ยอดมารดาหัวใจทระนง

    ตอนที่ 46 : ชายชั่วกับหญิงสารเลว


     

    ครั้งที่แล้วยายหลิวบอกว่าหนิงหว่านหน้าไม่อายตามติดผู้ชายคนหนึ่ง ท่าจะจริง เพียงแต่ดูจากการแสดงออกของป๋ายจู่ปู้แล้ว เหมือนว่าจะไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไร ชอบใจเสียด้วยซ้ำไป ดูเหมือนว่ายายหลิวจะพูดเพียงแค่เปลือกนอก หนิงหว่านไล่จับเขาก็เป็นด้านหนึ่ง แต่ป๋ายจู่ปู้ก็ไม่ได้ปฏิเสธออกมาอย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่เป็นการสมยอมหรอกหรือ?

     

    มองหนิงหว่านที่งามพริ้ง หนิงเยี่ยนจึงเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง ช่วยไม่ได้ล่ะนะ บ้านตระกูลหนิงนั้นมีกรรมพันธุ์ที่ดี ไม่ว่ายายแก่ต้าหลี่ชื่อหรือเสี่ยวหลี่ชื่อจะหน้าตาอัปลักษณ์ขนาดไหน ลูกที่คลอดออกมาก็ล้วนแต่หน้าตาดี ยีนบ้านตระกูลหนิงนี่กดยีนด้อย ๆ เก่งจริง ๆ

     

    ป๋ายจู่ปู้อายุน้อยแค่ไหนก็วัยยี่สิบต้น ๆ หนิงหว่านเพิ่ง 17-18 ปี อายุยังน้อยดั่งดอกไม้ที่ยังไม่ผลิบาน หน้าตาก็งดงาม ถ้าป๋ายจู่ปู้จะชอบก็ไม่แปลก แต่คุณนายรองที่จวนตระกูลป๋ายหนิงเยี่ยนก็เคยเห็นมาแล้ว พูดได้เลยว่าเธอนั้นสวยดุจดอกไม้และมีกลิ่นหอม แต่อาหารที่มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหลจานนั้นคงจะกินจนเคยชินแล้ว หนิงหว่านที่เป็นสาวน้อยสวยสดงดงามแบบนี้ ใจไม่เต้นก็คงจะแปลก แต่พูดตามตรงยังไงสองคนนี้ก็เป็นดั่งชายชั่วกับหญิงสารเลวเท่านั้น

     

    คลำดูกำไลที่ข้อมือ หนิงเยี่ยนรู้สึกว้าวุ่น หลังจากนี้เธอจะมองหน้าคุณนายรองติดได้ยังไงกัน?

     

    ถ้าหากเป็นไปได้ หนิงเยี่ยนไม่อยากมีความสัมพันธ์กับคนที่บ้านจระกูลหนิงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ที่ได้รู้จักกับคุณนายรองก็เป็นฝีมือการวางแผนของเธอทั้งนั้น

     

    ความสัมพันธ์ของหนิงเยี่ยนกับคุณนายรองแม้จะไม่ได้ดี แต่ก็นับว่าใช้ได้ในระดับหนึ่ง เธอเปิดร้านปิ้งย่าง เพื่อหวังจะอาศัยความเป็นขาใหญ่ของบ้านตระกูลป๋ายรับมือกับพวกอันธพาล พวกผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ตอนนี้ดูเหมือนว่า....ขาใหญ่ขาไหนก็ไม่สู้กำปั้นของตัวเอง

     

    สำหรับคนบ้านตระกูลหนิง ถ้าสามารถออกห่างได้มากแค่ไหนยิ่งดีและต้องพยายามอยู่ให้ห่างที่สุด สำหรับคนบ้านนั้นหนิงเยี่ยนบอกได้คำเดียวว่า กลัวแล้วจ้า รับมือไม่ไหวแล้วด้วย!

