อิ่นฉี่เฟิงเดิมทีก็ลังเลเื่ยอมเสียเงินหนึ่งล้านตำลึงทอง เพื่อซื้อโอสถกระตุ้นพลังปราณให้กับอิ่นจื่อไป๋อยู่แล้ว บัดนี้กลับพบว่าอิ่นจื่อไป๋เปิดพนัน ซ้ำยังติดหนี้อ๋องเจ็ดถึงห้าล้านตำลึงทอง และองค์ชายสี่อีกหนึ่งล้านตำลึงทอง เช่นนี้เท่ากับจะขูดรีดสมบัติทั้งตระกูลของเขาไปหมดสิ้น
เขามีบุตรชายหลายคน เป็ไปไม่ได้เลยที่จะปล่อยให้อิ่นจื่อไป๋ผลาญสมบัติของตระกูลจนเกลี้ยง เขาโกรธจนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ไม่แม้แต่จะนึกถึงเื่ไปจัดการกับฮวาชิงเหยียนอีกต่อไป
เมื่ออิ่นฮูหยินเห็นอิ่นฉี่เฟิงเดินจากไปโดยไม่ไยดี พอคิดถึงจำนวนนั้นก็รู้สึกขาอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ผ่านไปนานจึงลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง ดวงหน้าเหี้ยมเกรียมกล่าวเสียงต่ำว่า “ข้าต้องไปจวนอันกั๋วกง! ฮวาชิงเหยียน! ข้าจะไม่มีวันปล่อยเ้าไว้แน่!”
ฮวาชิงเหยียนไม่รู้เลยว่าอิ่นฮูหยินเกลียดนางเข้าไส้แล้ว นางเพิ่งตรวจสอบจนแน่ใจว่าโอสถที่ตนปรุงประสิทธิภาพดี จึงกลับมาที่ห้องเพื่อปรุงอีกชุด
ร้านโอสถทั่วไปจะขายสมุนไพรไม่เกินระดับห้า ดังนั้นสมุนไพรที่ฮวาชิงเหยียน้าใช้เพื่อปรุงโอสถระดับสูง ร้านโอสถจึงไม่มี นางจึงจำต้องไปซื้อจากหอประมูลแทน
แม้ว่าสมุนไพรที่ซื้อมามิอาจหลอมโอสถระดับสูงได้ แต่ก็สามารถปรุงเป็โอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตกับโอสถน้ำสมานแผลได้ ซึ่งเทียบเท่ากับโอสถฟื้นฟูโลหิตและโอสถกระตุ้นพลังปราณระดับหนึ่ง ทว่าประสิทธิภาพกลับดียิ่งกว่าเสียอีก
ฮวาชิงเหยียนจึงตัดสินใจว่าจะปรุงโอสถสองชนิดนี้ในคืนนี้ แล้ววันพรุ่งนี้ค่อยนำไปขายที่ร้านโอสถ
เมื่อทดลองใช้เตาหลอมโอสถ ผลลัพธ์ย่อมดีกว่าการใช้ถ้วยกระเบื้องธรรมดา ทั้งยังเหนือความคาดหมายกว่าอีกด้วย
กลิ่นหอมของโอสถอบอวลไปทั่วห้อง เพียงได้กลิ่นก็ทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งนัก
ฮวาชิงเหยียนแยกโอสถสีแดงกับสีส้มใส่ขวดเคลือบเงาลายครามอย่างบรรจง ก่อนจะแยกเก็บไว้อย่างเป็ระเบียบ
เช้าวันถัดมา เมื่อนางดูแลซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์กินข้าวเช้าและดื่มโอสถเสร็จก็รีบออกจากเรือนด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อมาถึงร้านโอสถ ฮวาชิงเหยียนก็แจ้งจุดประสงค์ของตนอย่างชัดเจนว่า้ามาขายโอสถ
ผู้ดูแลร้านหลินที่เจอนางเมื่อวานเอ่ยถามว่า “คุณหนูฮวา ท่าน้าขายยาเช่นนั้นหรือ”
ผู้ดูแลร้านหลินซึ่งยังจดจำเหตุการณ์เมื่อวานที่ฮวาชิงเหยียนดูเหมือนจะรักษาขาองค์ชายสี่ได้ จึงมีท่าทีสุภาพกับนางมากขึ้น แม้จะยังไม่เข้าใจว่า ‘โอสถน้ำ’ ที่ว่านี้คืออะไร แต่เขาก็ยังคงเอ่ยถามด้วยความอดทน
