อีกสิบปีผ่านไป ฉางเสวี่ยในวัยสามสิบห้าได้ทะลวงด่านพลังสร้างจินตันสำเร็จ กลายเป็ปรมาจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักเหมันต์เร้นลับ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในคืนที่ดาวเต็มฟ้า เมื่อพลังวัตรของนางพุ่งทะยานจนเกิดปรากฏการณ์หิมะตกในฤดูร้อน ทำให้ทั้งสำนักต้องตื่นตระหนกและประหลาดใจ
ด้วยพื้นฐานกำลังภายในที่สูงส่งและวิทยายุทธธาตุเหมันต์ที่นางชำนาญ ทำให้รูปลักษณ์ของนางยังคงเหมือนสาวน้อยอายุยี่สิบต้นๆ ผิวพรรณเนียนนุ่มไร้ริ้วรอย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายด้วยพลังวัตรที่ลึกลับ และร่างกายที่สมส่วนอย่างสมบูรณ์แบบ
"เสวี่ย เ้าทำได้แล้ว!" เสียงของปรมาจารย์เหลียงซินเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ นางยืนอยู่ข้างนอกห้องปิดด่านที่ฉางเสวี่ยเพิ่งออกมา ใบหน้าที่แก่ชราลงเต็มไปด้วยความยินดี "ข้าภูมิใจในตัวเ้ามาก เ้าทำสิ่งที่ไม่มีใครในสำนักเคยทำได้มาก่อน"
ฉางเสวี่ยกราบไหว้อย่างเคารพ แม้จะมีพลังแข็งแกร่งแล้ว แต่ความเคารพต่ออาจารย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง "ทั้งหมดนี้เป็เพราะการสอนของท่านอาจารย์ค่ะ หากไม่มีท่าน ศิษย์คงไม่มีวันนี้"
"ไม่ เ้าผิดแล้ว" เหลียงซินส่ายหน้า "นี่คือผลจากความมุ่งมั่นและพร์ของเ้าเอง ข้าเป็เพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น เ้าคือคนที่เดินทางไปถึงจุดหมาย"
ในวันนั้น สำนักจัดงานเฉลิมฉลองให้กับฉางเสวี่ย ศิษย์สาวทุกคนมารวมตัวกันในหอใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและความเคารพ แม้กระทั่งปรมาจารย์จากสำนักอื่นๆ ก็เดินทางมาแสดงความยินดี
"อาจารย์เสวี่ย ตอนนี้นางเป็ปรมาจารย์แล้ว จะรับศิษย์สายตรงหรือไม่คะ?" หลิงเอ๋อที่ตอนนี้โตเป็สาวแล้วถามด้วยความอยากรู้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง
ฉางเสวี่ยมองไปรอบๆ ที่ศิษย์สาวทุกคนที่เฝ้ามองนางด้วยความหวัง "ข้าจะรับศิษย์ แต่จะเลือกเฉพาะผู้ที่มีใจมุ่งมั่นจริงเท่านั้น วิชาธาตุเหมันต์ไม่ใช่วิชาที่คนใจอ่อนจะฝึกได้"
ั้แ่วันนั้น ฉางเสวี่ยเริ่มรับศิษย์สาวที่มีพร์และความตั้งใจจริง นางสอนด้วยความเคร่งครัดแต่เต็มไปด้วยความรัก เหมือนกับที่ปรมาจารย์เหลียงซินเคยทำกับนาง การสอนของนางมีชื่อเสียงว่าเข้มงวดแต่มีประสิทธิภาพ ศิษย์ของนางมักจะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่าศิษย์จากสำนักอื่น
ผ่านไปอีกสิบห้าปี ฉางเสวี่ยในวัยห้าสิบได้กลายเป็ปรมาจารย์าุโที่เป็ที่เคารพนับถือไปทั่วแผ่นดิน ศิษย์สาวของนางหลายคนได้ก้าวขึ้นเป็ปรมาจารย์รุ่นใหม่ ทำให้ชื่อเสียงของสำนักเหมันต์เร้นลับแผ่ขยายไปไกล แม้กระทั่งจักรพรรดิก็ทรงส่งของกำนัลมาแสดงความเคารพ
แต่ในใจของฉางเสวี่ย กลับรู้สึกถึงการเรียกร้องจากสิ่งที่สูงส่งกว่า นางรู้สึกได้ว่าด่านพลังหยวนอิงกำลังจะมาถึง ซึ่งเป็ด่านใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางไปตลอดกาล ด่านนี้ไม่เหมือนด่านอื่นๆ มัน้าการเตรียมตัวที่รอบคอบและสมาธิที่สูงส่ง
"ท่านอาจารย์" ฉางเสวี่ยเข้าไปหาปรมาจารย์เหลียงซินที่กำลังนั่งดื่มชาในสวนหลังสำนัก ใบหน้าของนางแก่ชราลงมากจากเมื่อสิบห้าปีก่อน ผมขาวโพลนและริ้วรอยที่เพิ่มขึ้น "ศิษย์มีเื่สำคัญจะปรึกษา"
"เื่อะไรกัน เสวี่ย?" เหลียงซินมองนางด้วยสายตาที่อ่อนโยน "เ้าดูกังวลใจ มีอะไรที่ทำให้ปรมาจารย์าุโอย่างเ้าต้องกังวล?"
