จินหวังเฟย

    ตอนที่ 12 คำตอบของจินอ๋อง

    องครักษ์หนิงมายังหอสุรากุ้ยฮวาตามนัด หลงจู๊ต้อนรับสีหน้ายิ้มแย้มก่อนจะพาเข้าไปยังห้องหมายเลขหนึ่ง บั้นท้ายขององครักษ์หนิงยังไม่ทันแตะเก้าอี้ เสียงเข้มขรึมดังขึ้นถาม“ท่านหาพิณเฟิ่งถงเจอหรือไม่”“เจอ ข้าคุยราคากับผู้เป็นเจ้าของแล้วด้วย ท่านเชิญนั่งลงก่อน” หลงจู๊ผายมือไปยังเก้าอี้ก่อนจะรินน้ำชาต้อนรับแขก และทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ประจำ“จริงหรือ ราคาเท่าไร แล้วเจ้าของต้องการที่จะขายหรือไม่” องครักษ์หนิงไม่ยอมนั่ง เขายังยืนเป็นตอไม้อยู่ข้างโต๊ะกลมตรงหน้า“เจ้าของพิณบอกว่าขาย แต่ราคาค่อนข้างจะแพงไปสักหน่อย” หลงจู๊แสดงสีหน้าหนักใจออกมา“เท่าไร” องครักษ์หนิงโล่งอก อย่างน้อยก็เสร็จสิ้นไปงานหนึ่ง เหลืออีกงานก็คือตามหาคนให้เจอ ตอนนี้ก็กำลังทำตามที่เสนาบดีฝ่ายซ้ายแนะนำอยู่ ปลาซิวปลาสร้อยต้องดักเอาไว้ให้หมด แต่ปลาซิวปลาสร้อยเหล่านี้เยอะจริงๆ สกุลจางในแคว้นจ้าวตามตรอกซอกซอยทั่วไปมีไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร“หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทอง” ผู้ฒ่าเอ่ยสีหน้าหนักใจเช่นเดิม“อะไรนะ!” องครักษ์หนิงคล้ายถูกหมัดที่มองไม่เห็นต่อยเข้าหน้าอย่างจัง“ท่านฟังไม่ผิดหรอก” ผู้แทนติดต่อการซื้อขายให้จางหานเฟิ่งยังคงยิ้มแย้มได้ เพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้มาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้ว บางคนถึงกับใช้กำปั้นฟาดโต๊ะก็มี ด่าทอเสียๆ หายๆ ก็เยอะแยะไป“หนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทอง!” องครักษ์ข้างกายจินอ๋องทวนราคาออกมาพลางกำกระบี่แน่นด้วยความโกรธ ราคานี้มันแพงกว่าพิณตงถงเสียอีก นี่ก็เตรียมเงินมาตั้งหมื่นตำลึงทองแล้ว แต่ยังไม่พอ“เจ้าของพิณบอกมาราคานี้จริงๆ ท่านจะไม่นั่งลงสักหน่อยหรือ” หลงจู๊ผายมือไปยังเก้าอี้ที่องครักษ์หนิงเคยนั่ง ถ้วยน้ำชาต้อนรับแขกก็ยังตั้งอยู่ตรงนั้นผู้มาติดต่อซื้อยอดพิณไม่มีอารมณ์ที่จะนั่งลงเสวนาด้วยแล้ว ราคาแพงถึงขนาดนี้ ถ้าท่านอ๋องรู้เรื่องเข้า ท่านอ๋องจะว่าอย่างไร“ท่านจะซื้อหรือไม่” หลงจู๊หยิบถ้วยชาขึ้นถือ“แพงมาก!” องครักษ์หนิงที่มักจะนิ่งจนกลายเป็นก้อนหินเดือดดาลขึ้นมาเสียแล้ว“ข้าก็ว่าแพง ทว่าข้าไม่ใช่ผู้ขาย