“นี่คือโอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตกับโอสถน้ำสมานแผล มีสรรพคุณเทียบเท่ากับโอสถฟื้นฟูโลหิตและโอสถกระตุ้นพลังปราณระดับหนึ่ง ท่านลองดูได้เลยเ้าค่ะ”
ฮวาชิงเหยียนไม่อธิบายมากความ นางหยิบขวดเคลือบเงาลายครามขนาดเท่าฝ่ามือออกมาวางตรงหน้า
ผู้ดูแลร้านหลินหยิบขวดขึ้นมาพินิจมองอย่างสงสัย ทันทีที่เปิดฝากลิ่นหอมของโอสถก็โชยออกมา กลิ่นนั้นหอมกว่ากลิ่นโอสถทั่วไป หอมหวนจนรู้สึกสดชื่นกระจ่างใจ ดุจโอสถชั้นเลิศ
แววตาของผู้ดูแลร้านหลินเป็ประกายในทันที ใจพลันคิดว่านี่อาจเป็โอสถฟื้นฟูโลหิตชั้นยอด
เขาก้มมองของในขวดอย่างสนใจ แต่เมื่อเห็นว่าภายในขวดเต็มไปด้วยของเหลวทั้งสิ้นก็ถึงกับตะลึงงัน เอ่ยถามด้วยความงุนงง “นี่...เหตุใดโอสถฟื้นฟูโลหิตถึงเป็น้ำเช่นนี้ คุณหนูฮวาผสมน้ำเข้าไปหรือ”
แต่หากเป็เช่นนั้นจริง สีของของเหลวนี้กลับบริสุทธิ์ใส ไม่มีสิ่งตกค้างหรือสิ่งเจือปนแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ขุ่นมัวเลยสักนิด ราวกับสายน้ำใสสะอาด ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“ผู้ดูแลร้านหลิน สิ่งนี้มิใช่โอสถ แต่เป็โอสถน้ำ เป็ของเหลวที่ออกฤทธิ์เร็วกว่าด้วย หากผู้าเ็เสียเืมากดื่มเข้าไป จะสามารถฟื้นฟูโลหิตได้ในทันที ต่างจากโอสถที่จะต้องรอถึงหนึ่งเค่อจึงจะออกฤทธิ์”
ผู้ดูแลร้านหลินมีพื้นฐานเป็นักหลอมโอสถ จึงเข้าใจความหมายของถ้อยคำนี้เป็อย่างดี เช่น หากมีคนผู้หนึ่งเสียเืมาก ถ้าไม่ฟื้นฟูโลหิตภายในหนึ่งเค่อ เขาอาจเสียชีวิตได้ทันที หากใช้โอสถฟื้นฟูโลหิตที่ต้องรอถึงหนึ่งเค่อจึงจะออกฤทธิ์ นั่นเท่ากับว่าจะใช้หรือไม่ย่อมไม่ต่างกัน แต่หากให้เขาดื่มโอสถน้ำที่สามารถออกฤทธิ์ทันทีเช่นนี้ ย่อมช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที
ทว่า...
เมื่อผู้ดูแลร้านหลินได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ปิดบัง กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ไม่ปิดบังคุณหนูฮวา ข้าไม่เคยพบเห็นโอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตนี้มาก่อน แม้สรรพคุณจะดีเพียงใด แต่หากผู้อื่นไม่ยอมรับ แม้ข้ายินดีจะรับซื้อ ก็ใช่ว่าจะขายออก...ไม่สู้ให้ข้าไปขออนุญาตท่านเ้าของร้านก่อน ท่านว่าดีหรือไม่”
ผู้ดูแลร้านหลินเป็เพียงข้าหลวงดูแลกิจการ ย่อมไม่อาจตัดสินใจแทนได้ โดยเฉพาะการตัดสินใจที่เสี่ยงเช่นนี้
ฮวาชิงเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะต้องขออนุญาตก่อนจึงจะขายได้
“เช่นนั้น...ต้องรอคำตอบนานเพียงใด”
“เผื่อเวลาไว้โดยประมาณ ก็น่าจะสามเดือน...”
