ตอนที่ 2 จีบ (3)
ฝนยิ่งตกยิ่งหนัก คนค่อยๆ ลดน้อยลง
ตอนนี้อิ่นลั่วถึงมีเวลาว่าง แต่คนผลัดเวรยังมาไม่ถึง เขาจะจากไปตามใจชอบไม่ได้ ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วันที่อยู่โรงพยาบาล เขาได้เห็นผู้ป่วยที่ถูกยกเข้าห้องฉุกเฉินจากด้านนอก เห็นญาติผู้ป่วยร้องไห้อย่างน่าสลดใจ ตอนนี้เขาจึงเข้าใจเสียทีว่าทำไมตอนนั้นหลินเซวียนถึงพูดจารุนแรงใส่ ยิ่งทำให้เขารู้สึกอับอายกับการกระทำเหมือนเด็กๆ ของตัวเองอย่างมาก
อิ่นลั่วกำลังตกอยู่ในภวังค์ ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนเดินเข้ามาหาเขาทางด้านหลัง กระทั่งจู่ๆ ก็มีเสื้อตัวหนึ่งมาคลุมบนไหล่ เขาสะดุ้งก่อนจะหันหลังขวับในทันที
หลินเซวียนใช้เสื้อโค้ตที่เขาใส่ตอนออกไปข้างนอกคลุมลงบนตัวอีกฝ่าย
“คุณ...” ในเสี้ยววินาทีนั้น ถ้าจะบอกว่าอิ่นลั่วไม่รู้สึกอะไรเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่เขารู้ดีว่าการกระทำเช่นนี้ของหลินเซวียนเป็นเพราะความมีน้ำใจเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร แสงในดวงตาเขาจึงสว่างวาบเพียงแวบเดียว แล้วดับไปอย่างรวดเร็ว เพราะก่อนหน้านี้มีประสบการณ์มาสองครั้ง เขาจึงไม่กล้าคิดเพ้อฝันอีก “ขอบคุณครับ”
หลินเซวียนสังเกตเห็นสีหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว และไม่คิดจะอธิบาย พูดเพียง “ลำบากคุณแล้ว”
แค่คำพูดง่ายๆ คำหนึ่ง อิ่นลั่วกลับรู้สึกดีใจเป็นที่สุด เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าอารมณ์ของตนเองจะเปลี่ยนแปลงง่ายดายเพียงเพราะการกระทำของใครอีกคน
อาจเป็นเพราะปฏิกิริยาของโอเมก้าคนนี้เข้าใจง่ายเกินไป หลินเซวียนจึงเผลอยิ้มให้เขาไปทีหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ
ดูเหมือนการกระทบกระทั่งของทั้งคู่ในคราวก่อนจะไม่เป็นอะไรแล้ว
อิ่นลั่วมองจนนิ่งอึ้ง กระทั่งอีกฝ่ายเดินจากไปแล้วก็ยังไม่หลุดจากภวังค์ เขาใช้มือทั้งสองข้างจับเสื้อโค้ตแน่น บนเสื้อเต็มไปด้วยกลิ่นฉุนของสารยับยั้ง นี่เป็นกลิ่นน่ารังเกียจที่เขาต้องใส่ไว้บนร่างกายล่วงหน้าเพื่อป้องกันช่วงฮีต แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกรังเกียจมันเลยสักนิด เขาคิด หลินเซวียนเป็นคนดีขนาดนี้ เขาจะยอมปล่อยมือได้อย่างไร
น่าจะเป็นหลังจากครั้งนั้น หลินเซวียนก็ไม่จงใจหลบเลี่ยงเขาอีก บางครั้งที่เจออิ่นลั่วตอนเข้าออกเขตโอเมก้า ยังทักทายเขาด้วย แต่ก็แค่นี้เท่านั้น ทั้งสองไม่มีความสัมพันธ์อื่นมากกว่านั้น
ตอนแรกอิ่นลั่วรีบร้อนเหมือนว่าอัลฟ่าคนนี้อาจหนีไปได้ทุกเมื่อ แต่ตอนนี้กลับไม่มีความคิดแบบนั้น ไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เพราะเขากำลังดื่มด่ำกับความสุขของการแอบชอบคนคนหนึ่งอยู่
พ่อของเขาบอกว่า การแอบชอบนั้นขมขื่น แต่ก็หอมหวานเช่นกัน
เขาคิดว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในกระบวนการเดียวกัน แต่ที่มีมากกว่าคือความรู้สึกมั่นคงอันน่าประหลาด เหมือนตอนนี้เขาค่อยๆ รู้จักหลินเซวียนมากขึ้น รู้ว่าเขาเป็นคนรักเดียวใจเดียว ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนไปรักคนอื่นปุบปับ ไม่มีทางถูกคนอื่นแย่งไปง่ายๆ ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อน คิดว่าค่อยๆ เข้าใกล้ อยู่นานไปค่อยรักกันก็ไม่เลว
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ระยะนี้หลินเซวียนกำลังร่วมวางแผนจัดกิจกรรมระหว่างครอบครัวที่บ้านพักคนชรา แต่คนช่วยงานในโรงพยาบาลค่อนข้างน้อย เขาขาดคนที่จะมาช่วยงานไปหนึ่งคน
เพื่อนร่วมงานจึงเอ่ยหยอก “งั้นก็ไปหาอิ่นลั่วสิ เขาน่าจะยินดีช่วยนายอยู่แล้ว”
หลินเซวียนคิดอยู่นาน ก็ยังไม่รู้สึกคุ้นชื่อนี้เลยสักนิด “อิ่นลั่วคือใคร”
เพื่อนร่วมงานมองเขาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ “ก็หนุ่มน้อยน่ารักคนนั้นไง”
หลินเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง จึงนึกได้ว่าเขายังไม่เคยรู้ชื่ออีกฝ่ายมาก่อน แต่สกุลอิ่นนั้นมีน้อยมาก ที่เขารู้จักก็มีเพียงผู้อำนวยการโรงพยาบาลชื่อดังคนนั้นคนเดียว
“แต่นายคงไม่ทำอย่างนั้นหรอกใช่ไหม...ทั้งที่อีกฝ่ายมาจีบ นายยังไม่สนใจเลย ไม่รู้จะว่านายดื้อดึงดี หรือรักเดียวดี” เพื่อนร่วมงานรู้เรื่องที่เขาเลิกกับแฟนเก่า จึงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “นี่ฉันพูดจริงนะ ปล่อยมันไปเถอะ เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป...”
