ตอนที่ 2
ฟิไนต์กำลังยืนอยู่เพียงลำพังใต้ต้นไม้ใหญ่ท่ามกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา-นั่นคงจะเป็ประโยคที่อธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ของฟิไนต์ได้ไม่สิ หากจะให้ละเอียดมากกว่านั้นคงต้องเพิ่มคำอธิบายว่าข้างๆเขาในตอนนี้มีสมุดโน้ตเล่มหนึ่งกับดาบเล่มหนึ่งวางอยู่มากกว่า
...เอายังไงดี?
ฟิไนต์มองไปรอบๆเพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติมแต่ก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เขากำลังอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มันไม่มีอะไรที่พอจะเป็เบาะแสได้เลยที่น่าจะเป็เบาะแสได้ก็เหลือเพียงดาบและสมุดโน้ตเท่านั้น แน่นอนว่าฟิไนต์เลือกที่จะใช้สมุดโน้ตเป็เบาะแส
เขาหยิบสมุดโน้ตและดาบขึ้นมาแล้วนั่งลงใต้ต้นไม้โดยวางดาบไว้บนตักก่อนจะเปิดสมุดโน้ตดูสิ่งที่อยู่ด้านในสิ่งที่พบคือข้อความราวๆสองหน้ากระดาษ
‘สวัสดีฟิไนต์ถ้าคุณได้อ่านข้อความนี้ล่ะก็แสดงว่าคุณคงจะไปถึงที่นั่นแล้ว เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลาผมจะเข้าประเด็นเลยละกัน โลกที่ผมส่งคุณไปนั้นชื่อ <โลก>’
“...”
‘จะให้ผมพูดอย่างไรละก็ชื่อของมันคือ<โลก>นี่ เอาเป็ว่าโลกนั้นกำลังถูกคุกคามจากจอมมารล่ะครับก็เลย...คุณคงรู้นะครับว่าผมจะขออะไร ฮั่นแน่ คุณคงคิดว่าผมจะให้ไปปราบจอมมารล่ะสิแต่เสียใจด้วยครับ ผมไม่ให้คุณทำแบบนั้นหรอก ทางโลกนั้นเขากำลังจะอัญเชิญผู้กล้าอยู่แล้วล่ะนะผมเลยไม่ต้องไปยุ่งอะไร ที่ผมจะให้ทำน่ะง่ายๆ แค่เอาของไปส่งให้ผมแค่นั้นเอง ง่ายใช่ไหมล่า’
สายตาของฟิไนต์เบนไปยังดาบที่วางอยู่บนตัก
มันเป็ดาบเซเบอร์ยาวหนึ่งเมตรบริเวณจุดเชื่อมของด้ามจับมีอัญมณีสีฟ้าขนาดใหญ่ฝังอยู่ และมีปีกสีเงินยื่นออกมาจากอัญมณีในแนวนอนใบดาบมีลวดลายสลับซับซ้อนคล้ายวงจรอิเล็กทรอนิกส์ นั่นคือคำอธิบายสำหรับรูปลักษณ์ของดาบเล่มนี้
“เป็ดาบที่สวยจริงๆเลยนะ...หรือเท่ดีล่ะเนี่ย?”
