พี่น้องร่วมสาบาน 1
“น้องขอคารวะพี่หญิงเจ้าค่ะ” ทันใดบรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากสตรีตรงหน้าช่างเข้มข้น บ่งบอกได้ว่านางเองก็มีวรยุทธ์ไม่น้อย คงขั้นสูงสีเขียวถือเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่งเลยทีเดียวแต่แปลก...เหตุใดภรรยาถึงมีวรยุทธ์สูงกว่าสามีได้? ชายคิ้วบากผู้นี้อยู่เพียงสีเขียวขั้นต้นเท่านั้นบรรยากาศจากที่กดดันอยู่แล้วก็กดดันขึ้นไปอีกคราวนี้จิตสังหารมาเต็ม ‘พี่หญิง’ นางยืนกำหมัดแน่นราวกับกำลังอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ หันมองรอบกายสตรีนางอื่นก็ปล่อยรังสีสังหารออกมาช่วยนายของตน และคราวนี้นางก็แน่ใจแล้วว่าสตรีที่นี่มีวรยุทธ์สูงมากแทบจะทุกคนเลยทีเดียว แม้แต่เด็กเล็กก็มีปราณปล่อยออกมาแล้ว“อั๊ยหยา! อี๋เอ๋อร์มิใช่นะ มิใช่ เจ้าบอกให้ข้าไปปล้นสุสานข้าก็ไปปล้นมาตามที่เจ้าบอก แต่…แต่ว่า”“แต่อันใด? จะพูดก็รีบพูดนะตงลู่ก่อนที่เจ้าจะไม่ได้พูดอีกเลย” กะเอาตายเลยสินะเฉินตงลู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากความกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจอย่างหนัก ฮูหยินของเขานั้นปกติก็เรียบร้อยดีอยู่หรอกแต่พอเป็นเรื่องสตรีอื่นแล้วนางกลับน่ากลัวมากจริงๆซูเจินมองชายที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วก็ได้แต่กลั้นขำสุดชีวิต นางเล่นแรงไปหรือเปล่านะ แต่มันก็สนุกจริงๆ ซูซูนั้นหัวเราะเสียงดังโดยไม่เกรงใจคนที่กลั้นขำอย่างนางเลยสักนิด อ่า…ไม่ไหวแล้ว“หึ...หึๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ โอ๊ย ข้ากลั้นขำไม่ไหวแล้วพวกเจ้าตลกจริงๆ” ซูเจินหัวเราะตัวงอ จนจือเหลียงต้องเข้าไปประคอง แม้แต่จือเหลียงก็ยังหัวเราะเลย แหม...สมแล้วที่จะมารับใช้นาง“อะแฮ่ม เอาล่ะๆ ข้าก็คือเจ้าของสมบัติที่พวกเจ้าปล้นมาพวกนี้อย่างไรเล่า”แม้ตอนแรกพวกนางจะงุนงงที่อยู่ๆนางก็หัวเราะ แต่พอบอกตัวตนไปรังสีสังหารที่มีแต่เดิมอยู่แล้วก็เปลี่ยนไปจากเดิมจนเทียบไม่ติด คราวนี้เต็มไปด้วยความต้องการจะฆ่า สตรีทั้งหมดก้าวออกมาเตรียมอาวุธพร้อมมือส่วนบุรุษก็จับจูงเด็กๆถอยไปข้างหลังไปหาที่หลบกันพร้อมเพรียง บางส่วนก็ออกมาดึงพวกของตนให้ออกห่างจากนางเอ่อ…ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่นางว่าหน้าที่มันกลับกัน…หรือเปล่า?สตรีตรงหน้าชักดาบยาวออกมาชี้หน้าซูเจิน จือเหลียงก้าวออกมาขวางหน้าระหว่างพวกนางไว้ แล้วปล่อยพลังออกมาปกคลุมร่างกาย จือเหลียงเป็นสายพลังเวทหรือนี่? แถมพลังนี้ไม่ธรรมดาเลย“จือเหลียงนั่นเจ้ากำลังจะทำอะไร?” เจียอี๋ถามจือเหลียงที่ยืนอยู่ต่อหน้า แต่สายตาของนางนั้นกลับจับจ้องมาที่ซูเจินจนตาแทบถลน จนนางอยากจะเอ่ยถามอีกฝ่ายเสียจริงว่าเจ้าไม่ปวดตาบ้างหรือ?