ถึงหลินเซวียนจะยังลืมไม่ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเขากังวลเกี่ยวกับข่าวลือนี้มากกว่า “ใครบอกว่าเขาจีบผม”
“ทุกคนก็ซุบซิบกันทั้ง...” เพื่อนร่วมงานตกใจเล็กน้อยเพราะจู่ๆ สีหน้าหลินเซวียนก็ดูจริงจังขึ้นมา แต่เขายังคงพูดต่อ “สายตาที่หนุ่มน้อยน่ารักคนนั้นมองนายมันชัดเจนมาก...”
หลินเซวียนถอนหายใจอย่างจนปัญญา “อย่าเรียกเขาว่าหนุ่มน้อยน่ารัก มันจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด”
“นายไม่สนใจเขาจริงเหรอ” เพื่อนร่วมงานถามหยั่งเชิง “ถ้านายไม่สน ฉันจะจีบเขาแล้วนะ...”
ถ้าเป็นแต่ก่อน หลินเซวียนไม่มีทางไปยุ่งกับการตัดสินใจของคนอื่น แต่ตอนนี้เขารู้สึกรำคาญโดยไม่ทราบสาเหตุ คงเป็นเพราะเขาไม่อยากให้โอเมก้าคนนั้นคิดว่าตนเองเป็นคนให้ท้ายการกระทำของเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นถึงเพื่อนร่วมงานจะเซ้าซี้ถามความเห็นของเขาไม่ยอมแพ้ เขาก็ไม่แสดงความคิดเห็น นั่นเพราะพอนึกว่าโอเมก้าคนนั้นอาจแสดงสีหน้าเศร้าโศกออกมาเพราะเรื่องนี้ หลินเซวียนก็รู้สึกทนไม่ได้ขึ้นมา เขารู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดของการอกหักดี แล้วจะลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องมาข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้อย่างไร
การเซ้าซี้ถามครั้งนี้จึงจบลงโดยไร้คำตอบ
ไม่รู้ว่าอิ่นลั่วไปรู้ข่าวเรื่องหลินเซวียนขาดคนมาจากไหน เขาพยายามอย่างมากเพื่อไขว่คว้าโอกาส ดังนั้นจึงเป็นผู้สมัครที่ได้รับเลือก
วันหนึ่ง หลินเซวียนจะเดินทางไปบ้านพักคนชรา และเขาต้องพาอิ่นลั่วไปด้วย
เพราะเป็นการออกไปข้างนอก ทั้งสองจึงไม่ต้องใส่ชุดทำงานที่โรงพยาบาลกำหนด นอกจากครั้งแรกที่ชนกันตรงหน้าโรงพยาบาล อิ่นลั่วแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นหลินเซวียนใส่ชุดลำลองในสถานที่อื่นเลย เขามองดูชายร่างสูงที่ใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงสูทพอดีตัว ถึงแม้จะเป็นเพียงผ้าธรรมดา แต่ก็ขับออราสุขุมสง่างามของเขาออกมาได้ อิ่นลั่วมองแล้วใจเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่กล้าให้สายตาตนมองตามเขาจนชัดเจนเกินไป
เหมือนหลินเซวียนจะไม่สังเกตเห็นว่าอิ่นลั่วกำลังคิดอะไรอยู่ เขาเปิดประตูด้านเบาะข้างคนขับให้อิ่นลั่วขึ้นรถอย่างสุภาพ
รถไม่ถือเป็นรถที่ดีมาก ทั้งยังมีร่องรอยตามวันเวลา แต่ดูแลรักษาได้ดีมาก ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนตอนอิ่นลั่วนั่งรถบ้านตนเอง รถของหลินเซวียนให้ความรู้สึกสบายกว่ามาก
อิ่นลั่วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพพวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันในอนาคตขึ้นมา จนหน้าแดงเล็กน้อย