ตอนที่ 171 ติดอยู่ในมิติอบิส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในที่สุดเฟิร์สก็ปรากฏตัวออกมา หลังจากที่ถูกผนึกไว้ในลาวามากกว่าสามปี
รูปลักษณ์ของเฟิร์สยังคงเหมือนเดิม ใบหน้าวัยมัธยมต้นและส่วนสูง 174 เซนติเมตรของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย และมีท่าทางว่ารูปลักษณ์นี้จะไม่เปลี่ยนไปตลอดกาล
นั่นเพราะเหตุผลของการวิวัฒน์ร่างกายาวิญญาณอัคคี
การถือกำเนิดของกายาวิญญาณอัคคีทำให้ร่างทั้งร่างร้อนแรงไม่ต่างไปจากเปลวเพลิง ร่างของเขาดุจดั่งวิญญาณของเปลวไฟ คล้ายมีคล้ายไม่มี ยากที่จะหยั่งถึง
การโจมตีทางกายภาพแทบจะไม่มีผลอะไรกับเขา มิหนำซ้ำบนร่างยังมีคุณสมบัติของการโจมตีเปลวเพลิง
เมื่อหยั่งลึกถึงแก่นแท้ของกายาแล้วมันมีแนวทางวิถีแห่งวิญญาณและเปลวเพลิงผสานกัน
แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักกายานี้ดี แต่ที่รู้ก็คือพลังของกายานี้เหนือกว่ากายากระบี่ที่เขาเคยฝึกฝนอยู่ขั้นใหญ่
ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาไม่สามารถขยับร่างกายได้ จึงจมจ่อมศึกษาวิถีโลกเทียมและวิถีกระบี่ที่สามภายในโลกเพลิงสีเงินซึ่งมีเวลาอยู่นับไม่ถ้วน
การฝึกฝนของเขาในตอนนี้จึงพัฒนาอยู่ขั้นใหญ่
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือขั้นพลังสปีริตของเขาได้บรรลุจนถึงขีดสุดของขอบเขตดาราแดงเรียบร้อยแล้ว
กลางหน้าผากปรากฏเป็นดาราแดงเก้าแฉก!
ท่าทางของเด็กหนุ่มในตอนนี้ดูสงบนิ่งและเยือกเย็นเป็นอย่างมาก ในดวงตามีประกายแห่งความลึกล้ำไม่สื่อออกมา
“ในที่สุดก็สามารถควบคุมร่างกายนี้ได้ ...” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่ากลับฟังแล้วทรงพลังและดูลึกล้ำเป็นอย่างมาก
หลังจากที่ได้ครอบครองโลกเพลิงสีเงินและจมจ่อมอยู่ข้างในนั้นมาอย่างยาวนาน บุคลิกของเขาก็พลันเปลี่ยนไป กลายเป็นสุขุมและเยือกเย็นมากขึ้น แทบจะไม่ต่างไปจากจอมปราญช์ในยุคบรรพกาลเลยแม้แต่น้อย
“หืม ... พลังสปีริตบ่มเพาะมาถึงขีดสุดแล้วหรอ? ... เช่นนั้นก็บรรลุข้ามขอบเขตเถิด ...”
ทันทีที่เด็กหนุ่มพูดจบ มวลพลังสปีริตมหาศาลที่อยู่ในชั้นบรรยากาศก็เคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าเกิดเสียงดังสนั่น แผ่นดินสั่นสะเทือน อากาศเกิดการหมุนวนอย่างน่ากลัว โดยมีร่างของเด็กหนุ่มเป็นศูนย์กลาง
สัญลักษณ์ดารากลางหน้าผากปะทุพลังสปีริตมหาศาลพรั่งพรูออกมามากมายผิดปกติ
ดาราเก้าแฉกเกิดการเปลี่ยนแปลง มันถูกหลอมรวมจนกลายเป็นดาราดวงใหม่ที่เปล่งแสงสีน้ำเงินเจิดจ้า
นี่คือขอบเขตดาราน้ำเงิน!