“ขออภัยฮูหยิน ตอนนี้ผู้ที่อยู่ด้านหลังข้านี้คือผู้เป็นนายของข้า ส่วนเหตุผลนั้นข้าว่าท่านลองถามผู้ที่อยู่ด้านหลังของท่านเอาเองเถิด” จือเหลียงยังคงตอบคำถามของอดีตนายหญิงของตนอย่างสุภาพ แต่หากก็ไม่วายที่จะประชดเหล่าผู้ที่อยู่ด้านหลังของนางได้เจียอี๋หันมองสามีของตนเพียงเล็กน้อยแต่หากก็พอจะคาดเดาสาเหตุได้ คงจะใช้ความโชคดีของจือเหลียงเสียจนเขาทนไม่ไหวกระมัง ทั้งๆที่นางเคยเอ่ยเตือนแล้วว่าจะอย่างไรก็ตามให้ถนอมน้ำใจของคนผู้นี้ไว้จริงอยู่ที่ว่าหากดูภายนอกแล้วจือเหลียงเป็นชายที่ค่อนข้างร่างเล็กอยู่บ้างเพราะมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แตกต่างจากผู้เป็นพี่ชายที่มีร่างกายสูงใหญ่ทั้งยังกำยำ วรยุทธ์รึก็อยู่ในขั้นสูง แต่หากเป็นเรื่องการใช้สมองแล้วนั้นคนผู้นี้ก็เป็นดังพยัคฆ์ซ่อนเล็บดีๆนี่เอง ฉลาดแต่ไม่แสดงออกหากต้องเสียคนเช่นนี้ไปก็นับว่าน่าเสียดายยิ่ง“ถอยไป เจ้าอย่าได้เข้ามายุ่งมิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไร้ปราณี”“ข้าต้องขอบคุณในความเมตตาของท่าน แต่หากข้าเองก็ไม่อาจให้นายของข้าเป็นอันตรายได้ หากท่านยังไม่รามือข้าก็คงต้องขอเอาจริง” จือเหลียงค้อมกายให้นางเล็กน้อยขอบคุณในคำกล่าวเตือน ก่อนจะปล่อยพลังเวทออกมาอย่างรุนแรงพวยพุ่งออกจากร่างเจียอี๋ย่นคิ้วอย่างตึงเครียด ถึงนางจะบอกว่าเขาเป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บ แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีพลังเวทรุนแรงถึงเพียงนี้ ทั้งยังอยู่ในระดับสามขั้นสูง ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่าอยู่สายไหนแต่ดูท่าคงมิแคล้วอยู่สายต่อสู้เป็นแน่ เจ้าจือเหลียงมันตบตานางได้สนิทเลยเสียด้วยซ้ำคิดแล้วก็อยากจะตีสามีตัวดีของนางให้ตายจริงๆที่ปล่อยให้คนเช่นนี้หลุดมือไปขณะที่ทุกคนกำลังวางเชิงกันอยู่นั้น ซูซูก็แอบมากระซิบบางอย่างทำเอาเผลอตัวหันไปมองนางอย่างตะลึง นางยิ้มก่อนที่จะมายืนอยู่ด้านหน้าแล้วหันมามองซูเจินเล็กน้อยซูเจินพยักหน้าตอบ ก่อนจะเดินมาแตะที่ไหล่ของจือเหลียงก่อนจะเดินออกไปเผชิญหน้า “ข้าไม่เป็นไร”“เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงได้มาเอ่ยอ้างถึงคนที่ตายไปตั้งนานแล้ว”“เหตุใดพี่หญิงจึงกล่าวเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ มิใช่ว่าเจ้ารู้อยู่แล้วหรอกหรือว่าข้าอยู่ที่นั่น