชระมาค่ะ"แล้วชำเลืองมองไปยังเ้าของร่างสูงกำยำที่ยืนหน้าเข้มมองตาดุๆ อยู่ข้างลุงชดพลางเอ่ยกับป้าแย้ม "ใครคะเป็ห่วงฉัน ป้าเหรอ?"
"ก็ทุกคนแหละค่ะ โดยเฉพาะคุณเสือ"
เดซี่ทำหน้าชิ! เบะปากแหวะๆ ทำนองว่าน้ำหน้าอย่างเขาอย่ามาพูดว่าห่วงเธอ ถ้าห่วงจริงคงไม่ใจร้ายใจดีทิ้งกันได้ลงคอ แล้วเธอก็เมินใส่เขาอีกรอบก่อนหันไปส่งยิ้มหวานกับวัชระพร้อมกับกล่าวเชื้อเชิญอย่างถือดีราวกับว่าตัวเองเป็เ้าของสถานที่
"คุณวัชระจะขึ้นเรือนไปดื่มกาแฟสักแก้วก่อนกลับไหมคะ"
วัชระเกือบจะตอบตกลงแต่เหลือบไปเห็นสัตบรรณกอดอกมองหน้าตาขวางอยู่ ก็เลยได้แต่ยิ้มเจื่อนๆปฏิเสธเดซี่ว่า
"ไม่เป็ไรครับ ดึกแล้ว ผมไม่รบกวนดีกว่า"
เดซี่ทำทีตีสีหน้าผิดหวังอย่างแรงจงใจจะให้ทุกคนเห็นว่าเธอแคร์วัชระแค่ไหน พลางว่า
"ค่ะ แล้วเจอกันอีกนะคะ"
"แน่นอนครับ"
"ขับรถกลับดีๆ นะคะ" เดซี่กล่าวอำลาด้วยเสียงนุ่มนวลอ่อนโยน โบกไม้โบกมือบ๊ายบายส่งยิ้มหวานฉ่ำให้กับวัชระจนเขาขึ้นรถขับกลับออกไปสุดสายตา ซึ่งพอส่งวัชระเสร็จแล้วเธอก็เดินขึ้นเรือนไปอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่สนใจสายตาของความเป็ห่วงที่ทุกคนมองตามหลังมา
“เดี๋ยว เดซี่!” เสียงเข้มๆ ของสัตบรรณตามหลังมา “ไปกินข้าวกับเ้าหมอนั่น รู้จักมันดีแค่ไหน?”
เธอไม่ตอบคำถามเขา เดินหยิ่งๆ ไปที่ห้องนอนแต่สัตบรรณเดินเข้ามายืนขวางประตูห้องเอาไว้
“หลีกสิ! จะยืนขวางทำไม คนจะเข้าห้องไปพักผ่อน”
“ไม่หลีก จนกว่าจะบอกมาว่าแค่ไปกินข้าวหรือทำอะไรทำไมหายไปตั้งหลายชั่วโมง?”เขาถามเสียงเข้มขึ้น
“มันเื่ของฉัน หลีกไป!” เดซี่ขึ้นเสียงใส่เขากลับแต่ดันถูกเขาคว้าข้อมือเธอหมับ
“ว๊าย! อะไรของนายเนี่ย เป็บ้าเหรอ?”
“ลืมหรือไงว่าคุณอยู่ที่นี่ในฐานะผู้อาศัย ฉะนั้นจะไปไหนมาไหนคุณต้องรายงานผมไม่ใช่อยู่ๆ ก็หายไปกับผู้ชายตั้งเป็ชั่วโมงๆ”
“ฉันจะไปไหนทำอะไรก็เื่ฉัน นายแค่เป็เ้าของบ้านที่ฉันมาอยู่ชั่วคราวไม่ใช่ผู้ปกครองฉัน อย่ามาล้ำเส้นให้มันมากนัก ปล่อย!”
เขาไม่ยอมปล่อย
เดซี่เชิดหน้าถามอย่างท้าทาย
“ทำไม เป็ห่วงฉันเหรอ?”
“ใช่ ผมห่วงห่วงว่าคุณจะไปเป็อะไรตายแล้วผมก็จะไม่มีหน้าไปแก้ตัวกับปู่เดชย่ามะลิว่าดูแลคุณไม่ดี”
“นายไม่ต้องเอาปู่กับย่าฉันมาอ้าง จริงๆแล้วนายห่วงว่าถ้าฉันเป็ตายร้ายดีอะไรไปนายจะโดนชาวบ้านเอาทัวร์ลงที่นายเป็ต้นเหตุ นายมันใจดำ นายจงใจแกล้งฉันแต่รู้ไว้ด้วยนะ ฉันดวงแข็ง ไม่เป็อะไรตายง่ายๆ หรอกบอกไว้เลย ปล่อย!”
เดซี่สะบัดข้อมือสุดแรง แต่ไม่หลุดเธอพยายามสะบัดข้อมือจนเจ็บหน้าดำหน้าแดง สัตบรรณเห็นเธอเจ็บจึงยอมปล่อยพอถูกปล่อยเป็อิสระ เธอก็เอามือผลักอกเขาอย่างสุดแรง และเขาก็ยอมถอยให้ไม่พูดอะไรกันอีก ได้แต่มองตามแผ่นหลังบางๆ ของเธอซึ่งเดินอย่างโกรธๆเข้าห้องไปพร้อมปิดประตูใส่หน้าฉับ
ดึกมากแล้ว สัตบรรณยังไม่นอน เขาเดินมาที่โต๊ะทำงานหยิบเอารูปถ่ายของปู่เดชย่ามะลิที่เคยถ่ายกับเขาตอนพวกท่านยังแข็งแรงดีอยู่มองพวกท่านเนิ่นนานอย่างครุ่นคิด ก่อนจะพูดรำพึงตัดพ้อกับพวกท่านว่า
“เอาจริงๆ นะครับ ปู่ ย่า ผมพอจะเข้าใจนะครับ ที่เดซี่จำผมไม่ได้เพราะตอนนั้นน้องเพิ่งแค่ห้าขวบ แต่ที่ผมไม่เข้าใจคือเลยก็คือ ทำไมน้องถึงได้เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน.."
สัตบรรณกล่าวกับคนในรูปแล้วก็ทอดถอนใจ...เดซี่คนนี้ไม่เหมือน 'ยัยตัวเล็ก' คนเดิมคนนั้นของเขาอีกแล้ว
"ผมไม่ได้จะฟ้องนะครับ...แต่ดูเอาเถอะ ไม่ทันไร ก็มีหนุ่มๆขับรถมาส่งถึงบ้าน"
~♫~☆·.¸¸.·´`·.¸¸.♥·.¸¸.·´`·.¸¸.·☆~♫~
ด้านหนึ่ง เดซี่เองก็ใช่ว่าจะข่มตานอนหลับลงเธอเอาแต่ครุ่นคิดเคืองแค้นสัตบรรณที่ใจร้ายทิ้งเธอไว้แบบนั้นได้ลงคอนี่ถ้าหากไม่บังเอิญเจอกับวัชระป่านนี้เธออาจจะเดินหลงทางเข้าป่าโดนงูกัดตายไปแล้วก็ได้
"คนใจร้าย!" เดซี่รำพึงรำพันใส่หมอนข้าง จากนั้นกระชากหมอนข้างเอามารัวหมัดใส่อย่างไม่ยั้งเพื่อระบายแค้นต่อยหมอนข้างจนตัวเองเหนื่อยก็ไม่หายแค้นถึงได้หยุดและบอกตัวเองว่าควรเก็บแรงกับสติปัญญาเอาไว้เอาคืนกับเขาสิจึงจะถูกแล้วเธอก็นึกย้อนกลับไปในอดีต.. ซึ่งมันแสนจะพร่าเลือน
สัตบรรณใจร้ายกับเธอมาแต่ไหนแต่ไร... เธอจำได้ว่าเพราะเขานี่แหละเป็ต้นเหตุให้เธอต้องเป็เด็กฟันหลอจนโดนเพื่อนล้อ
ความจริงแล้วเดซี่จำเื่ราวอย่างอื่นไม่ได้หรอกนอกจากเื่ฟันหน้าหักจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเื่ราวมันเป็มายังไงจำไม่ได้แม้แต่เคยได้ฟังคำขอโทษจากเขาหรือยัง เธอโดนแดดดี๊กับหม่ามี้พาย้ายมาอยู่กรุงเทพฯก่อนและนับแต่นั้น เธอก็แทบจะไม่หลงเหลือความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับที่นี่อีกเลย
. . . つづく
เพลง: คนเรารักกันยาก: สุนทราภรณ์*