ทว่าแม้นี่จะเป็นขอบเขตดาราน้ำเงินซึ่งไม่ต่างไปจากดาราน้ำเงินทั่วไป แต่มันกลับสื่อว่าเป็นโลกอีกใบ ที่แตกต่างไปจากดาราน้ำเงินทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ซึ่งความลับของมันก็คือดาราน้ำเงินนี้ได้ปราศจากการควบคุมของวิถีหนึ่งที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
เขาคือเจ้าของมันอย่างแท้จริง
“สำเร็จขอบเขตดาราน้ำเงินแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงของวิญญาณและร่างกายจึงทำให้การบรรลุขอบเขตง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ วิถีโลกเทียมนั้นส่งผลต่อการบ่มเพาะเป็นอย่างมาก ยิ่งมีโลกเพลิงสีเงินเป็นวิญญาณ การบ่มเพาะสายนี้ก็ยิ่งง่ายดายขึ้นไปอีก” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างพึงพอใจ
ตลอดวันคืนอันยาวนาน ในที่สุดเขาก็รู้ซึ้งถึงเส้นทางการบ่มเพาะวิถีโลกเทียม
แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้เริ่มการบ่มเพาะ แต่การรู้แจ้งนี้กลับทำให้เขารู้สึกสบายปลอดโปร่งเป็นอย่างมาก นับว่าเข้าใจถึงการบ่มเพาะวิถีโลกเทียมเบื้องต้นแล้ว
“วิถีโลกเทียมร้ายกาจและลึกล้ำเป็นอย่างมาก แต่การบ่มเพาะนับว่าโหดเหี้ยมพอดู แตกต่างจากวิถีบ่มเพาะกระบี่อย่างสิ้นเชิง ... เอาเถอะ นี่ก็ได้เวลาแล้ว” เฟิร์สหยุดกล่าวไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองมาที่ตนเอง ที่ตอนนี้ร่างกายกำลังเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์
เขาส่ายศีรษะไปมาแล้วเอ่ย “เสื้อผ้าและข้าวของทั้งหมดของฉันถูกเปลวเพลิงนั่นทำลายจนหมดแล้ว ถ้าหากเป็นคนอื่นพวกเขาคงจะหมดสิ้นหนทาง แต่ฉันไม่เป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน ยังไงก็ตามภายในมิติเก็บของนั้นก็มียุทธภัณฑ์ที่ฉันสร้างขึ้นมา สัมผัสการเชื่อมต่อที่ยังไม่ตัดขาด ยังคงหลงเหลืออยู่ในมิติแห่งนั้น แม้จะใช้เวลาสักหน่อยแต่ก็มีทางนำกลับคืนมาได้”
ทันทีที่เอ่ยจบเฟิร์สก็สะบัดมือออกไป วงแหวนอักขระสีเขียวปรากฏขึ้นมา มองเห็นอักขระมากมายหลากหลายวิถีเคลื่อนไหวล่องลอยอย่างเลือนราง
การจมจ่อมที่มากกว่าสามปีย่อมต้องมีเวลาให้เขาบ่มเพาะพลังอักขระ ซึ่งแน่นอนว่ามันพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก
วงแหวนอักขระของเฟิร์สพยายามเชื่อมต่อกับมิติเก็บของที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในใต้ดิน
ขั้นตอนและวิธีการนี้ละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก มันต้องใช้ความเชี่ยวชาญและฝีมือที่ชำนาญการของผู้ใช้อักขระ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดำเนินการเป็นไปด้วยความราบรื่นเป็นอย่างดี
เฟิร์สใช้เวลาไปครู่ใหญ่ในที่สุดก็สามารถเก็บเกี่ยวมิติเก็บของที่ถูกทิ้งไว้กลับมาได้
เขาทำการหลอมแปรมิติเก็บของแห่งไว้ในดวงวิญญาณ เมื่อเข้าสู่ขั้นสูงของการใช้อักขระและมีวิญญาณที่แข็งแกร่ง ตัวตนระดับนี้มักจะสร้างมิติเก็บของของตัวเองไว้กับตัว ไม่จำเป็นต้องสร้างวัตถุมิติเพื่อเก็บของอีกต่อไป
ในที่สุดเขาก็นำเสื้อผ้าสำรองออกมาและสวมใส่มัน
เด็กหนุ่มในตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อฮาวายลายดอกกับกางเกงขาสั้นสีขาว เขามัดรวบเรือนผมสีเงินไว้กลางหลัง ทำให้มองแล้วดูแปลกตา แต่เขาก็หาได้สนใจในภาพลักษณ์ของตนเองไม่
“เวลาผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้ หวังว่าประตูอบิสคงจะเปิดอยู่”
หลังจากจัดการเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เฟิร์สจึงออกเดินทางไปยังที่ตั้งของประตูอบิสที่เคยมีอยู่
เฟิร์สย่ำเท้าไปข้างหน้าครั้งหนึ่ง ภาพเงาของดวงจันทร์ที่โอบล้อมไปด้วยเปลวเพลิงสีเงินก็ปรากฏลางๆ ย่างเท้าบนดวงจันทร์ แสงสว่างอันนวลผ่องโพยพุ่งสู่ตำแหน่งที่ไกลออกไป
พรึบ!