ถึงให้คนพวกนั้นมาปล้นสุสานของข้า” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงหยดย้อยทว่าเยือกเย็นในจิตใจคนฟังยิ่งนักเจียอี๋หลบสายตาเล็กน้อยรู้สึกกระดากอายกับสายตาของสามีและพวกของตนที่อยู่ด้านหลังไม่น้อย จริงอยู่ที่นางรู้ว่ามีอะไรอยู่ที่ใต้ศาลเจ้าบ้างจากบันทึกของบรรพบุรุษ แต่ไม่คิดว่าคนที่ตายไปแล้วจะฟื้นขึ้นมานี่ไม่! อย่างไรนางก็ไม่เชื่อ!“เจ้าจะบอกว่าเป็นเจ้าที่ฟื้นอย่างนั้นหรือ?”“ถ้าข้าบอกว่าใช่”“เช่นนั้นก็พิสูจน์กันหน่อยเป็นไร” พูดจบนางก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมเต็มที่ โอ้...ดีแท้‘เอาอย่างไรต่อ?’ ซูเจินถามซูซูอย่างหมดหนทาง หากจะให้สู้ตอนนี้นางทำไม่ได้หรอกนะ เพราะนึกไม่ออกน่ะสิ ในความทรงจำนั้นบอกว่าร่างนี้เคยเป็นถึงแม่ทัพ จับอาวุธรบในสนามอย่างอาจหาญ แต่ตอนนี้วินาทีนี้กลับนึกไม่ออกเลย แล้วนางจะต่อสู้ได้อย่างไร?!‘มิเป็นไร ทำตามที่ข้าบอก’ ซูเจินพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจ เอาก็เอา เป็นไงเป็นกัน!ด้านเจียอี๋พอเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ตอบอะไรแต่ตั้งท่าแทน นางจึงวิ่งเข้าหาพร้อมกับตวัดดาบในมือหมายจะฟันลงมา‘ซ้าย’ ซูเจินตกใจรีบหลบตามที่ซูซูบอกทันที เกือบไปแล้ว...เกือบได้ไปปรโลกอีกครั้งแล้ว!‘อย่าเหม่อซูเจิน!ก้มหัวหลบแล้วเตะเท้าซ้ายนาง’ ซูเจินหลบดาบที่ตวัดมาอีกครั้ง จากนั้นจึงกวาดเท้าเตะขาซ้ายของเจียอี๋ แต่นางก็รู้ทันปักดาบลงที่พื้นแล้วดีดตัวขึ้นกางขาเตะจากกลางอากาศเจ้าช่วยเกรงใจกระโปรงที่เจ้าสวมอยู่บ้างได้หรือไม่!คราวนี้ไม่ต้องรอให้ซูซูบอก ซูเจินเอี่ยวตัวหลบแล้วจับขานางไว้แน่น หน็อย! เจ้าคิดจะเตะข้าหรือ? ฝันไปเถอะ!“ปล่อยขาข้า!” เจียอี๋ตะโกนขึ้นหลังจากพยายามดึงขาของตนอยู่นานแต่ก็มิได้ผลเรื่องสิ ซูเจินออกแรงทั้งหมดเหวี่ยงนางหมุนตัวสามรอบแล้วปล่อยมือ ทำให้นางลอยละลิ่วไปไกลแต่สามีของนางก็รีบมารับร่างผู้เป็นภรรยาเอาไว้ได้ทัน ก่อนที่จะล้มกลิ้งลงไปด้วยกันเอ่อ…นางไม่คิดว่าตัวเองจะมีแรงมากมายมหาศาลขนาดนี้นะ ซูเจินมองมือของตนเองอย่างอึ้งๆพอเห็นนายหญิงของตนเสียท่าโดนเล่นงาน เหล่าหญิงสาวที่เหลือก็พร้อมใจกันมาล้อมนางทันที แต่ละคนวรยุทธ์สูงๆกันทั้งนั้น‘ซูซู…’‘มิเป็นไร’ ซูซูกล่าวให้คลายกังวล แต่ขอโทษเถอะโดนล้อมโดยคนนับสิบแถมอาวุธพร้อมมือเช่นนี้ นางคงจะใจเย็นได้อยู่หรอกนะ‘ตั้งจิตให้แน่วแน่ ผ่อนลมหายใจ แล้วลองคิดถึงสิ่งที่เจ้าอยากจะทำกับคนเหล่านี้ดู’‘อะไรก็ได้หรือ?’‘อะไรก็ได้’สิ่งที่อยากทำ สิ่งที่อยากทำ ฟู่~