"ศิษย์รู้สึกได้ว่าด่านพลังหยวนอิงกำลังจะมาถึง" ฉางเสวี่ยพูดด้วยเสียงจริงจัง "แต่ด่านนี้ไม่เหมือนด่านอื่นๆ มัน้าสมาธิสูงและความเงียบสงบอย่างสมบูรณ์ การมีคนรบกวนแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ล้มเหลวได้"
เหลียงซินพยักหน้าเข้าใจ นางเคยผ่านด่านนี้มาแล้ว และรู้ดีว่ามันยากเย็นเพียงใด "เ้า้าไปกักตัวใช่หรือไม่? แต่ที่นี่ในสำนักก็เงียบสงบดีแล้วนี่"
"ไม่เพียงพอค่ะ" ฉางเสวี่ยส่ายหน้า "ศิษย์คิดว่าจะไปที่ถ้ำน้ำแข็งใต้พิภพหมื่นลี้ ที่นั่นเงียบสงบและเต็มไปด้วยธาตุน้ำแข็งบริสุทธิ์ที่จะช่วยในการบำเพ็ญ และที่สำคัญคือ ไม่มีใครรบกวนได้"
"ถ้ำน้ำแข็งใต้พิภพหมื่นลี้..." เหลียงซินทำหน้าเศร้า "ที่นั่นอันตรายมาก และเ้าอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด บางคนเข้าไปแล้วไม่เคยออกมาอีก"
"ศิษย์เข้าใจค่ะ" ฉางเสวี่ยกราบไหว้ "แต่นี่คือโอกาสเดียวที่ศิษย์จะทะลวงด่านนี้ได้ ศิษย์ไม่อยากเสียโอกาส และศิษย์รู้สึกว่าถ้าไม่ไปตอนนี้ อาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว"
เหลียงซินเงียบไปนาน สายตามองไปที่ยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ก่อนจะถอนหายใจยาว "ถ้าเ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไม่ห้าม แต่เ้าต้องสัญญาว่าจะกลับมา ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าไหร่"
"ศิษย์สัญญาค่ะ" ฉางเสวี่ยยิ้มเบาๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "เมื่อศิษย์ทะลวงด่านสำเร็จแล้ว จะกลับมาดูแลสำนักและตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์"
คืนก่อนออกเดินทาง ฉางเสวี่ยเรียกศิษย์สาวทุกคนมาประชุมในหอใหญ่ นางมองหน้าพวกเขาทีละคน ใจเต็มไปด้วยความรัก ศิษย์เหล่านี้เหมือนลูกสาวของนาง แต่ละคนมีความสามารถและบุคลิกที่แตกต่างกัน
"ข้าจะต้องไปกักตัวเป็เวลานาน" นางพูดด้วยเสียงอ่อนโยนแต่เด็ดขาด "ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ พวกเ้าต้องดูแลกันและกัน และเชื่อฟังคำสั่งของท่านอาจารย์เหลียงซิน อย่าทำให้สำนักเสื่อมเสียชื่อเสียง"
"อาจารย์เสวี่ย จะไปนานแค่ไหนคะ?" หลิงเอ๋อถามด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
"ข้าไม่แน่ใจ" ฉางเสวี่ยตอบตรงไปตรงมา "อาจเป็สิบปี ยี่สิบปี หรือมากกว่านั้น การทะลวงด่านพลังหยวนอิงไม่ใช่เื่ง่าย แต่ข้าสัญญาว่าจะกลับมา"
"แต่ถ้าอาจารย์ไม่กลับมาล่ะคะ?" ศิษย์สาวคนหนึ่งถามด้วยความกลัว
ฉางเสวี่ยยิ้มเบาๆ "ถ้าข้าไม่กลับมา แสดงว่าข้าล้มเหลว แต่พวกเ้าต้องเข้มแข็งและดำเนินต่อไป สำนักนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของทุกคนที่รักสำนัก"
ในใจลึกๆ ฉางเสวี่ยรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง แต่นางก็ไม่สามารถต่อต้านการเรียกร้องจากหัวใจได้ นาง้าความแข็งแกร่งที่สูงสุด เพื่อปกป้องสิ่งที่นางรัก และเพื่อบรรลุถึงขั้นที่ไม่มีใครเคยไปถึงมาก่อน
เมื่อแสงแรกของอรุณรุ่งส่องผ่านหน้าต่าง ฉางเสวี่ยเตรียมตัวออกเดินทาง นางสวมเสื้อคลุมสีขาวที่ปักด้วยลายดอกบัวหิมะ และคาดดาบน้ำแข็งโบราณที่เป็สมบัติของสำนัก
"ลาก่อน" นางกระซิบเบาๆ ก่อนจะก้าวออกจากสำนักที่เป็บ้านของนางมานานสี่สิบกว่าปี เพื่อมุ่งหน้าสู่การเดินทางที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของนางไปตลอดกาล