“ถลกเสื้อขึ้นหน่อยดิ๊”ผมบอกน้องนัท
มันทำหน้าถมึงทึง
“ทำไม อายงั้นเหรอตะกี้เห็นมากกว่านี้อีก”
“พี่เมฆพี่จะชำเราผมอีกรอบไม่ได้แล้วนะ คราวที่แล้วผมยอมพี่ เพราะพี่คิดว่าผมเป็โจร”
“แล้วตอนนี้อะ”
“ความจริงเปิดเผยแล้วไงว่าผมไม่ใช่”
“ไม่ใช่ก็ดีแล้วไงพี่จะให้ของปลอบขวัญ”
“ให้ก็ให้มาสิให้ผมถกเสื้อทำไม”
ผมมองหน้ามัน
“ถกเสื้ออย่างเดียวไม่พอนะอาจต้องถลกกางเกงด้วย”
แล้วผมก็โชว์ตะกรุดให้ดู
“พี่จะให้ของขวัญวันแรกพบตะกรุดคาดไว้ที่เอว นายอยากได้ไม่ใช่เหรอ?”
ผมตัดสินใจให้ของขลังกับน้องในวันแรกพบ
“ไม่ …บอกแล้วไง ว่าผมไม่อยากได้แล้ว”
“ทำไมอะ”
มันมองหน้าผม เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้า
ผมลุกขึ้น แล้วเอามือลูบที่ศีรษะ
“ระหว่างเรามันเป็เื่เล่นๆอย่าไปติดใจอะไรมาก ผู้ชายผู้ชายสมัยนี้เขามีอะไรกันเยอะแยะ”
ผมบอกกับมันก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบอย่างเอ็นดู
“ถือซะว่าเป็การแสดงความรักอย่างหนึ่ง”
“พี่เมฆเห็นเป็เื่เล่นๆงั้นเหรอครับ” นัทปรายตาถาม
ผมย่นคิ้ว ก่อนพยักหน้า
“ใช่สิครับพี่ไม่ได้เป็ฝ่ายถูกกระทำ ไม่ต้องมารองรับอารมณ์ของใคร”
มันปรือตามองผม
แววตาคู่นี้ ผมเห็นมาแต่เด็กยิ่งมองก็ยิ่งสงสาร
“เจ็บมากสินะพี่รู้ดี ขนาดผู้หญิงยังไม่กล้ายอมพี่สักคน”
“มันไม่ใช่เื่ขนาดหรอกครับ”
ผมพยักหน้า “พี่ถือวิสาสะ ปลุกปล้ำขืนใจสินะ”
นัทหรี่ตามองผม กัดฟันแน่น
“ตอนนั้นพี่นึกว่าเราเป็โจรนี่”
“พี่ทำแบบนี้กับคนที่มาปล้นบ้านตลอดเลยหรือเปล่าครับ”
“เปล่านะพี่ไม่ใช่ไอ้โรคจิต”
“แต่ที่ทำกับผมพี่ก็ไม่ปกตินักนะ”
“เอ้า ยอมรับก็ได้เพราะพี่ถูกชะตาเหมือนกัน พี่ถึงเล่นด้วย แต่ถ้าพี่รู้ว่าเป็นัทแต่แรก พี่คงไม่…”
“เพราะพี่ไม่ได้รักผมและไม่มีทางงั้นเหรอครับ”
“เอาเถอะเป็เื่พูด ความผิดมันสำเร็จไปแล้ว เถียงกันไปก็ป่วยการให้พี่ได้ทำดีไถ่โทษดีกว่า”