ฟิไนต์ใช้นิวััลากยาวจากต้นสู่ปลายของดาบอย่างช้าๆก่อนจะวางมันลงเช่นเดิม
‘ดาบเล่มนั้นเท่มากเลยใช่ไหมล่ะแน่นอนครับ ดาบเล่มนั้นเป็ส่วนหนึ่งของดาบที่ผมสร้างและดูแลอย่างดีเลยล่ะนะ’
ข้อความต่อมาที่ฟิไนต์อ่านทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อยเพราะเขาสามารถตอบสนองต่อความคิดของฟิไนต์ได้ราวกับกำลังคุยกันอยู่จริงๆ
‘ผมไม่ได้ใช้พลังอ่านใจหรืออะไรเลยนะ’
ข้อความต่อมาก็ยังคงเป็ข้อความที่ตอบสนองต่อความคิดของฟิไนต์เช่นเดิมจะเป็อย่างไรก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้ฟิไนต์คิดว่าได้อ่านอะไรแบบนี้ก็สนุกดี
‘กลับเข้าเื่กันก่อนดีกว่าก็อย่างที่ว่าไป ผมอยากจะให้คุณเอาดาบไปส่งให้กับัตนหนึ่งหน่อยล่ะนะ เธอชื่อ เซรีอาเธอนอนหลับอยู่ในูเา พิกัดก็อยู่ด้านหลังหน้านี้ล่ะ เป็ระบบแบบGPSล่ะนะ ไม่ต้องกลัวหลงหรอก’
ด้านหลังสมุดนั้นแสดงตำแหน่งของคำว่าฟิไนต์พร้อมกับลูกศรที่ชี้ไปยังคำว่าูเาซึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควรเมื่อฟิไนต์ลองวิ่งไปตามลูกศรก็พบว่าจุดที่แสดงคำว่าฟิไนต์เคลื่อนที่ตามไปด้วย
(แต่ที่น่าแปลกคือทำไมมันแสดงแค่นี้น่ะสินอกจากทิศทางแล้ว มันไม่บอกอย่างอื่นเลย)
เพราะยังอ่านข้อความในหน้าก่อนหน้าไม่จบฟิไนต์จึงหาร่มไม้และเริ่มอ่านต่อ
‘อ้อแล้วก็เื่ภารกิจของคุณ ไม่ต้องห่วงหรอกนะ โลกที่คุณยู่มันเป็ส่วนหนึ่งของมิติของผมอยู่แล้วอ่า เวลาของที่นั่นเดินช้ากว่าโลกของคุณสามเท่า ถ้าอยากกลับไปให้ทันล่ะก็ไปให้ถึงภายในแปด-ไม่สิเจ็ด น่าจะดีกว่า เผื่อเวลาไว้หน่อยล่ะนะ คุณไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธนะเออ เพราะถ้าปฏิเสธล่ะก็ผมจะส่งคุณออกไปจากมิติของผมแล้วขอบอกไว้อย่าง’
‘ผมน่ะแข็งแกร่ง’
ทั่วร่างของฟิไนต์ััได้ถึงความกดดันอย่างหนักหน่วงทันทีที่เริ่มอ่านคำๆนั้นแต่ทันทีที่เขาอ่านจบความกดดันนั้นก็หายไป
‘ยังไงก็...ฝากด้วยนะครับเอ้อ ถ้าเจอกันก็เข้ามาทักทายกันได้นะเออ’
ฟิไนต์ปิดหนังสือลงก่อนจะเก็บเข้ามิติส่วนตัวแล้วนำฝักดาบออกมาใส่ดาบสีเงินเล่มนั้นลงไปและสะพายมันไว้ด้านหลัง
“ผมไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้นหรอกนะครับเอาล่ะ ไปเลยละกัน’
และฟิไนต์ก็เริ่มเดินทางในทันที
¤
ตู้ม!ตู้ม! เคร้ง!
เวทมนตร์และอาวุธของพวกเขาปะทะกันอย่างรุนแรง
ด้วยดาบที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดเด็กหนุ่มและพรรคพวกได้เผชิญหน้ากับตัวแทนแห่งความชั่วร้ายเพียงหนึ่งเดียวบนโลกใบนี้จอมมารวีดรูท
เคร้ง!ตู้มมมม! อ๊ากกกก
“หึความสามารถของผู้กล้ามีแค่นี้เองเรอะ ด้วยความสามารถแค่นั้น คิดหรือว่าจะสามารถเอาชนะข้าได้!แค่สร้างาแให้ข้า เ้ายังไม่สามารถทำได้”
เป็ดังที่จอมมารกล่าวการต่อสู้ระหว่างพวกเขาทั้งหกดำเนินมายาวนานกว่าหนึ่งชั่วโมง ทว่า บนร่างกลายของจอมมารนั้นกลับไม่มีาแแม้แต่แผลเดียวในขณะที่ทั่วทั้งร่างของผู้กล้าและพรรคพวกทั้งสี่คนนั้นเรียกได้ว่าไม่มีส่วนใดที่ไร้าแนอกจากเืของพวกเขาที่นองอยู่ทั่วปราสาทจอมมารแล้ว เรียกได้ว่า ไม่เห็นหนทางในการเอาชนะแม้แต่น้อย
“หึมันจะเป็แบบนั้นแน่งั้นหรือ? จอมมาร”
ทว่ายิ้ม ผู้กล้าหนุ่มยิ้มออกมาอย่างร่าเริงแม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
“แม้จะเป็สถานการณ์เช่นนี้แต่เ้าก็ยังยิ้มออกมางั้นรึผู้กล้า เร้ด”
“อ่าก็ต้องยิ้มอยู่แล้วน่ะสิ”
ผู้กล้า-เร้ดไซโลตัม ใช้ดาบพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นมาอย่างช้าๆ
“เพราะตอนนี้เงื่อนไขในการโค่นแกมันเสร็จสมบูรณ์แล้วยังไงล่ะ-”
“เปิดการทำงานวงเวทย์ชำระล้าง!”