ร่างของเด็กหนุ่มปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งยังพื้นที่อันห่างไกล ไม่นานเขาก็ลอยตัวกลางท้องฟ้า มองจุดที่เคยเป็นเซฟโซนด้วยหัวใจที่เบาหวิว
ดวงตาปรากฏความผิดหวังออกมาจางๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“ไม่ทันจริงๆ ด้วย ... ประตูอบิสได้ปิดลงไปแล้ว”
แล้วตอนนั้นเองจู่ๆ หัวใจของเขาก็เริ่มเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น ประตูอบิสหายไปแล้ว นั่นหมายความว่าเขาต้องติดอยู่ที่นี่
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
“จากรายงานที่ฉันเคยได้รับมา อบิสแต่ละแห่งสามารถปรากฏขึ้นในโลกได้มากกว่าหนึ่งครั้ง นั่นหมายความว่าอบิสแห่งนี้ก็มีโอกาสที่จะปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน” เฟิร์สวิเคราะห์จากรายงานสถิติที่เขาได้รับมา
แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของเขาก็ไม่ปรากฏรอยยิ้ม
“แม้จะเป็นแบบนั้นแต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะค้นหาประตูอบิสในสถานที่แห่งนี้ บางทีฉันอาจค้นหาเรื่องราวของประตูในสถานที่แห่งนี้ได้”
ร่างผอมบางร่อนลงสู่สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของประตู สัมผัสของเขากระจายออกไปครอบคลุมพื้นที่แห่งนี้
เขาเคยมีประสบการณ์รับรู้ว่าโลกภายนอกยังมีโลกอีกมากมาย มีจักรวาลและดวงดาวอยู่นับไม่ถ้วน และแน่นอนว่ามิติเหล่านี้ก็เช่นกัน
เขาซึ่งเป็นผู้ใช้อักขระ สามารถสร้างพื้นที่มิติเก็บของได้มากมาย เช่นนั้นแล้วมิติแห่งนี้ก็คงมีใครคนหนึ่งเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาเช่นเดียวกัน
เฟิร์สต้องการหาความเป็นไปได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มิติอบิสแห่งนี้ปรากฏขึ้นบนโลก
เขาใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่สามารถค้นหาความลับนี้ได้เจอ
แล้ววันนั้นเองเฟิร์สก็ตัดสินใจละทิ้งความพยายาม แม้เขาจะใช้เวลาขบคิดในโลกเพลิงสีเงินซึ่งมีเวลาที่เป็นอนันต์ แต่เขาก็ตระหนักได้ว่าขั้นพลังของเขาในตอนนี้ยังไม่มีสิทธิ์ที่จะค้นหาความจริงได้
“ฉันยังอ่อนแอเกินไปสินะ ...” เฟิร์สได้แต่ทอดถอนหายใจออกมา
ในสายตาของผู้แข็งแกร่งแล้ว ผู้อ่อนแอก็เหมือนมดตัวหนึ่งที่กำลังเต้นอยู่ในฝ่ามือ
หากเขาไม่แข็งแกร่งให้มากขึ้นกว่านี้ย่อมไม่มีทางที่จะดิ้นออกจากอุ้งมือนี้ได้
ตอนนั้นเองความคิดบางอย่างก็แล่นเข้ามา
“จริงสิ เจ้านั่นที่เป็นเผ่าพันธุ์เดม่อน ...”
เฟิร์สพลันคิดถึงเรื่องที่เขาได้รับจากเผ่าเดม่อนขึ้นมา มันเคยมีเรื่องราวที่ว่ามิติแห่งนี้เป็นสิ่งที่เผ่าเดม่อนสร้างขึ้น จุดประสงค์ของพวกมันคือเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตต่างโลก การบ่มเพาะของพวกมันเกี่ยวข้องกับการกลืนกินวิญญาณ
ซึ่งมิติแห่งนี้เองก็คือการบ่มเพาะของมัน!
“ถ้ามิติแห่งนี้คือแก่นแท้ของการบ่มเพาะของเผ่าเดม่อน นั่นหมายความว่าฉันเองก็สามารถพูดคุยต่อรองกับพวกมันได้”
“ต่อรองกับเผ่าเดม่อนอย่างนั้นหรอ? ... หึหึ” มุมปากของเฟิร์สเผยเป็นรอยยิ้มออกมา