ฮวาชิงเหยียนถึงกับมุมปากกระตุก
สามเดือนหรือ นานเช่นนั้นนาง มารดา และพี่ชายต้องอดตายก่อนเป็แน่
นางนึกแล้วเริ่มลังเล บางทีควรกลับไปศึกษาวิธีหลอมโอสถให้จริงจังก่อน แม้นางจะมีพร์ด้านการปรุงโอสถั้แ่เด็ก นางไม่เชื่อหรอกว่านางปรุงโอสถน้ำได้ แต่จะหลอมโอสถไม่เป็
อย่างไรก็ดี ตอนนี้นางยังไม่คิดจะหลอมโอสถ เพราะอยากลองดูว่าโอสถน้ำจะขายได้หรือไม่ ในความคิดของนาง โอสถน้ำมีประสิทธิภาพสูงกว่า อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่าโอสถเม็ดอีกด้วย
ฮวาชิงเหยียนลุกขึ้นประสานมือคารวะแล้วกล่าว “เช่นนั้นต้องรบกวนผู้ดูแลร้านหลินแล้ว ข้าจะมอบโอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตขวดนี้ไว้ที่ท่านก่อน”
ฮวาชิงเหยียนตั้งใจจะนำโอสถน้ำสมานแผลไปลองเสี่ยงกับร้านโอสถแห่งอื่นดู
ผู้ดูแลร้านหลินรีบลุกขึ้นประสานมือส่งนางออกจากร้าน
ฮวาชิงเหยียนไปยังร้านโอสถอีกหลายแห่ง แต่ผลลัพธ์ไม่ต่างกัน ไม่มีใครกล้าเสี่ยงกับสิ่งแปลกใหม่ แม้พวกเขาจะมั่นใจถึงแปดส่วนว่าโอสถน้ำฟื้นฟูาแของนางจะมีคุณภาพทัดเทียมกับโอสถสมานแผลก็ตาม
ฮวาชิงเหยียนเดินออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวัง ซ้ำยังเดินไปเรื่อยโดยไม่มีจุดหมาย นางเพิ่งพูดเมื่อวานว่าจะทำให้มารดากับพี่ชายได้กินเนื้อกระต่ายสายลมระดับสอง แต่วันนี้กลับขายโอสถน้ำไม่ได้แม้แต่ขวดเดียว
“เอ๊ะ...พี่เจ็ด นั่นพี่สะใภ้เจ็ดของข้านี่นา เหตุใดดูอารมณ์ไม่ค่อยดีเลยเล่า”
เสียงรื่นหูของบุรุษชุดแดงผู้หนึ่งดังขึ้นจากชั้นสองของโรงน้ำชา เขานั่งพิงราวกั้นจิบชาอยู่บนชั้นลอย บุรุษผู้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคืออ๋องเก้า
ตรงข้ามอ๋องเก้ามีบุรุษชุดดำสนิทสวมหน้ากากเงินสีหน้าเ็านั่งอยู่ เขาเหลือบมองฮวาชิงเหยียนที่ดูอ่อนแรงอย่างเฉยเมยเพียงแวบเดียว ก่อนหันกลับมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง เขาไม่กล่าวสิ่งใดเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ราวกับไม่ใส่ใจฮวาชิงเหยียนแม้แต่น้อย
ทว่าอ๋องเก้ากลับสังเกตเห็นความผิดปกติได้ทันที ครั้นอ๋องเจ็ดจิบชา มือกลับชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะทำเป็ปกติราวกับไม่เกิดอะไรขึ้น เขากำลังจะเอ่ยเย้าอีกฝ่าย แต่เสียงดังโครมกับความวุ่นวายจากชั้นล่างดังขึ้นเสียก่อน
“ท่านพี่! ท่านพี่! ท่านเป็อะไรหรือไม่!”
สตรีชุดสีแดงเข้ม ร่างกายประดับเครื่องประดับราคาแพงนางหนึ่งกำลังเรียกหาบุรุษคนหนึ่งอย่างร้อนรน บุรุษผู้นั้นถูกเตะกระเด็นออกจากโรงน้ำชา อีกทั้งร่างกายยังเต็มไปด้วยาแ
ฮวาชิงเหยียนยืนห่างจากบุรุษาเ็ผู้นั้นเพียงเล็กน้อย หากเมื่อครู่นางเดินไปอีกเพียงสองก้าว ก็อาจโดนร่างของเขาชนเข้าเต็มแรง
นางมองบุรุษซึ่งาเ็ราวจะสิ้นใจด้วยสีหน้าราบเรียบ แต่ในเวลานั้นเอง บุรุษชุดเขียววัยราวยี่สิบสามยี่สิบสี่ปีผู้หนึ่งก็เดินออกมาอย่างโอหัง บนใบหน้ามีทั้งความยียวนและหยาบโลนถึงสิบส่วน เขากระชากแขนสตรีชุดแดงเข้มพลางกล่าวเสียงดัง
“แม่นาง เ้าจะคู่ควรกับคนที่มีพลังฝึกตนแค่ระดับหลอมปราณขั้นสี่ได้อย่างไร คุณชายผู้นี้เป็ถึงบุตรนอกสมรสของจวนอันกั๋วกง ฐานะย่อมสูงกว่าทหารรับจ้างล่าสัตว์มาก หากเ้ามากับข้า รับรองว่าจะไม่ขาดตกบกพร่องแน่นอน”
บุรุษชุดเขียวผู้นั้นยืนขวางทางเดินของฮวาชิงเหยียนพอดี
สตรีชุดแดงเข้มน้ำตาคลอ ใบหน้าเล็กที่งดงามบัดนี้ขมวดคิ้วแน่น เผยความลังเลและไม่เต็มใจนัก ทั้งยังพยายามดิ้นรนเล็กน้อย
ขณะนั้นเอง บุรุษซึ่งาเ็ที่นอนแน่นิ่งบนพื้นก็ขยับนิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาใช้แรงทั้งหมดพยุงตัวขึ้น ดวงตาแดงก่ำราวสัตว์อสูรจ้องมองบุรุษชุดเขียวเขม็ง ก่อนเปล่งเสียงแหบพร่าราวกับจะขาดใจ “ฮวาชิงมู่! ปล่อยภรรยาข้าเดี๋ยวนี้!”