เสียงของเด็กสาวดังกังวาน
ใน่เวลานั้นเองที่รอบตัวของจอมมารถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงสว่างของวงเวทย์ทั้งหกวง
“คิวบ์เอกคิวชัน งั้นเรอะ”
รอบตัวของจอมมารนั้นถูกล้อมรอบไปด้วยวงเวทย์รูปมทรงสี่เหลี่ยมทั้งหกวงหกทิศจนตอนนี้เหมือนกำลังถูกขังอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยม
กล่องสี่เหลี่ยมนี้คือรูปลักษณ์ของหนึ่งในมหาเวทย์ศักดิ์สิทธ์ที่มีพลังในระดับที่สามารถชำระล้างจอมมารได้
-ตอนไหนกัน...
จอมมารครุ่นคิดพลางใช้เนตรมารสำรวจไปรอบๆเพื่อหาสื่อกลางของวงเวทย์การจะร่ายเวทย์จากวงเวทย์นั้นสื่อกลางถือเป็สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้วงเวทย์สามารถทำงานได้และ...
“นี่แก...ใช้เืของตัวเองเป็สื่อกลางงั้นเรอะ...”
หากลองมองไปรอบๆท้องพระโรงแล้วจะพบว่าเืที่เคยสาดกระจายไปทั่วห้องนั้นหายไปบางส่วนซึ่งส่วนที่หายไปนั้นย่อมเป็เืของผู้กล้าซึ่งเป็สื่อกลางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์
“มารู้ตัวตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้วล่ะ จอมมาร วันนี้ล่ะ จะเป็วันตายของแก-”
“คนที่จะตายน่ะมันแกต่างหากล่ะ ผู้กล้า”
-ต้องใช้เสียเืเสียเนื้อกับการฝึกซ้อมขนาดไหนกันนะถึงสามารถควบคุมการสาดของเืได้ในระดับนี้ ไม่อยากจะคิดเลยนะ แต่ว่า!
แครกๆๆๆๆๆ
-ผมเองก็มีเื่ที่ต้องทำเหมือนกัน!
วงเวทย์สีขาวบริสุทธิ์สูญเสียประกายแสงของมันไปสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงคราบแห้งผากของเืที่จับกับเป็ก้อนเท่านั้น
...ครึก
เืที่แข็งตัว-ผลึกแห่งความพยายามของผู้กล้าพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
“ปเป็ไปไม่ได้...”
