แสงอ่อนของดวงอาทิตย์คลี่คลุมขอบฟ้า หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือถนนหินเก่า เสียงล้อรถม้าครูดบดไปตามร่องทางดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ภายในรถม้าไม่ใหญ่โตมีชายในชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับจางฟานอวี้ที่สวมใส่สีขาว จะมีสิ่งที่ทำให้รู้ว่ามาด้วยกันกับองค์ชายสามคือผ้าคาดเอวที่สีและลวดลายเดียวกันกับอาภรณ์ของเขา
องครักษ์จางตงฟูคงซื้อหามาเพียงชุดคู่ แต่เหตุใดจึงจัดมาให้สวมใส่คู่กันทุกครั้งก็สุดแล้วแต่นางจะหาคำตอบ มิใช่ว่าองครักษ์จางไม่ไว้ใจตัวนางหรอกหรือ เื่นี้แปลกประหลาดนักในความคิดของฟานอวี้
ทว่าสำหรับจางตงฟูการล้อเลียนศิษย์พี่สำคัญกว่าการทำมึนตึงกับสตรีที่อาจจะไม่ได้เป็นกต่ออย่างที่เข้าใจ
ผู้คนเริ่มบางตาลงแล้ว เสียงล้อบนไปกับถนนหินดังขึ้นต่อเนื่องแต่จังหวะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป เป็สัญญาณว่าไม่นานนักพื้นถนนคงขรุขระนั่งลำบากขึ้นเป็แน่
“ตกลงเราไปที่ใดกันหรือเพคะ ไปค่ายทหารเลยหรือไม่ หม่อมฉันต้องเตรียมของมากอยู่ เกรงว่าจะช้าเกินไป” จางฟานอวี้หันไปถามโจวหลงเฉิงที่กล่าวเพียงว่าจะออกเดินทาง แต่จุดหมายเป็ที่ใดกลับไม่ยอมเปิดเผย
“ยังกลับไปค่ายทหารไม่ได้ ข้าโป้ปดว่าาเ็ จะให้หายเร็วถึงเพียงนั้นได้อย่างไร” หลงเฉิงตอบปัดรำคาญ
“แต่ก็แปลกองค์ชายาเ็ ไม่ส่งหมอหลวงมารุมรักษา ฮ่องเต้ไม่โปรดองค์ชายสามหรือ”
“หากมิใช่เพราะเช้านี้เปิ่นหวางอารมณ์ผ่องใส หัวเ้าไม่อยู่บนบ่าแน่” หลงเฉิงมองผ่านเลยฟานอวี้ไปโดยไม่แยแส เมื่อคืนมีสารส่งมาถึงเขาว่าเหยี่ยวเผือกเลี้ยงที่หลุดไปมีผู้ตามหาพบแล้ว เช้านี้อารมณ์ขององค์ชายสามจึงมีแต่เมตตาและความสุขเอ่อล้นออกมา
“เหอะ ไม่ถูกหรือเพคะ หม่อมฉันสงสัยบ้างไม่ได้หรือ”
“ย่อมมีการส่งคนมา แต่หากข้าไม่้าให้ผู้ใดพบตัว ก็ไม่อาจหาพบได้โดยง่าย” โจวหลงเฉิงยอมออกปากอธิบายโดยไม่มีคำจิกกัด
“หากได้พบเหยี่ยวของพระองค์ หม่อมฉันคงจะต้องไปคำนับเสียสามเวลา เหตุที่ทำให้องค์ชายปากคอร้ายกาจละเว้นการว่ากระทบได้หนึ่งครั้งเชียว”
“เหยี่ยวเผือกของเปิ่นหวางก็สูงค่าสมควรให้คนบูชาจริงๆ” คนที่หาสัตว์เลี้ยงเจอยิ้มด้วยความปีติ มือใหญ่นั้นยังซุกซนมือบีบแก้มของฟานอวี้เล่นแก้ความมันเขี้ยวอีกด้วย “เหมยลี่ของข้าคิดถึงเหลือเกิน”
“โอ๊ย! องค์ชาย เอาไว้ไปบีบเหมยลี่สิเพคะ หม่อมฉันคือฟานอวี้ แม่นางนกต่อแต่มิได้เป็นก”