     

    ครอบครัวที่ไร้เหตุผลขนาดนั้น แค่เห็นก็ปวดหัวแล้ว คนพวกนั้นก็ประหลาดทำแต่เรื่องที่ทำให้คนรู้สึกขยะแขยง แต่ก็เป็นคนน่าขยะแขยงที่ไม่ได้ทำอะไรละเมิดกฎหมายเลย หากทำอะไรละเมิดกฎหมายขึ้นมา เธอคงจะเอาคนพวกนั้นเข้าคุกอย่างมีความสุข

     

    หนิงเยี่ยนกลับมาจากในเมือง มองที่ต้นไม้หน้าหมู่บ้านก็ไม่เห็นเจ้าหนูน้อย เธอจึงรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ลูกชายมีเพื่อนก็ไม่มารอเธอแล้ว หลังจากนี้ถ้ามีลูกสะใภ้ไม่ใช่ว่าเธอจะถูกจับโยนให้หมาป่าบนภูเขากินหรอกหรือ

     

    แต่ความคิดแบบนี้มาแวบเดียวเท่านั้น ลูกชายของเธอเป็นคนมีความรับผิดชอบ แต่ต่อให้ไม่มีความรับผิดชอบ เธอก็ไม่ได้น่าสงสารขนาดนั้นหรอก

     

    เมื่อหนิงเยี่ยนกลับถึงบ้าน เจ้าหนูก็กระโดดออกมาจากห้อง พอไปถึงหน้าหนิงเยี่ยนจมูกของเขาก็ย่นทันที

     

    “แม่ ท่านซื้ออะไรกลับมา? ทำไมถึงเหม็นขนาดนี้”

     

    “โอ๊ะโอ เหม็นก็ไม่ต้องกินนะ”

     

    “อุ๊บส์”

     

    เจ้าหนูโหย่วหยูรีบเอามือตะครุบปาก เขายังจำได้ว่าครั้งที่แล้วแม่เอาปลาหมึกกลับมาด้วยก็แบบนี้ ในตะกร้าสะพายหลังมีกลิ่นตลบอบอวล ปลาหมึกกลิ่นไม่ดีเลยแม้แต่นิด แต่พอล้างจนสะอาดแล้วเอาไปทำอาหาร กลับเป็นอาหารที่รสชาติอร่อย

     

    เจ้าหนูไปเอาเก้าอี้ออกมาให้หนิงเยี่ยนนั่ง

     

    “แม่ทำงานหนักจัง เหนื่อยมั้ย ให้ข้าไปเทน้ำอุ่นให้ไหม”

     

    พูดจบขาเล็ก ๆ ก็ออกวิ่งไปที่ห้องครัว ใช้ชามเครื่องเคลือบตักน้ำอุ่นหนึ่งถ้วยแล้วส่งให้หนิงเยี่ยน

     

    หนิงเยี่ยนรับชามใบเล็กมา จิบน้ำเข้าไปหนึ่งคำ หลังจากความรู้สึกแห้งระคายเคืองในลำคอหายไป ความรู้สึกมัวหมองในใจของหนิงเยี่ยนเองก็หายไปด้วยทันที

     

    “แม่ต้องพักผ่อนสักหน่อย เจ้าไปอยู่เงียบ ๆ กับเป่าฉือสักพักนะ เดี๋ยวแม่ตื่นจะทำอาหารให้กิน” หนิงเยี่ยนเอ่ย

     

    “แม่ไปนอนเถอะ ข้าจะสอนเป่าฉือเขียนหนังสือ” เจ้าหนูว่า

     

    “สอนคนอื่นก็เป็นแล้ว เก่งจริง ๆ สู้ ๆ นะ”

     

    หนิงเยี่ยนตบหัวเจ้าหนูน้อยเบา ๆ แล้วลุกขึ้นกลับไปห้องนอนของเธอ

     

    หนิงเยี่ยนนั่งยอง ๆ ลงแล้วคลำเอาชามไม้ออกมาจากใต้เตียง เดินไปที่ห้องครัว ตักเอาน้ำมาหนึ่งชามเพื่อเช็ดล้าง พอเช็ดเหงื่อบนร่างออกไป ร่างกายจึงรู้สึกสดชื่นสบาย

     

    จากนั้นหนิงเยี่ยนนั่งลงบนเตียง นอนไปได้พักเดียวก็ได้ยินเสียงคุยกันดังมาจากด้านนอก เธอเอาหมอนปิดหน้าแต่เสียงก็ยังดังเข้าหูมาอยู่ดี

     

    “ยายหวง เสี่ยวเฉ่าล่ะ ทำไมนางไม่มาเล่นกับข้า” เสียงเจ้าหนูน้อยดังขึ้น

     

    “เสี่ยวเฉ่าไปบ้านยายของนางแล้ว แม่เจ้าล่ะ ข้ามีธุระ” 

     

    “แม่ข้านอน ท่านพูดกับข้าสิ”

     

    “นี่เจ้ามีสิทธิ์ตัดสินใจเหรอ?”

     

    ป้าหวงพูดปนขำ

     

    “มะ..มีสิ!”

     

    “....”

     

    หนิงเยี่ยนรีบลุกออกจากเตียง ป้าหวงแวะมาแบบนี้ บอกไม่ถูกว่าทำไมในใจของเธอจึงรู้สึกหวาดผวา

     

    “แอ๊ดด”

     

    เสียงผลักเปิดประตูดังขึ้น

     

    เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู ป้าหวงก็หันไปมอง ที่เดินออกมาคือหนิงเยี่ยน เห็นดังนั้นเธอจึงรีบถามออกมา

     

    “แม่หนูหนิง มีคนจากอำเภอมาถามวิธีตีเหล็ก บอกว่าจะเอาไปรายงานต่อราชสำนัก เจ้าว่าทำยังไงดี?”

     

    จากใจของหวงชื่อ เธอไม่อยากบอกเรื่องเพิ่มหินปูนให้แก่พวกขุนนาง หากบอกไปแล้วราชสำนักเอาวิธีตีเหล็กแบบใหม่ไปประกาศเผยแพร่ เช่นนั้นชื่อเสียงของตระกูลจางคงไม่สามารถรักษาระดับสูงสุดไว้ได้อีกต่อไป

     

    อย่างหนึ่งที่ต้องรู้คือช่วงนี้งานเหล็กของบ้านตระกูลจางนั้นมีชื่อเสียงมากในถงเซียน พวกนักล่าสัตว์หมู่บ้านข้าง ๆ อยากจะซ่อมมีดก็ยอมมาจากที่ไกล ๆ แต่ก่อนพวกงานเหล็กนั้นกองสุมอยู่เต็มบ้านไปหมด ทุกวันขายออกไปพอแค่ใช้ดำรงชีพ แต่ตอนนี้ล่ะ? แค่ตีเหล็กออกมา เอาไปวางขายที่แผงขายของในเมือง ไม่นานก็ขายหมด

     

    “ความต้องการของราชสำนัก ยังไงก็ขัดไม่ได้”

     

    หนิงเยี่ยนคิดว่าเป็นเรื่องอะไรใหญ่ ที่แท้ก็....

     

    เทคนิคเล็ก ๆ นี้ หากเบื้องบนต้องการ หนิงเยี่ยนก็ไม่อาจเก็บซ่อนมันต่อไป ท้ายที่สุดเมื่อกองกำลังของราชวงศ์ซวนแข็งแกร่งสู้รบชนะ เธอจึงสามารถสนุกกับชีวิตที่สงบสุขต่อไปได้

     

    ไม่งั้น....หากราชวงศ์ซวนไม่สงบสุขเหมือนกับเปลือกนอกที่แสดงออกไป พวกต๋าทางตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วยังพวกตระกูลเก่าแก่ทางใต้อีกล่ะ

     

    “บอกได้ด้วยเหรอ?” ป้าหวงเอ่ย

     

    “ป้าหวง ความต้องการของเบื้องบนนั้นขัดไม่ได้ ถ้าหากท่านส่งมอบมันไป แล้วไม่สามารถรักษาระดับชื่อเสียงที่ดีเท่าตอนนี้ได้ งั้นก็อาศัยโอกาสนี้พูดความต้องการที่สมเหตุสมผล ความต้องการที่ไม่เกินเหตุกับนายอำเภอเสียสิ จะเป็นความต้องการแบบไหน พวกท่านก็พิจารณาเอาเถอะ” หนิงเยี่ยนเสนอแนะ

     

    “แม่หนูหนิง ทำแบบนี้ได้จริง ๆ หรือ?” 

