คุณชายจางเอ่อร์กับองค์หญิงสวินได้รับพระราชทานอนุญาตจากจ้าวอ๋องให้ออกไปเที่ยวนอกวัง ทั้งยังส่งองครักษ์และนางกำนัลจำนวนหนึ่งคอยรับใช้คุ้มกันข้างกาย
ออกเดินทางนอกวังครั้งนี้ ทุกคนล้วนแต่งกายปลอมตัวเป็สามัญชน จ้าวเสวี่ยสวินตื่นเต้นเป็อย่างยิ่งประหนึ่งม้าป่าหลุดออกจากบังเหียน
จางเอ่อร์สงสัยว่านางเป็คนต้นคิดอยากออกนอกวัง เนื่องจากของกระจุกกระจิกชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลากสีสันเ่าั้ล้วนดึงดูดความสนใจเสวี่ยสวิน
ช่างปั้นน้ำตาลเพียงขยับมือบีบ น้ำตาลเหนียวอ่อนเ่าั้ก็พลิ้วไหวเหมือนมีชีวิต หน้ากากตามแผงบนท้องถนนเ่าั้ก็ดูน่าสนใจกว่าหน้ากากที่พวกนักแสดงในวังสวมเป็อย่างมาก
จ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์แยกกันซื้อขนมน้ำตาลปั้นคนละไม้ จากนั้นก็มายืนจ้องตาเป็ประกายอยู่หน้าแผงขายหน้ากาก
นางยังจงใจเลือกหน้ากากหัวสิงโตสวมลงบนใบหน้าของญาติผู้พี่ ส่วนตนสวมหน้ากากรูปเสือ ก่อนจะหัวเราะขบขัน
จางเอ่อร์เองก็คิดว่าตลกดี “เ้าไม่เคยเล่นของพวกนี้เลยหรือ”
ดวงตาสุกใสของเสวี่ยสวินกะพริบปริบ กล่าวคำด้วยเสียงจนใจ “เสวี่ยสวินใช้ชีวิตอยู่ในวังั้แ่เด็ก ไม่ได้รับอิสระ น้อยนักจะได้เห็นความครึกครื้นของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นวันนี้ข้าจะต้องชดเชยสิ่งที่ขาดหายในอดีตกลับมา!”
ครั้นฟังคำพูดของเสวี่ยสวิน จู่ๆ จางเอ่อร์ก็ตระหนักขึ้นได้ ชีวิตในวังอ๋องใช่ว่าจะสวยงามเหมือนในจินตนาการ วังหลวงเป็สถานที่แห่งความขัดแย้งแก่งแย่งชิงดีเสมอมา ไม่รู้่ชิงความสุขของคนในราชวงศ์ไปมากเพียงใดแล้ว
ขณะมองดูรอยยิ้มสดใสไร้เดียงสาในเวลานี้ของนาง จางเอ่อร์ก็แอบตั้งปฏิญาณเงียบๆ ในใจ เขาจะต้องปกป้องรอยยิ้มนี้ไว้ให้ได้!
ทั้งคู่พลันเห็นร้านเล็กๆ ข้างทางมีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ สีหน้าดูสงบเรียบนิ่ง ทว่าแววตาดั่งเพลิงลุกไหม้ ผู้คนที่เดินออกมาจากร้านล้วนพากันวิจารณ์ “นี่เป็เทพเซียนที่มีชีวิตอยู่ชัดๆ แม่นเกินไปแล้ว!”
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ก็เห็นว่าหน้าร้านแขวนป้ายไม้ด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า ‘ไขความลับ์’
จ้าวเสวี่ยสวินคิดว่าน่าสนใจดี ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงก้าวเข้าไปถาม “ท่านผู้เฒ่า ช่วยทำนายให้ข้าด้วยได้หรือไม่”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์พลันเข้ามาขวางเบื้องหน้าเสวี่ยสวินทันที ทำเอานางสะดุ้งใ “คุณหนู ดวงชะตานี้มิใช่สิ่งที่จะทำนายทายทักกันสุ่มสี่สุ่มห้าได้ ท่านเป็หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ คำนวณชะตาเผยความลับ์เกรงว่าจะไม่เหมาะนะเ้าคะ”
มิคาดว่าจู่ๆ ชายชราผู้นั้นกลับแค่นหัวเราะเ็า “มนุษย์ไร้แบ่งแยกสูงต่ำ ทุกสรรพสิ่งย่อมมีชะตากรรม! แม่นางปล่อยใจให้สบายเถอะ”
เสวี่ยสวินนั่งลงด้วยความยินดี ใบหน้าคลี่ยิ้มนุ่มนวล “ผู้เฒ่าท่านนี้กล่าวถูกต้อง ท่านช่วยทำนายให้ข้าหน่อย ข้าอยากดูว่าแม่นหรือไม่”
หมอดูผู้เฒ่าพิศมองจ้าวเสวี่ยสวินอยู่นานปานครึ่งค่อนวัน แรกเริ่มหัวคิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อยๆ คลายออก พยักหน้ากล่าวคำ “ชีวิตนี้เ้าจะได้พบบุรุษสองคน ถ้าเลือกคนแรก ชีวิตเ้าจะราบรื่นทุกอย่าง แต่จุดจบกลับน่าเวทนาเศร้าหมอง หากเลือกคนที่สอง เ้าต้องทุกข์ทรมานนับพันครั้ง แต่จะลงเอยด้วยสุขสันต์”
ครั้นจางเอ่อร์ได้ยินเช่นนั้น แววตาที่เคยสงบนิ่งเยือกเย็นพลันฉายรังสีต่างจากเดิม พูดขึ้นอย่างร้อนใจ “ท่านพูดเช่นนี้ มิใช่เท่ากับว่าอย่างไรน้องหญิงของข้าต้องมีชีวิตไม่ราบรื่น คำพูดของหมอดูลวงโลกเชื่อถือได้ที่ไหนกัน!”