“รู้แล้วหน่า เหมยลี่ของข้าสวยงามสมชื่อ มิได้เหมือนเ้าที่เดี๋ยวก็งามเดี๋ยวก็กระเซิง” หลงเฉิงที่หยอกเย้าจบก็ชี้ให้ฟานอวี้ดูทิวทัศน์ด้านนอก
จางฟานอวี้ที่คราแรกจะเถียงกลับ แต่เมื่อมองตามมือของหลงเฉิงก็พบเห็นว่าทิวทัศน์เป็ูเาใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยดอกไม้ที่ชมพูอ่อนทั้งลูก โดดเด่นออกมาจากูเาทั่วไปที่จะมิใช่ต้นดอกไม้เช่นนี้ สตรีที่ชมชอบของสวยงามเป็ทุนเดิมดวงตาเปล่งประกายสุกสว่าง
“ูเาทั้งลูกเป็ดอกไม้ได้อย่างไรเพคะ” แพขนตาของฟานอวี้กะพริบถี่ เหตุใดชาติก่อนนางใช่ชีวิตมาถึงสิบปีจึงไม่เคยเห็นว่ามีที่สวยงามดั่งภาพฝันเช่นนี้อยู่
“นั่งลงให้ดี ข้าจะเล่าให้ฟัง” องค์ชายสามดึงตัวฟานอวี้ให้นั่งลงบนเบาะดีๆ เพราะความตื่นเต้นทำให้นางโผล่หน้าออกไปดู จนก้นไม่ติดเบาะ หากเป็ผู้อื่นเขาคงปล่อยปละ แต่แม่นางผู้นี้เดี๋ยวล้มเดี๋ยวหงาย หากไม่ดูไว้ให้ดี คงได้หลุดออกจากรถม้าต้องออกปากตามหมอกันวุ่นวายให้ทั่วแน่
“แต่..”
“ไม่มีแต่ เปิดม่านนั่งมองจากด้านในก็เห็น”
จางฟานอวี้พยักหน้ารับ แต่สีหน้าหรือก็เห็นชัดว่ากำลังกลั้นใจไม่ให้โกรธเคือง หลงเฉิงถอนหายใจออกมาคำโต “หากทำตัวดีจะให้แวะพักกินอาหารที่ริมเขาอีกฝั่ง”
“จริงนะเพคะ” ฟานอวี้ปรบมือด้วยความดีใจ
“ข้ารับปาก”
“งั้นเล่าเลยเพคะ หม่อมฉันจะตั้งใจฟัง เล่าจบทดสอบสิบข้อก็ตอบได้สิบข้อ”
โจวหลงเฉิงพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าฟานอวี้ดูจะยิ้มได้ตามปกติก็คลายกังวล เพราะสองคืนที่อยู่ร่วมกันมา ก่อนนางจะหลับสนิทมักจะมีสีหน้าเป็กังวล บาง่ก็ยกแขนขึ้นมาบดบังตนเอง เสมือนว่ากระทำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ส่วนยามใกล้ตื่นก็มักจะละเมอสะอื้นออกมา เขาไม่อาจรู้ได้ว่าแม่นางน้อยผู้นี้พบเจอสิ่งใดมา รู้แต่เพียงว่าคนที่ดูโง่งมเช่นนี้ไม่ควรต้องทุกข์ใจเพราะผู้อื่นเลย
“องค์ชายสามเพคะ…”
“อันใดอีก”
“เื่เล่าของูเานี้ว่าอย่างไรเพคะ” ดวงตาของจางฟานอวี้สบมองด้วยความใคร่รู้
“อ้อ…เขาลูกนี้ตามตำนานปรากฏขึ้นในบันทึกเมื่อสามร้อยปีก่อน แต่เหตุการณ์ในเื่เก่าแก่กว่ามากนัก…”
โจวหลงเฉิงเริ่มเล่าตำนานรักระหว่างเทพบุปผาหนุ่ม และมารจิ้งจอกออกมาอย่างคล่องแคล่ว ด้วยเป็เื่ที่เต๋อเฟยชื่นชอบเป็ที่สุด มักจะเล่าให้เขาฟังก่อนนอนเสมอยามยังเยาว์
