หวังเหมี่ยนใช้มือยันพนักพิงตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทว่าในวินาทีที่บานประตูเปิดออกร่างกายของเขากลับดูเหมือนถูกกดปุ่มหยุดนิ่งกะทันหันจนแข็งค้างอยู่ท่าเดิม
จี้เยี่ยนจื๋อเองก็ไร้ซึ่งการตอบสนองเช่นกันเขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ก้าวเข้าไปและไม่พูดอะไรออกมาราวกับว่าเบื้องหลังประตูบานนี้คือถ้ำลึกที่มีอสูรร้ายหลับใหลอยู่ก็ไม่ปาน
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ในบรรดาคนทั้งหมดมีเพียงเลี่ยวข่ายคนเดียวที่ไม่เข้าใจสถานการณ์เขามองปฏิกิริยาของทั้งคู่ด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่กล้าขยับตัวทำได้เพียงชะเง้อคอพยายามมองลอดเข้าไปข้างใน
เอ๊ะ...ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกนี่นา มันก็แค่ตู้สีดำที่วางเรียงต่อกันหลายๆ แถวนอกจากของข้างในที่ส่งแสงสีฟ้าเรืองรองออกมาตลอดเวลาแล้ว อย่างอื่นก็...
ปังงง!เสียงกัมปนาทที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาเลี่ยวข่ายสะดุ้งสุดตัว
เห็นเพียงหวังเหมี่ยนที่ดีดตัวลุกขึ้นราวกับสปริงที่หลุดออกจากแรงกดทับแรงจนกระแทกเก้าอี้ด้านหลังจนล้มคว่ำ ก่อนจะพุ่งตัวเบียดเขาเข้าไปข้างในทันที
“บ้าเอ๊ย...”
เมื่อหวังเหมี่ยนเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจนดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เขามองกวาดไปรอบตัวแล้วชะงักกึกก่อนจะโผเข้าไปเกาะตู้ใบหนึ่ง
“แม่เจ้า... คุณพระช่วย...” สองมือของเขาอยากจะสัมผัสทว่าก็ไม่กล้าได้แต่ขยับมือกำๆ แบๆ ไปมาในอากาศอย่างกล้าๆ กลัวๆ
เขาอุทานซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นหลายนาทีก่อนจะหันไปจ้องมองข้อมูลบนหน้าจอเหนือเคาน์เตอร์ ดูไปพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆท่าทางเหมือนปลาที่ขาดน้ำไม่มีผิด
เลี่ยวข่ายงงงวยโดยสมบูรณ์ปกติชายคนนี้ก็ดูเป็นผู้เป็นคนดีแต่ทำไมพอเข้ามาที่นี่กลับดูเหมือนคนเสียสติที่เดี๋ยวตกใจเดี๋ยวโวยวายแบบนี้ล่ะ?
“อย่าแตะมัน”
ในตอนที่หวังเหมี่ยนรวบรวมความกล้าเตรียมจะขยับทำอะไรบางอย่างจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุดน้ำเสียงของเขาแหบพร่าราวกับคนที่ไม่ได้พูดมาเป็นเวลานาน
เขาก้าวเข้าไปทว่าหวังเหมี่ยนกลับมีท่าทีโกรธขึ้งและร้อนรนขึ้นมาทันควัน“ประธานจี้ คุณ... คุณบ้าไปแล้วเหรอครับ?!”
เขาตื่นเต้นจนเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่นมือที่ชี้ไปมาสั่นระริกด้วยความโมโห “ขะ...ของแบบนี้คุณเอามาไว้ในบ้านเนี่ยนะ ถ้าหายขึ้นมาจะทำยังไงแล้วถ้าถูกคนทำให้เสียหายล่ะ ต่อให้แค่ถลอกหรือกระแทกนิดเดียวมันก็คือความสูญเสียมูลค่ามหาศาล!”
“ผมรู้” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อราบเรียบทว่าเลี่ยวข่ายดูออกว่าอารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ได้สงบนิ่งเลยแม้แต่นิดเดียว
“คุณรู้อะไรของคุณ!”
หวังเหมี่ยนทนไม่ได้ที่สุดเมื่อเห็นคนเอาของล้ำค่ามาทิ้งขว้างแบบนี้ตอนนี้เขาแทบจะเสียสติจนด่ากราดได้ไม่เว้นแม้แต่จี้เยี่ยนจื๋อ“นี่มันซูเปอร์คอมพิวเตอร์นะ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์!!คุณฝันอยู่หรือตื่นกันแน่หรือว่าตอนนี้กลุ่มบริษัทซื่อลี่ของเรามั่งคั่งล้นฟ้าจนเอาของแบบนี้มาวางทิ้งให้ฝุ่นจับในห้องแคบๆแบบนี้ได้แล้ว คุณอยากจะให้ผมอกแตกตายใช่ไหม?!”