เจ้าของพิณเป็นผู้ตั้งราคานี้” ผู้เฒ่ากล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจจริงๆ“ลดราคาให้หน่อยได้หรือไม่” องครักษ์ป้ายทองขั้นหนึ่งข้างกายจินอ๋องเผลอลดเกียรติและศักดิ์ศรีตัวเองลงโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว“เจ้าของพิณบอกเอาไว้ว่าไม่ลด ถ้าท่านไม่สู้ราคานี้ก็ไม่ขาย”“ใครเป็นเจ้าของพิณ!” องครักษ์หนิงกำลังเกิดอาการอยากที่จะขย้ำลำคอของคนผู้นั้นเสียแล้ว ช่างขายพิณเฟิ่งถงได้ขูดเลือดขูดเนื้อจริงๆ“ข้าบอกท่านไม่ได้หรอก มันเป็นความลับทางการค้า” หลงจู๊วางถ้วยชาลงบนโต๊ะหลังจากจิบน้ำชารสชาติกลมกล่อมหอมกรุ่นอึกหนึ่ง“เดี๋ยวข้ามาใหม่”หลงจู๊แห่งหอสุรากุ้ยฮวายันตัวลุกขึ้นยืนทันทีที่องครักษ์หนิงพูดขอตัว ผู้เฒ่าถามออกไปน้ำเสียงนุ่มนวลเพราะการเจรจายังไม่ได้รับคำตอบ“ท่านจะกลับมาพบข้าวันไหน”“ข้าจะกลับมาวันนี้แหละ แล้วจะมาบอกว่าซื้อหรือไม่” องครักษ์หนิงหันขวับกลับมาตอบเสียงเข้ม แววตาวาววับด้วยความอยากจะฆ่าคน หมื่นห้าพันตำลึงทองเป็นจำนวนเงินที่สูงมาก ราคาแพงกว่าพิณตงถงเสียอีก เขาตัดสินใจซื้อขายเองไม่ได้ ต้องไปคุยกับจินอ๋อง“ข้าจะรอท่าน” หลงจู๊กล่าวยิ้มๆ“ใครเป็นเจ้าของพิณ” องครักษ์หนิงยังติดใจเรื่องนี้ไม่คลาย“ข้าบอกท่านไม่ได้” หลงจู๊ส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง“ไม่รู้หรือไรว่าผู้ที่ต้องการจะซื้อคือจินอ๋อง”“รู้”“รู้แล้วยังจะขายแพงอีก” องครักษ์ป้ายทองขั้นหนึ่งโวยวายเป็นครั้งแรก ทุกที่ ทุกเวลา ธรรมดาท่วงท่าจะสุขุมนัก แต่งานนี้ระงับอาการเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ“อ่า...ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ใช่ผู้ขาย เจ้าของพิณเป็นผู้ตั้งราคานี้” หลงจู๊ยิ้มเพื่อให้บรรยากาศดีขึ้น เพราะความเป็นคนใจเย็น แลดูใจดี คู่ค้าจึงไม่พุ่งเข้าใส่“เดี๋ยวข้ากลับมา”คล้อยหลังองครักษ์หนิง ผู้เฒ่าถอนหายใจ หวังว่าจินอ๋องจะไม่โกรธ เรื่องการค้าขายเนี่ย มันต้องพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย นี่ก็วางตัวอย่างเป็นกลางที่สุดแล้ว