มารจิ้งจอกที่บำเพ็ญตบะให้ครบพันปีเพื่อให้ได้อยู่กับชายผู้เป็ที่รัก นางต้องออกฌานสละตนเพื่อช่วยชาวบ้านจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปีที่เก้าร้อยเก้าสิบ
“เหตุใดท่านเทพจึงไม่ช่วยเหลือชาวบ้านแทนเล่าเพคะ”
“เทพหนุ่มถูกเรียกตัวไปจัดการเผ่าอสูร กว่าจะรู้เื่ มารจิ้งจอกก็ไม่สามารถต้านทานน้ำได้แล้ว เขาไม่อาจกลับมารักษาิญญาของนางได้ทันท่วงที เทพบุปผาที่เห็นดวงจิตของคนรักสลายเป็ละอองไปต่อหน้า ใช้พลังทั้งหมดสานต่อความตั้งใจของมารจิ้งจอกสกัดไล่น้ำได้สำเร็จ แต่เมื่อไม่อาจช่วยคนรักได้จึงเกิดธาตุไฟเข้าแทรก ดวงจิตแตกสลายจนละอองจิตเกิดเป็บุปผาปกคลุมูเาเอาไว้ทั้งลูก”
“องค์ชายเื่เศร้าเช่นนี้ทีหลังไม่ต้องเล่านะเพคะ หม่อมฉันไม่กล้าดื่มด่ำกับความงามของมันแล้ว” ฟานอวี้ขมวดคิ้ว พยายามไม่ให้น้ำตาไหล คนรักที่ตายตามเมื่อไร้รัก จะกี่ชาตินางก็คงมิได้พานพบ
“ยังไม่จบเสียหน่อย ชาวบ้านที่เห็นบุญคุณสร้างร่างฟางให้แก่คู่รักเทพมาร สร้างวัดบุปผาให้คนมาทำคุณงามความดีอยู่บนเขา ตามตำนานว่าไว้ว่าปีที่เก้าสิบของการตั้งวัด ร่างฟางทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็ร่างมนุษย์ และหายไปจากูเา ชาวบ้านเชื่อว่าเทพและมารที่รักมั่นหลบหนีไปใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเงียบสงบ นับจากวันนั้นวัดนี้ก็อยู่ต่อมาสองร้อยกว่าปีแล้ว รวมอายุสามร้อยปีเท่าบันทึกรักของเทพบุปผาและมารจิ้งจอกพอดี”
“ในบันทึกยืนยันได้หรือไม่เพคะ ว่าสามร้อยปีก่อนมีน้ำท่วมในแถบนี้” จางฟานอวี้คิดว่าหากมีหลักฐานอย่างบันทึกประวัติศาสตร์ยืนยัน นางคงสุขใจไม่น้อย
“ไว้จะค้นหาให้ ยามนั้นเพิ่งจะก่อตั้งราชวงศ์โจว หลักฐานอาจมีความคลุมเครือบ้าง แต่บางตำนานก็เชื่อว่าเทพและมารที่หายไปเป็บิดามารดาของปฐมกษัตริย์ราชวงศ์โจว เพราะไม่ผูกกับราชวงศ์เก่า เป็เพียงชาวบ้านที่ลุกขึ้นต่อสู้กับทรราช ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจนนัก” สิ้นประโยคนั้น หลงเฉิงก็เคาะให้สัญญาณหยุดรถม้า เพื่อพักให้ม้าดื่มน้ำและให้คนได้กินข้าว
การเดินทางหลังจากนี้เป็เส้นทางที่โจรูเาชุกชุมไม่เหมาะแก่การแวะพักข้างทาง แต่ฟานอวี้ที่เข้าใจว่าหยุดเพื่อตนก็เป็ปลื้ม ดูกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นด้วยใจที่ขอบคุณ ส่วนหลงเฉิงที่จับจุดอ่อนว่าหลอกล่อเช่นนี้ให้ทำตัวเชื่อฟังได้ ก็รีบเก็บงำประกายร้ายกาจในดวงตาทิ้งไปเสียก่อนที่จะถูกจับได้
จางฟานอวี้ใช้มือออกไปรองกลีบบุปผาที่ผสมกันไปหลากหลายชมพูเข้มอ่อนลดหลั่น นางมองโจวหลงเฉิงที่หันไปคุยกับลูกน้อยท่าทีเคร่งขรึมก็คิดกระทำการบางอย่าง มือเล็กเก็บกิ่งไม้ที่มีดอกติดมาด้วยจากที่พื้น สานเป็มงกุฎดอกไม้ แล้วนำดอกไม้มาแซมเพิ่มให้ดูงดงาม ถือกลับไปหาผ้าที่ปูรองให้นั่งกินอาหารกัน
“องค์ชายเพคะ ขอบพระทัยเพคะที่พาหม่อมฉันมาพักในที่งดงามเช่นนี้” จางฟานอวี้สานกิ่งดอกไม้เป็มงกุฎมา นางวางสวมให้โจวหลงเฉิงแทนคำขอบคุณ “องค์ชายดอกไม้ต้องมีมงกุฎด้วยเพคะ”
“แค่ก…อืม” หลงเฉิงที่อยากจะเอาออก เมื่อเห็นสายตาภาคภูมิใจก็คิดว่าใส่สักก้านธูปก็คงไม่เป็อันใด
เพียงแค่ต้องทนสายตาลูกน้องที่มองมาด้วยความรู้สึกหยอกล้อไว้หน่อยก็เท่านั้น เขาคิดว่าตนเองดูน่าเกรงขามไม่น้อย องครักษ์คงไม่หาญกล้าขบขันนานเกินไป
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็บุรุษที่เข้ากับสีชมพูอ่อนเช่นนี้” ฟานอวี้พยักหน้าชื่นชมผลงานตนเอง นางหยิบเนื้อตากแห้งเข้าปากประทังหิว แม้จะแห้งไปบ้าง แต่ระหว่างเดินทาง นางก็เข้าใจว่าต้องเป็เช่นนี้ จากนั้นก็ต้องใเพราะ จู่ๆ องครักษ์ทั้งหลายก็ะเิหัวเราะออกมา
“ขออภัยขอรับ พวกกระหม่อมไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้อีกแล้ว ฮ่าๆๆ”
“พวกเ้า! เป็ศิษย์น้องข้าก็ตัดหัวได้นะ” หลงเฉิงที่ฉุนเฉียว รีบเอามงกุฎดอกไม้ออก ตั้งท่าจะลงโทษคน
“ท่านองครักษ์ทั้งหลายไม่น่ารักเลย เหตุใดหัวเราะเยาะผู้อื่นเล่า หม่อมฉันจัดการเองเพคะ” ฟานอวี้วุ่นวายเก็บกิ่งไม้อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้แจกให้แก่องครักษ์จนครบคน บังคับให้สานตาม นางวุ่นไปกลับเอาดอกไม้มาตกแต่งให้แน่นกว่าขององค์ชายสามแล้วยกยิ้มออกมา
“องค์ชายบอกให้พวกเขาใส่สิเพคะ”
“ใส่ซะห้ามแกล้งทำหาย เมื่อถึงที่หมายเ้าต้องเอามาใส่กันให้ครบหนึ่งชั่วยามด้วย”
“หึ! คนนิสัยไม่ดีต้องเจอเช่นนี้” ฟานอวี้หยิบเอาอันที่ทำเป็ตัวอย่างมาสวมไว้เอง จากนั้นก็ลุกไปยืนรอที่รถม้า ปล่อยให้เล่าองครักษ์กล่าวโทษกันเองว่าเป็ผู้ใดที่ผิดครั้งนี้
“หลังไปถึงที่หมาย เ้าควรเรียกข้าว่าเจาหลง ถังเจาหลง” องค์ชายสามที่เดินตามมาบอกกล่าวข้อสำคัญ
“ถังเจาหลง…คุ้นจริง เคยได้ยินที่ใดนะ” ฟานอวี้ขมวดคิ้วอย่างสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถาม คนตัวสูงก็หันไปเร่งให้ทุกคนเตรียมออกเดินทางแล้ว