เสวี่ยสวินกลับเอ่ยคำด้วยรอยยิ้ม “พี่ชายมิต้องขุ่นเคืองไป ข้าไม่เชื่อเื่โชคชะตาอยู่แล้ว ข้าเชื่อเพียงว่าชะตาชีวิตของตัวเรา อยู่ที่เราเป็คนกำหนด!”
จางเอ่อร์มองเห็นความสงบนิ่งและมั่นใจในท่าทีถ้อยวาจาของนาง อดไม่ได้ที่จะชื่นชมน้องหญิงมากขึ้นอีกส่วน
….
พวกเขาเที่ยวเล่นไปแทบทุกที่ในเมืองซิ่นตูอันกว้างใหญ่ เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เห็นองค์หญิงยังคิดจะเข้าไปขอซื้อม้าจากพ่อค้าต่างแดนมาขี่เล่น จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที “คุณหนู คุณชาย ยามนี้เวลาล่วงเลยมามากแล้ว เราควรกลับกันได้แล้วนะเ้าคะ”
เสวี่ยสวินมองดูเด็กน้อยที่ยังคงเล่นสนุกอย่างมีอิสระบนถนน ก่อนทอดสายตามองดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า มุ่ยปากเล็กน้อย ได้แต่เอ่ยคำอย่างจำใจ “ก็ได้ ข้ากับญาติผู้พี่จะซื้อของอีกนิดหน่อยแล้วค่อยกลับกัน”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ได้ยินแล้วดีใจเป็อย่างยิ่ง ยากนักที่องค์หญิงจะน่ารักเชื่อฟังเช่นนี้ ในที่สุดก็ทำให้ตนเบาใจได้แล้ว
จางเอ่อร์กลับแอบััได้ถึงแววตาของนางตอนมองเด็กน้อยเ่าั้ เื่ราวคงมิง่ายดายเหมือนที่คิดแน่ ยายหนูน้อยคนนี้เฉลียวฉลาด เ้าความคิดมากแผนการ ไม่แน่ว่าอาจกำลังคำนวณวางแผนอะไรอยู่ก็เป็ได้...
ต่อมาหลังจากนั้น จ้าวเสวี่ยสวินซื้อข้าวของมากมายจริงดังพูด ั้แ่ขนมของกินเล่นนานาชนิด ไปจนถึงผ้าเป็พับๆ ให้นางกำนัลกับองครักษ์ยกไปหีบแล้วหีบเล่า
จางเอ่อร์อดไม่ได้ที่จะสงสัยเหลือประมาณ เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “น้องหญิง เ้าซื้อของมากเช่นนี้ไปทำไมกัน”
ั์ตาใสกระจ่างของเสวี่ยสวินช้อนขึ้นมอง กล่าวคำด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ “แน่นอนว่ามอบให้คน...”
“หา” ทุกคนไม่ทันได้สติตอบสนองก็เห็นนางไปซื้อม้าชั้นดีอีกสองตัวมาเรียบร้อยแล้ว ในมือเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์เต็มไปด้วยข้าวของ ห้ามองค์หญิงผู้นี้ไว้ไม่ทันจริงๆ
เสวี่ยสวินขึ้นขี่บนหลังอาชาสีดำตัวหนึ่งอย่างชำนาญคุ้นเคย หัวเราะคิกคักพร้อมพูดกับจางเอ่อร์ “พี่ชาย เรามาแข่งขี่ม้ากันเถอะ ยากนักที่จะมีอิสระ สู้มาสลัดพวกเขาทิ้งกันดีกว่า!”
พูดจบนางก็ลูบแผงคอม้าเบาๆ กระตุกบังเหียนควบอาชาวิ่งออกไปไกล
จางเอ่อร์รับรู้ถึงความเฉลียวฉลาดเกินคนของญาติผู้น้องรายนี้อีกหน ถอนหายใจหนึ่งเสียง ก่อนรีบควบม้าไล่ตาม
นางกำนัลกับองครักษ์ข้างหลังชุลมุนวุ่นวายกันแล้วอย่างแท้จริง เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ร้อนใจมากเพียงใดก็ทำได้แค่ถลึงตาร้องเรียก “คุณหนู แล้วของในมือบ่าวพวกนี้เล่าเ้าคะ จะให้ทำเช่นไร”
“มอบให้เด็กพวกนั้นทั้งหมดเถอะ!”
…