    องครักษ์หนิงมุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวงเพราะท่านอ๋องอยู่ที่นั่น หลังจากรออยู่ด้านนอกท้องพระโรงครู่หนึ่ง บรรดาขุนนางระดับสูงทั้งหลายต่างก็ทยอยกันออกมา เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งสง่าของจินเยี่ยหยาง องครักษ์หนิงประสานหมัดคารวะในทันใด“คารวะท่านอ๋อง”จินเยี่ยหยางมองคนของตัวเอง เห็นสีหน้าบูดบึ้งที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ขององครักษ์หนิงก็แปลกใจ ฟังอีกฝ่ายรายงานเสียงเดือดดาลพลางแยกเขี้ยวกัดฟันพูด“พบพิณเฟิ่งถงแล้วพ่ะย่ะค่ะ เจ้าของขายด้วย แต่ว่า...”“แต่ว่าอะไร”“ราคาค่อนข้างแพง”“แพงขนาดไหน”“หมื่นห้าพันตำลึงทอง!”“แพงขนาดนี้เชียวหรือ” จินเยี่ยหยางย่นหัวคิ้ววูบหนึ่ง แค่แปลกใจเท่านั้น ไม่ถึงกับโกรธอะไร เพราะไม่ได้ต้องการพิณเฟิ่งถงมากถึงขนาดนั้น“ใช่พ่ะย่ะค่ะ แพงเหลือเกิน”“ผู้ใดเป็นเจ้าของ” แม่ทัพไร้พ่ายเดินนำออกไป เพราะที่ตรงนั้นมีหลายหูรอฟังและหลายตาคอยมอง รวมถึงเสนาบดีฝ่ายซ้ายโอวหยางไป๋ด้วย“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ หลงจู๊แห่งหอสุรากุ้ยฮวาไม่ยอมบอก” องครักษ์หนิงเดินตามหลังพลางกล่าวรายงาน“เจ้าไปถามหาที่หอสุรากุ้ยฮวา”“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจนปัญญาจริงๆ”“เจ้านี่...ข้าบอกแล้วว่าถ้าหาไม่ได้ก็ให้ทางวังหลวงจัดการ” จินเยี่ยหยางดุคนของตัวเองก่อนเป็นสิ่งแรก คนตรงหน้าฉลาดใช้แต่กำลัง ไม่ฉลาดใช้สมองเลย“อ่า...กระหม่อม”จู่ๆ เสียงหัวเราะของโอวหยางไป๋ก็พลันดังขึ้นจากทางด้านหลัง ดวงหน้าคมคายของเสนาบดีฝ่ายซ้ายพราวไปด้วยรอยยิ้มหยอกเย้า“เจ้าทึ่มเอ๊ย! ถ้าเจ้าพูดกับข้าด้วยคำคำนี้ตั้งแต่คืนนั้น ข้าจะแนะนำเจ้าว่าไม่ต้องหาแล้ว ฮา...ฮา...”“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย!” ผู้ที่ถูกหยอกเย้าหน้าดำเป็นก้นหม้อขึ้นมาทันที เล่นหัวเราะเยาะต่อหน้าจินอ๋องแบบนี้ เขาไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน“ข้าย่อมเตือนเจ้าด้วยความหวังดี เจ้าหาเหาใส่หัวตัวเองแท้ๆ ฮา...ฮา...”“ท่าน...” องครักษ์หนิงอยากเถียงกลับนัก แต่เถียงไม่ออก“ท่านอ๋องก็บอกเองว่า ถ้าเจ้าหาไม่ได้ก็ให้ทางวังหลวงจัดการ เจ้านี่นะ ทางสบายๆ ไม่ไป กลับเลือกไปยังทางที่ลำบาก ข้าสงสารเจ้าจริงๆ จิ๊...จิ๊...” โอวหยางไป๋ส่ายหน้าไปมา“ท่านเสนาบดีฝ่ายซ้าย...ข้าเกลียดขี้หน้าท่านนัก”“ฮา...ฮา...แต่ข้าชอบเจ้านี่”“ได้โปรดระงับกิริยาและวาจาของท่านด้วย” องครักษ์หนิงกล่าวเตือนเสียงต่ำ นี่มันในวังหลวงนะ มาพูดเรื่องชอบกันและกันได้อย่างไร“พูดถึงพิณเฟิ่งถง...