“พี่จะทำอะไร?ไถ่โทษในการล่วงเกินอธิปไตยของผม” นัทถาม
ก่อนเดินเข้ามาใกล้อีกจนเราหายใจรดกัน
“พี่เป็ผู้ชายคนแรกของผมด้วยหลักฐานพี่ก็เห็นโทนโท่”
“ใครต่างก็ต้องผ่านครั้งแรกมาด้วยกันทั้งนั้นถึงจะรู้สึกผิดที่ขืนใจ แต่พี่ก็ดีใจนะที่ได้เป็คนแรกของเรา”
ผมบอกนัทไปตามตรง
ก่อนจะเอี้ยวตัวผูกตะกรุดคล้องเอวให้
“ไหนว่ามาซิเราไปแอบชอบใคร ถึงต้องมาขโมยของขลังนี่”
ยังไม่มีคำตอบจากนัทผมหมุนเอวเพื่อที่จะสำรวจสาย ก่อนจะพลิกตัวตรง หันหาผูกเชือกปม
“เลือกของแม่นซะด้วยนะรู้หรือเปล่า ว่าตะกรุดนี้ บรรจุผงว่านเสน่ห์รุนแรง มากถึงห้าสิบสี่ชนิด”
“พี่บอกผมไปแล้ว”
“แล้วพี่บอกไปหรือยังว่ามีอะไรบ้าง”
“พี่บอกแต่จำนวน”
“งั้นอยากฟังไหม”
“ไม่อยาก”
“แต่พี่อยากบอกเพราะมันเป็ของที่จะอยู่กับนัทแล้ว นัทควรรู้จักมัน” ผมยืนยันหนักแน่น
เวลาให้อะไรใครเราควรสาธยายไปทั้งหมด ว่าเพราะอะไร เขาจะรู้ถึงใจคนให้ว่าตั้งใจแค่ไหน
ผมขืนใจน้องเขา ผมรู้สึกผิดจริงๆ
"รู้หรือเปล่า? เครื่องรางของขลังแบบนี้ก่อนใช้ต้องเอ่ยคำอาราธนาและคาถา โดยเฉพาะ"
มันส่ายหัว
"นึกแล้ว... ก่อนคาดตะกรุดให้จับตะกรุดพนมไว้ในมือสวด นโมฯปฯ สัมมาสัมพุทธัสสะ สามจบ”
มันอึ้ง ก่อนตอบ "ผมทำไม่เป็ ผมไม่รู้บทสวดสักนิด"
"พี่ก็จะบอกเราอยู่นี่ไง"ผมจ้องมัน ั์ตามีแต่ความหวังดี มันซะอีกที่ทำเหมือนไม่สนใจ
“บอกแล้วก็หัดท่องจำไว้อาจจำไม่ได้ในคราวเดียวหรอก ค่อยมาถามพี่ก็ได้ รับรองนะ เอาไปบูชา สวดคาถาคนที่น้องรัก น้องชอบ ก็จะหันมารักมาหลง จนโงหัวไม่ขึ้นเลยล่ะ”
“ผมไม่เชื่อเื่พวกนี้เท่าไหร่”
“จริงอ๊ะ??” ผมร้องแหย่
ไม่ต้องวัดด้วยสายตาแต่วัดด้วยการกระทำ ผมก็จับพิรุธได้
“ถ้าไม่เชื่อในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์น้องจะเอาตะกรุดมาส่องดูทำไมั้แ่แรกวะ”
น้องนัทจำนนด้วยหลักฐาน
ผมกลัวน้องเสียหน้า เลยตัดบท! “อะฟังไว้ไม่เสียหาย บทกล่าวคำอาราธนามีว่า...."