-เป็ไปไม่ได้อะไรล่ะคิดว่าผมไม่ได้สังเกตเลยรึไงว่าเืมันกระเด็นไปในรูปแบบไหน...เอาเหอะ ถึงผมจะไม่ได้รู้ด้วยตัวเองก็เถอะ
“มันเป็ไปไม่ได้ั้แ่ที่เ้าคิดจะจัดการข้าด้วยวิธีพันธุ์นั้นแล้ว”
เปรี้ยง
ร่างของผู้กล้ากระเด็นไปตามแรงเตะของจอมมารเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้งก่อนจะลุกขึ้นมาได้ แม้จะสูญเสียความหวังสุดท้ายไปเขาก็ยังคงเผชิญหน้ากับความสิ้นหวัง
“พ..เพื่อท..ทุกคนแล้วฉันจะมาแพ้อยู่ตรงนี้ไม่ได้”
ไม่สิเขาไม่ได้สูญเสียความหวังไป เขาไม่มีความหวังอยู่ั้แ่แรกแล้วต่างหาก ั้แ่ที่เกิดมาอนาคตของเขา(ผู้กล้า)ก็ถูกตัดสินไว้แล้ว ทุกวันต้องฝึกฝนอย่างหนักทั้งด้านวิชาการและพละกำลังทุกอย่างต้องเป็ไปตามโครงที่วาง ผู้กล้าจับดาบขึ้นและเผชิญหน้ากับจอมมารอีกครั้งโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าพรรคพวกของเขาที่มาด้วยกันในตอนนี้นั้นกำลังจะวิ่งหนีออกไปแล้ว
-ไม่มีแม้แต่พวกพ้อง...เอาเถอะชัยชนะครั้งนี้ ผมยกให้นาย ผู้กล้า...ไม่สิ เร้ด
ฉึก!
คมดาบของผู้กล้ากงเล็บของจอมมาร ทั้งสองสิ่งบรรลุเป้าหมายของตนเอง ดาบของผู้กล้าแทงทะลุหัวใจของจอมมาร
ในขณะที่กงเล็บของจอมมาร...ทะลุอกพวกพ้องของผู้กล้าไป
ด้วยกงเล็บของจอมมารยืดผ่านข้างลำตัวของผู้กล้าไปหลายร้อยเมตรและแฝงไปด้วยพลังมารซึ่งไม่ต่างไปจากยาพิษร้ายแรงสำหรับมนุษย์พวกเขาทั้งหมดตายในทันที
-หวังว่านายจะมีความสุขนับจากนี้นะ...ผู้กล้าเพื่อนรักของผม...
อ๊ากกกกกกกกกกกกก!
-แม้จะเป็คนพวกนั้น...นายก็ยังร้องไห้ให้สินะ...
ร่างกายของจอมมารสลายไปท่ามกลางเสียงร้องไห้ของผู้กล้าและปราสาทที่กำลังพังทลาย
¤
ณ เนินที่ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
ชายหนุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าในมือของเขามีหีบและหนังสือสีดำวางอยู่
สายตาจับจ้องไปยังปราสาทที่กำลังพังทลายและไม่มีวี่แววว่าผู้กล้าจะออกมาแม้แต่น้อย
“ไม่ไปช่วยหน่อยเหรอคะนายท่าน”
เสียงนิ่มนวลของหญิงสาวกระซิบเข้าที่ข้างหูทำให้ชายหนุ่มรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย
“ไม่ล่ะหมอนั่นเป็ถึงผู้กล้าเลยนะ โดนหินทับแค่นั้นไม่ตายหรอก แต่จะว่าไป เมื่อกี้ ช่วยผมออกมาช้าไปไหมโดนดาบศักดิ์สิทธิ์แทงตรงๆนั่นเจ็บมากเลยนะ”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็เอามือลูบไปที่หน้าอกของตนเอง
“ขออภัยค่ะพอดีดิฉันเกิดสงสัยขึ้นมาว่านายท่านจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้สึกเจ็บน่ะคะ แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมแสดงออกมา”
เธอว่าพลางใช้เล็บจิกเข้าที่อกของชายหนุ่มบริเวณที่ถูกดาบฟัน
“ผิดหวังเหรอ?”
“มากค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น...”
ริมฝีปากของหญิงสาวถูก่ชิงไป
การจูบของทั้งสองดำเนินไปย่างร้อนแรงราวๆสามนาทีก่อนจะจบลง
“ว่าแต่แบบนี้จะดีจริงๆหรือคะ?”
“ที่ปล่อยให้เร้ดมีชีวิตอยู่น่ะหรือ?”
“ค่ะการมีตัวตนของเขาในตอนนี้ไม่ต่างไปจากจอมมารค่ะ ด้วยพลังที่มหาศาลของเขานั้น หลายๆประเทศจะต้องแย่งตัวเขากันอย่างแน่นอนค่ะดีไม่ดี อาจจะ...”