เจ้าของขายถึงหมื่นห้าพันตำลึงทองเชียวหรือ แพงมาก!” โอวหยางไป๋ชำเลืองสายตาไปทางจินเยี่ยหยาง“ใช่ขอรับ แพงมาก” องครักษ์ป้ายทองขั้นหนึ่งตอบกลับมาเสียงเข้ม ยามนี้กดความเดือดดาลเอาไว้ในใจ เพราะรอรับคำพูดต่อไปของจินเยี่ยหยางที่จะแก้ไขปัญหานี้“แล้วอย่างไร ท่านอ๋องจะซื้อหรือเปล่า”โอวหยางไป๋ถามกลับ และจินเยี่ยหยางตอบเสียงเข้ม“ข้าไม่ซื้อ!”“ท่านอ๋องไม่ซื้อจริงๆ หรือ หรงเสวี่ยเสียใจแย่” จิ้กจอกเจ้าเล่ห์เย้าแหย่“เจ้านึกว่าข้าสนใจสตรีนักหรือไง!”“นั่นอนุภรรยาของท่านเชียวนะ” โอวหยางไป๋ยกมุมปากยิ้ม แววตาเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกรื่นเริงแลดูไม่น่าเข้าใกล้ปรากฏออกมาอย่างน่าซัด“อนุภรรยาอุ่นเตียงของข้านะหรือ ข้าเต็มใจจะรับเสียที่ไหน” จินเยี่ยหยางพูดถึงเรื่องนี้แล้ว กลิ่นอายแห่งความดุดันพลันปรากฏ ดวงหน้าราวกับมีดสลักกระด้างขึ้นมา“เฮ้อ...ก็ท่านเป็นถึงเชื้อพระวงศ์เชียวนะ ย่อมมีใครหลายคนเห็นใจท่านที่ยังไม่มีบุตร จึงส่งบรรดาสาวงามมาอยู่ในตำหนักของท่าน แล้วก็...เมื่อกี้ที่ท่านพูดว่า เจ้านึกว่าข้าสนใจสตรีนักหรือไง ท่านพูดผิดไปแล้ว ท่านกำลังสนใจสตรีนางหนึ่งอยู่ รู้ตัวหรือไม่”จินเยี่ยหยางปรายตามองเสนาบดีฝ่ายซ้าย เห็นอีกฝ่ายยิ้มกริ่มก็อยากจะซัดหน้าสักสองสามหมัด แต่ไม่ทำ เพราะกำลังอยู่ในวังหลวง เดี๋ยวเรื่องจะไปถึงพระเนตรพระกรรณขององค์ฮ่องเต้ แล้วโอวหยางไป๋ก็เอ่ยขึ้นมาอีกน้ำเสียงรื่นเริงเต็มไปด้วยความขบขัน“ข้ากำลังจะตั้งโต๊ะพนันขึ้นมา ระหว่างท่านอ๋องกับองค์ชายสาม ใครจะพบนางก่อนกัน”แม่ทัพไร้พ่ายฟังแล้วหรี่ตาลง เจ้านี่มันกวนนัก ถ้าไม่ติดว่าเติบโตมาด้วยกันจนรู้จักนิสัย เขาอาจจะเชือดทิ้งคนผู้นี้ไปนานแล้วก็ได้“ข้าไปดีกว่า อ้อ...” โอวหยางไป๋ที่เดินออกไปแล้วก้าวหนึ่ง พลันก็หมุนตัวกลับมา ใบหน้ายังประดับไปด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แต่แววตาคมกล้านัก “ข้าอยากรู้จักนาง บางทีข้าอาจจะให้คนออกตามหาด้วยคน ฮา...ฮา...ฮา...น่าสนุกยิ่ง ข้าชอบ...ข้าชอบ...”“ท่านอ๋อง...” องครักษ์หนิงมองสีหน้าเยือกเย็นของจินอ๋องแล้วสะดุ้ง ยามนี้เขาต้องการคำตอบเพื่อกลับไปยังหอสุรากุ้ยฮวาอีกครั้ง“ข้าไม่ซื้อ!” จินเยี่ยหยางสะบัดแขนเสื้อดังพึ่บ ร่างสูงโปร่งสง่าก้าวออกไป