ท่าทีมันตั้งใจฟัง ก่อนท่องยังร้องขอเวลาประเดี๋ยว เพื่อที่จะไปเอาโทรศัพท์มาอัดเสียงผมไว้
"พุทธัง อาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง พุทธัง ประสิทธิเม ธัมมัง ประสิทธิเม สังฆังประสิทธิเม สัพพะสิทธิภะวันตุเม พุทธัง รักษา ธัมมัง รักษา สังฆัง รักษาเทวะ รักษาอินทะ รักษา พรหมะรักษา มารดา รักษาบิดา รักษา ครูอาจาริยะ รักษารักษาด้วยนะโมพุทธายะ"
"จับตะกรุดคาดเอวก่อนจะมัดสายให้กลั้นใจว่าคาถานี้"
“อิมัง อังคะพันธะนังอธิฐามิ”
"ไปพร้อม ๆกับผูกสายตะกรุดให้เป็เงื่อนพิรอดห้ามมัดเป็เงื่อนอื่นโดยเฉพาะเงื่อนตายเด็ดขาด"
“ทำไมล่ะ”
“เอาเคล็ดว่ารอดยังไงล่ะ”
“และเมื่อจะปลดสายตะกรุดให้ว่าคาถานี้นะ”
“อิมัง คลายพันธะนัง อธิฐามิ พร้อมๆกับคลายเงื่อนตะกรุดให้หลุดจากกัน”
จบบทสวด มันก็ปิดอัดเสียง“วันนี้เรียนสายเวทย์ แค่นี้ก่อนนะครับ พอแล้ว มากไปผมรับไม่ไหว”
“นี่ยังไม่ได้ครึ่งเลยนะถ้าคิดจะเล่นของก็ต้องรู้อาคมด้วย”
“ไม่ต้องรู้ทั้งหมดหรอกอีกอย่างผมง่วงแล้วด้วย” มันเดินไปที่เตียง
“แต่พี่ยังไม่ง่วงนี่นา เรามาคุยกันเื่อื่นก่อนก็ได้ไม่เจอหน้ากันมาหลายปี อยากจะมองให้หายคิดถึง” ผมเดินตามไปบอกมัน
ก่อนจะสะดุดพรมหนาฟูที่อยู่ปลายเตียงฉุดเราทั้งสองล้มฟุบไปบนที่นอน
เราทั้งสองจ้องตากัน
“ฮ่าๆๆ ได้ท่า พอดี”
มันดีดตัวลุกขึ้น “พี่้าอะไรกันแน่ ถ้าเกิดจะทำดี เพื่อให้ยกโทษให้บอกเลยนะว่าไม่ใช่เร็วๆ นี้”
“แต่ก็ใช่ว่าไม่มีทาง”
“พี่ขืนใจผมนะทำให้ผมสูญเสียอธิปไตยไปหมาดๆ แล้วจะมาให้ผมทำเป็ลืม แล้วให้อภัยง่ายๆ ได้ยังไงมันยังไม่ข้ามคืนเลย”
“เดี๋ยวนะ … ขืนใจงั้นเหรอ”
“พี่นึกย้อนไป ตอนนั้นนัทก็มีอารมณ์ไม่น้อยสังเกตจากที่งูเขียวธรรมดากลายเป็งูหลามได้”
“เฮ้ย….” มันร้องทักด้วยความเขิน
“แสดงว่านัทก็้าเหมือนกัน ฉะนั้นพี่ว่า… ไม่ได้ขืนใจเรา”
“พี่เมฆ”
นัทโกรธกัดฟัน จนกรามแน่น ผมเห็นแล้วยิ่งมีอารมณ์
“แต่ก็ช่างเถอะไม่ต้องรีบหายโกรธก็ได้ เพราะดูท่าว่าสองสามวันนี้เรายังได้อยู่ด้วยกันอีกหลายชั่วโมง”
ผมดีใจที่เราสองคนจะได้ย้อนวันวาน
“ไหนบอกพี่หน่อยสิว่านายรักใคร นายถึงอยากได้เครื่องรางชิ้นนี้”
มันหลบสายตาผม พลิกตัวไปนอนอีกด้าน
ผมพลิกตัว ข้ามร่างมันไปยังฝั่งที่หลบ
มันถอนหายใจก่อนตอบ “พี่ไม่รู้จริงๆ เหรอ?”
แล้วมันก็พลิกตัวนอนหงายเอามือประสานท้ายทอย แหงนหน้าไปมองฝ้า ปล่อยให้ผมมองมันอยู่ฝ่ายเดียว
“จำไม่ได้หรือไง?สิบปีที่แล้ว พี่ทำอะไรกับผมไว้บ้าง”