“ถูกลอบสังหารใช่ไหม?”
เร้ดยักคิ้วพลางล้วงเข้าไปหยิบขวดน้ำออกมาดื่ม
“ก็รู้อยู่แล้วนี่คะ”
“อืมรู้อยู่แล้วล่ะ”
“เพราะเป็เพื่อนหรือคะ?”
หญิงสาวกล่าวพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับคราบน้ำที่ติดอยู่บริเวณปากของชายหนุ่ม
“นั่นก็อย่างหนึ่งล่ะนะแต่ที่สำคัญที่สุด คงจะเป็เพราะไอ้นั่นล่ะมั้ง ไอ้าโลกนั่นน่ะ”
“อย่างนั้นเองหรือคะที่ทุกวันนี้ทั้งหนึ่งร้อยยี่สิบสามประเทศยังคงร่วมมือกันก็เป็เพราะมีตัวตนของจอมมารอยู่สินะคะถึงจะเป็แบบนั้นก็เถอะ ไม่กลัวว่าจะมีประเทศไหนใช้พลังของเขาจนทำให้เกิดความวุ่นวายเลยหรือคะ”
“หมอนั่นไม่ใช่คนที่ไร้ความคิดขนาดนั้นหรอกนะ...”
สายตาเคลือบแคลงสงสัยของหญิงสาวยังคงเสียดแทงชายหนุ่ม
“นี่ๆอย่ามองกันแบบนั้นสิ ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆผมจะเป็คนจัดการเอง เพราะฉะนั้น หยุดมองผมแบบนั้นเถอะนะขอร้องล่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะแล้วอีกเื่หนึ่ง จะเอาอย่างไรกับเซตจอมมารกับบันทึกจอมมารนี้ดีล่ะคะ จะเก็บไว้ก่อนหรือเปล่า?”
“ก็คงสักพักล่ะนะผมยังเรียบเรียงบันทึกเหตุการณ์คราวนี้ไม่เสร็จ แล้วก็...อยากจะใช้ข้อมูลบันทึกของจอมมารรุ่นก่อนๆเรียบเรียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ซะหน่อยล่ะนะยังไงก็เป็บันทึกที่รุ่นก่อนๆใช้บอกเล่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ที่ทำให้ตัวตนของจอมมารต้องถือกำเนิดขึ้นนี่นะ”
“เขาใจแล้วค่ะแต่ว่ากรุณาอย่าคัดลอกส่วนที่เป็แผนการรบ เวทมนตร์ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อประเทศต่างๆที่เกิดขึ้นจากการมีตัวตนของจอมมาหรืออะไรที่เกี่ยวข้องออกมานะคะ เข้าใจไหมคะ?”
หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนชายหนุ่มจำต้องรับปาก
“ออื้ม ขืนมีใครรู้ขึ้นมาว่าจอมมารเป็ตัวตนที่มีเพื่อแก้ไขความขัดแย้งระหว่างประเทศที่รุนแรงและทำให้แต่ละประเทศร่วมมือกันล่ะก็ซวยแน่ อ๊ะ จริงสิ รู้สึกว่าที่ตั้งปราสาทที่ผมใช้มันจะไม่ค่อยเวิร์คน่ะ ประเทศที่อยู่ห่างไกลไม่ค่อยเสียหายเลยพัฒนาไปได้เร็วกว่าประเทศที่อยู่ใกล้แถมประเทศที่อยู่ใกล้ปราสาทยังติดหนี้ประเทศที่ไกลกว่าอีกผมควรเขียนลงในบันทึกไหมว่าควรมีปราสาทย่อยอยู่ในทุกประเทศเลย”
“ปราสาทนะคะไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ คิดว่าต้องใช้ทรัพยากรเท่าไหร่กันถึงจะทำแบบนั้นได้ อีกอย่าง ขืนทำแบบนั้นล่ะก็ทุกประเทศมีหวังเน้นไปที่การปกป้องประเทศของตัวเองอย่างเดียวแน่ค่ะ”
ไม่จริงน่า...ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยสีหน้าผิดหวัง
“แต่ถ้าทำเป็ปราสาทลอยฟ้าที่สามารถไปได้ทุกที่ก็น่าจะพอแก้ไขเื่นั้นได้นะคะ”
“จริงด้วย-แปลงร่างจอมมารจัสติส อิน เดอะ คาออส”
ร่างกายของชายหนุ่มและหญิงสาวถูกห่อหุ้มด้วยความมืด
“อ๊ะเจอจนได้ แกสินะ จอมมารของโลกนี้ วีดรูท”
เด็กหนุ่มผมสีทองอายุราวๆสิบเจ็ดปีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสดใสพลางชี้ดาบสีดำที่ทอประกายแสงสีแดงจากลวดลายราวกับเส้นเืบนใบดาบมาทางชายหนุ่ม
นอกจากนี้วีดรูทยังสามารถััได้ถึงผู้ที่กำลังจะมาเสริมทัพอีกราวๆสามคนนอกจากนี้
-พลังของเด็กคนนี้...แข็งแกร่งมาก
“ฉันมาเพื่อจัดการแก”
“เหจัดการผมงั้นเหรอ ผมว่าเราไม่เคยบาดหมางอะไรกันนะ คุณไม่ใช่คนของโลกนี้สักหน่อยนี่นา”
“จอมมารต้องถูกกำจัดมันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
-ชิ เป็ประเภทที่มีความแค้นฝังใจกับจอมมารงั้นเหรอเนี่ยไม่อยากสู้ด้วยเลยนะ
ไม่ใช่ว่าจะสู้ไม่ได้แต่อย่างมากกทำได้แค่ทำให้าเ็สาหัสและดีไม่ดีเขาอาจจะาเ็ไปด้วยดังนั้นแล้ว...
“เกทโอพึ่น ไคฮอกกก(Gate open ข้ามมิติ)”
พริบตาที่กำลังเสริมของเด็กหนุ่มมาถึงทุกอย่างรอบตัวของเด็กหนุ่มและพรรคพวกก็บิดเบี้ยวและพวกเขาก็หายไป
“ฟู่ว~ให้ตายสิ ไม่อยากเจอคนแบบนั้นอีกเลยนะ”
และจอมมารก็หายไป...
¤
“หนอยไอ้จอมมารนั่น น่าหงุดหงิดจริงๆเลย”
ชายหนุ่มผู้มีผมสีทองโวยวายออกมาด้วยใบหน้าบิดเบี้ยวราวกับกินยาขมแต่แม้ว่าเขาจะทำหน้าแบบนั้นไปมันก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะตอนนี้พวกเขากำลังลอยคว้างอยู่ในช่องว่างของมิติ
“น่าๆใจเย็นหน่อยสิ เรน หงุดหงิดไปมันก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ เชื่อฉันสิ”
ความเกรี้ยวกราดของเรนถูกทำให้สงบลงด้วยความนุ่มนิ่มและอบอุ่นของร่างกายหญิงสาวผู้มีผมสีดำขลับร่างกายอวบอัด ปีกสีดำคู่ใหญ่และหางที่งอกออกมาจากบริเวณสะโพก ปีกสีดำขนาดเล็กคู่หนึ่งซึ่งอยู่ข้างศีรษะทั้งสองข้างแทนที่ของหูจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นสามารถบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าเธอคือ ซัคคิวบัส
“เรนระบุตำแหน่งของมิติต่อไปได้แล้วล่ะ”
เสียงอ่อนหวานของหญิงสาวร่างเล็กเอ่ยขัดจังหวะของทั้งสองคนผมสีรุ้งเงางามของเธอเป็สิ่งที่ทำให้ใครๆต่างหลงใหล น่าเสียดายที่ผมส่วนใหญ่ของเธอนั้นถูกบดบังด้วยหมวกแม่มดขนาดใหญ่ที่เธอสวมอยู่
“โอ้ขอบคุณนะ ไทม์”
เรนใช้มือลูบหัวของไทม์ทั้งๆที่เธอกำลังสวมหมวกอยู่แบบนั้น
“ออืม”
ทว่าไทม์ก็ยังครางออกมาอย่างมีความสุข
“นน่าอายจังเลย”
ก่อนจะย่อตัวเอามือกุมหัวหลังจากเลยผละออกไป
“อ่าจะว่าไปแล้ว เอมิลี่ อาการเธอเป็อย่างไรบ้าง?”
เรนหันไปหาหญิงสาวผู้มีผมสีฟ้าครามสวมชุดขาวอีกคนที่อยู่ด้านหลังด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย
“ไม่เป็ไรหรอกตอนนี้ ยังไหวอยู่”
เอมิลี่ตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มทั้งๆที่ตอนนี้เธอเ็ปจากผลของคำสาปชนิดที่ว่าอยากจะตายๆไปซะซึ่งเื่นี้สำหรับเอมิลี่แล้วเป็เื่น่าละอายอย่างมาก เธอนั้นเป็พรีสต์แท้ๆ แต่กลับไม่สามารถรักษาคำสาปของตัวเองได้แม้ว่าคำสาปนี้จะได้รับมาเพราะปกป้องเรนก็เถอะ แต่ว่า...
-ตอนนี้ฉันคง...เป็ภาระสินะ
“จะเคลื่อนย้ายแล้วทุกคน เข้ามาอยู่ในวงเวทย์”
แซกๆ...
“เริ่มทำการเคลื่อนย้ายไดเมนชัน...”
แซกกกกกกก
“ไดรฟ์!”
และวงเวทย์เคลื่อนย้ายก็ทำงานโดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าได้มีการแซกแทรงเกิดขึ้นในจังหวะที่พวกเขากำลังเคลื่อนย้ายพอดี
¤
“ห่ก่ด่าะด่ด่ะาะสะาะซัมมอน!”
โครมมมตู้มมมมมม!
“อโอย รู้สึกว่าการลงจอดครั้งนี้มันจะรุนแรงไปหน่อยนะ ไทม์ นี่ ไทม์”
เรนค่อยๆลุกขึ้นท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวนเนื่องจากแรงกระแทกจากการลงจอดของตนและพยายามมองหาคนอื่นๆ
แน่นอนว่าเขาไม่พบกับพรรคพวกของเขาแม้แต่คนเดียว จะมีก็แต่คนแปลกหน้าในชุดทางการเท่านั้น
“อ่าดูท่าว่าจะเกิดความผิดพลาดในการอัญเชิญสินะ ต้องรีบตามหาทุกคนซะแล้วสิ”
¤
อีกด้านหนึ่ง
“แหมๆรู้สึกว่าได้กลับมาบ้านเก่ายังไงก็ไม่รู้สิ”
หญิงสาวผู้มีร่างกายแสนยั่วยวนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานปนสนุกท่ามกลางการห้อมล้อมของเผ่าพันธุ์ที่ถูกจัดว่าเป็<ปีศาจ> ที่ๆเธออยู่คือปราสาทของจอมมารนั่นเอง
¤
“มุมาโผล่ในที่แปลกๆแล้วสินะคะ”
หญิงสาวร่างเล็กผู้สวมหมวกทรงสูงนามไทม์ เธอกำลังเผชิญหน้ากับราชันแห่งเผ่าพันธุ์ที่ถูกขนานนามว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้
ผู้ปกครองผืนฟ้าและดวงดาราัศักดิ์สิทธิ์แห่งดวงดาว สการี่
¤
“โฮ่ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอเ้าในที่แบบนี้เลยนะเนี่ยเอมิลี่”
สิ่งนั้นกล่าวทักทายออกมาอย่างเป็กันเองทว่า นั่นไม่ทำให้เอมิลี่รู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอนั้นคือต้นเหตุของการล้างแค้นของเรนผู้ที่จารึกคำสาปร้ายแรงไว้บนร่างกายของเธอ จอมมารท่องมิติ พารักซ์
ส่วนทางด้านชายหนุ่มผู้มาจากต่างโลกอีกคนนั้น
ขัดๆถูๆขัดๆถู
“เท่านี้ก็น่าจะสะอาดพอแล้วมั้ง?”
กำลังนั่งบำรุงรักษาดาบฆ่าเวลารออาหารสุก