     

    “นอกจากทางนี้แล้วก็ไม่มีวิธีอื่นใช่ไหมล่ะ”

     

    “งั้น แม่หนูหนิง อยากจะบอกที่มาของวิธีนี้ไหม”

     

    “ไม่เอาหรอก ข้าเองก็บังเอิญเจอ”

     

    “งั้นตามนี้แล้วกัน”

     

    ความไม่สบายใจของป้าหวงจึงลดลงไปหน่อย นับได้ว่าหลังจากนี้ถึงแม้บ้านอื่นจะสามารถตีเหล็กออกมาได้ดีเช่นนี้ แต่ก็เป็นการเรียนรู้เทคนิคจากบ้านของเธอ......

     

    ในที่สุดป้าหวงก็ไม่รู้สึกทุกข์ใจแล้ว หนิงเยี่ยนหาวออกมาหนึ่งที มองไปยังพระอาทิตย์แล้วจึงหมุนตัวเดินไปในห้องครัว จะนอนก็นอนไม่ได้แล้ว นอนตอนนี้ตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับเอา

     

    หนิงเยี่ยนจึงเอาลำไส้อ่อนของหมูออกมาล้างจนสะอาด ขูดเนื้อบนผิวของลำไส้ออก เอาลำไส้หมูมาทำเป็นปลอก เอาเนื้อที่ผสมแล้วยัดเติมเข้าไปด้านใน ยัดเข้าไปทีละนิด ทีละนิด ยัดไปก็กระวนกระวายใจ ตอนนี้หนิงเยี่ยนคิดถึงเครื่องยัดไส้กรอก ไม่มีเครื่องยัดไส้ก็ทำไส้กรอกได้ลำบากมาก

     

    ดูเหมือนว่าต้องหาโอกาสศึกษาหน่อยแล้วว่าเครื่องยัดไส้ทำยังไง แต่ถึงยังไงไส้กรอกก็เป็นของดี ไม่ใช่ว่ากินได้ครั้งเดียว อีกอย่างที่ร้านปิ้งย่างในอนาคตก็ขายไส้กรอกกันหมด

     

    แต่ใช้มือยัดไส้เข้าไปแบบนี้เหนื่อยสุด ๆ หลักการของเครื่องยัดไส้แบบไม่อัตโนมัติก็ไม่ได้ซับซ้อนมาก 

     

    วิทยาศาสตร์จ๋า รีบ ๆ ก้าวหน้าเถอะ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งเธอต้องการทำอะไร เธอต้องศึกษาเองหรอกนะ ในใจของเธอร้องโหยหวน แล้วก้มหน้ายัดไส้กรอกต่อไป

     

    ทำไส้กรอกอย่างยากลำบาก จนฟ้ามืดไปแล้ว หนิงเยี่ยนเอาไส้กรอกที่ทำเสร็จใหม่ ๆ แขวนไว้บนต้นไม้ แล้วเรียกโหย่วหยูมาช่วยจุดไฟ เธออาศัยโอกาสที่หนิงโหย่วหยูกำลังต้มน้ำเอาเนื้อสับที่เหลือมาทำเป็นเกี๊ยว พอน้ำเดือดก็เอาเกี๊ยวลงไปต้มในหม้อ อาหารเย็นถือว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว

     

    เอาอาหารวางไว้บนโต๊ะ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของลู่หานจาง หนิงเยี่ยนจึงลุกขึ้นไปเคาะประตูห้องของลู่หานจาง แต่ก็ไม่มีการตอบรับ

     

    .................

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมารดาหัวใจทระนง ที่คุณอ่าน