ต่อให้ตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อจะมีสักสามปากก็คงไม่อาจหาคำมาอธิบายได้อีกเขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสั่งเลี่ยวข่ายว่า “พาเขาออกไปก่อน”
เลี่ยวข่ายรีบก้าวเข้าไปทั้งลากทั้งอุ้มหวังเหมี่ยนออกไปข้างนอก
“ปล่อยฉัน!” หวังเหมี่ยนแผดเสียงหลงจนได้ยินไปถึงตึกตะวันตก“ขอฉันดูอีกที... ขอแค่อีกนิดเดียว...”
เมื่อบานประตูปิดลงภายในห้องก็เหลือเพียงจี้เยี่ยนจื๋อคนเดียว
เดิมทีห้องนี้เคยเป็นห้องจัดแสดงดนตรีหลังจากแม่ของเขาจากไปก็ไม่มีใครใช้งานมันอีก ต่อมาจี้ซื่อเจ๋อสั่งให้รื้อเวทีออกเมื่อมันไม่ได้ถูกใช้สอยอะไรจึงถูกปล่อยร้างให้ว่างเปล่ามาตลอด
จี้เยี่ยนจื๋อมองไปยังตู้เครื่องจักรหลายใบตรงหน้าแล้วเลื่อนสายตาไปที่โมเดลเมดูซ่าบนหน้าจอที่กำลังเรนเดอร์ค้างอยู่ในโปรแกรม C4D[1] รูม่านตาของเขาหดเกร็ง ร่างกายสั่นสะท้านพร้อมกำหมัดแน่น
นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่นี่หัวใจของเขาก็เต้นระรัวอย่างรุนแรงพัดพาเอาอารมณ์ซับซ้อนที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตให้โหมกระหน่ำ
ทั้งหมดนี้...เป็นฝีมือของจี้ทิง
จี้เยี่ยนจื๋อย้ำเตือนกับตัวเองในใจเพื่อยืนยันความจริงทว่าเมื่อพูดจบเขากลับก้มหน้าลงและหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
นั่นเพราะความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือความภาคภูมิใจและโล่งอก...โล่งอกที่คนที่ผลักประตูบานนี้เข้ามาคือเขาและคนที่ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของจี้ทิงก็คือเขาเช่นกัน
เพราะถ้าคนที่มายืนตรงนี้ในวันนี้คือจี้ซื่อเจ๋อ...
เพียงแค่จินตนาการเขาก็รู้สึกได้ถึงอาการขมับเต้นตุบๆ ราวกับมีบางส่วนในร่างกายถูกบีบคั้นจนเจ็บปวด
ถ้าเป็นจี้ซื่อเจ๋อชีวิตที่เหลือของจี้ทิงคงหนีไม่พ้นการถูกรีดไถผลประโยชน์ไม่จบสิ้นเขาจะถูกคนคนนั้นกำไว้ในอุ้งมืออย่างแน่นหนาจนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะเหือดแห้งไป
มิน่าล่ะถึงได้อยากหนีนัก...
จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นเขาเขาก็จะไม่มีวันยอมอยู่ในบ้านที่เน่าเฟะแห่งนี้เช่นกัน
ในช่วงเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่นาที เขาขบคิดหลายสิ่งหลายอย่างจนแตกแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องส่งจี้ทิงออกไปจากที่นี่เสียก่อน
เมื่อจากห้องเกมจี้เยี่ยนจื๋อเดินออกไปหาคนอีกสองคนที่เหลือ
“เลี่ยวข่าย ไปตามหาทุกคนที่เห็นหวังเหมี่ยนเมื่อกี้หาทางปิดปากพวกนั้นให้สนิท”
“ครับ”
หลังจากเลี่ยวข่ายออกไปจี้เยี่ยนจื๋อก็นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม
“หวังเหมี่ยน เรื่องในวันนี้ห้ามคุณบอกใครเด็ดขาดแม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
แม้ปกติจี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นคนเย็นชาอยู่แล้วแต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่หวังเหมี่ยนได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดและจริงจังขนาดนี้
“เป็นเพราะเจ้าของซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเหรอครับ?” เขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆแม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันของจี้เยี่ยนจื๋อก็ยังต้องเอ่ยถาม “เขาเป็นใครกันแน่คนใน... ครอบครัวคุณเหรอ?”
พูดจบสมองของหวังเหมี่ยนก็เริ่มใช้ระบบการคัดออกโดยอัตโนมัติแต่พอนึกถึงบางสิ่งได้ เขาก็สะดุ้งสุดตัว “พระเจ้า...คงไม่ใช่จี้ทิงหรอกนะ?”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันฉายแววดุดันความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตามาดร้าย
หวังเหมี่ยนลอบกลืนน้ำลายหัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัว
“ผม... ผมรับรองว่าจะไม่พูด ไม่พูดเด็ดขาดครับ!” เขาชูนิ้วขึ้นมาสาบานแต่พอนึกได้ว่าคำสาบานคงใช้ไม่ได้ผลกับจี้เยี่ยนจื๋อ จึงทำหน้ามุ่ย “โธ่ เอาอย่างนี้ไหมล่ะ คุณให้ผมเซ็นสัญญาไม่เปิดเผยความลับซะถ้าผมหลุดปากไปแม้แต่คำเดียว คุณก็ทำให้ผมล้มละลายจนสิ้นเนื้อประดาตัวไปได้เลย”
หวังเหมี่ยนคือคนของเขาจี้เยี่ยนจื๋อย่อมมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาคงไม่เรียกอีกฝ่ายมาเปิดประตูบานนั้นแน่
“ถ้าเรื่องนี้มีคนที่สี่รู้เข้าผมรับรองว่าจุดจบของคุณจะไม่ใช่แค่สิ้นเนื้อประดาตัวแน่” เขาเน้นย้ำทีละคำน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับก้อนน้ำแข็งพันปี
หวังเหมี่ยนนึกถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ออกเขาจึงยืดตัวตรงนั่งอย่างสำรวม “ผมเข้าใจครับ คะ...คุณวางใจได้แน่นอน”
จี้เยี่ยนจื๋อละสายตาจากเขาทว่าหวังเหมี่ยนกลับทนไม่ไหวพึมพำลองหยั่งเชิงออกมาอีกครั้ง“แล้วแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งเครื่องนั้น...”
“เขาก็เป็นคนทำเหมือนกัน”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาที่รู้ตัวช้าเกินไปคนที่ปั่นหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังตั้งชื่อว่าแทสเมเนียนนอกจากจี้ทิงแล้วจะเป็นใครไปได้อีก
“สวรรค์... ถ้าผมจำไม่ผิด จี้ทิงเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะเองไม่ใช่เหรอ”หวังเหมี่ยนเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคำว่า 'มองขึ้นไปไม่เห็นยอดเขา'ก็วันนี้เอง
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังยากจะเชื่อจึงทำหน้ายุ่งพลางเอ่ย “คุณแน่ใจเหรอว่าเป็นเขาทำไมผมรู้สึกว่าจี้ทิงหน้าตาไม่เหมือนพวกคนฉลาดเลยล่ะ?”
คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันด้วยความเย็นชาอยู่ๆ เขาก็อยากจะพิสูจน์บางอย่างขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล“เขาเคยไปตรวจที่แผนกอายุรกรรมประสาทมาแล้วหมอบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะขั้นสุดยอด”
หวังเหมี่ยนเลิกคิ้ว“สุดยอดแค่ไหนครับ?”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่งในตอนที่หวังเหมี่ยนคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อคงไม่ยอมบอก อีกฝ่ายก็พลันปริปากออกมา
“ระดับสติปัญญาของคนทั่วไปอยู่ตรงนี้” ราวกับภาพเหตุการณ์ในวันนั้นย้อนกลับมาจี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปที่ระดับเอวของตนเอง
“ระดับดอกเตอร์จาก MIT [2] อย่างคุณน่ะ อยู่ตรงนี้”ครั้งนี้เขาชี้ไปที่ขมับ
สุดท้ายนิ้วเรียวยาวของจี้เยี่ยนจื๋อก็ชี้เฉียงขึ้นไปบนเพดาน ก่อนจะเอ่ยสั้นๆ ทว่าชัดเจน“จี้ทิง”
หวังเหมี่ยนเงยหน้ามองตามไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงครุ่นคิด “เพดานสินะ... เฮ้อถ้าอย่างนั้นช่องว่างพรสวรรค์ที่มีมาแต่เกิดนี่มันก็ไม่ได้ต่างกันแค่ระดับ...”
“มันคือระดับที่คุณมองออกไปนอกหน้าต่างบานนี้แล้วเห็นก้อนเมฆที่อยู่สูงที่สุดบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าต่างหาก”
จี้เยี่ยนจื๋อกระตุกยิ้มที่มุมปากในดวงตาคมลึกดุจน้ำหมึกคู่นั้น บัดนี้กลับทอประกายระยิบระยับราวกับสะใจเป็นอย่างยิ่งพาดผ่านออกมา
เชิงอรรถ
[1]โปรแกรม C4D (Cinema 4D) คือซอฟต์แวร์สำหรับการสร้างแบบจำลอง3 มิติ กราฟิกเคลื่อนไหว การวาดภาพประกอบ และการเรนเดอร์พัฒนาโดยบริษัท Maxon จากประเทศเยอรมนี
[2]MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเคมบริดจ์รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา