ตอนที่ 6 น้องสาวข้าช่างดีเหลือเกิน (1)
คุณหนูสี่ในอดีตอาจดูไม่สู้คน ทว่าคุณหนูสี่ในวันนี้กลับเปี่ยมด้วยสติปัญญา เมื่อวานนางได้รับรู้แล้วว่า ตนเองเป็ลูกที่ท่านพ่อไม่รักท่านย่าไม่เอ็นดู ที่พึ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือพี่ชายร่วมอุทรคนนี้ โชคดีที่หยดน้ำตาของพี่ชายในวันก่อน ทำให้รู้ว่าในใจของพี่ชายยังมีนางอยู่ แม้ว่าผู้ใหญ่เต็มตัวอย่างนางต้องมาพึ่งพาเด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มวัยเช่นนี้ ดูเป็เื่ที่น่าละอายอยู่บ้าง แต่ด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ นางก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
แม้ครุ่นคิดอยู่ในใจ แต่กิริยากลับว่องไว อวี๋เจียวรีบลุกจากที่นั่งแล้วย่อตัวคำนับอวี๋จือรุ่น นางทำตามนิสัยเดิมของเ้าของร่าง กล่าวทักทายด้วยท่าทีเหนียมอาย “คารวะท่านพี่ เจียวเจียว ทำให้ท่านพี่เป็ห่วงแล้ว”
หลังจากอี๋เหนียงจากไป นี่นับเป็ครั้งแรกที่สองพี่น้องได้พบกันในสภาพที่มีสติครบถ้วน เห็นว่าน้องสาวไม่ร้องไห้ อวี๋จือรุ่นก็รู้สึกโล่งอก ใจคิดอยากยื่นมือออกไปประคอง แต่โดยปกติแล้วไม่เคยได้ใกล้ชิดสนิทสนม มือที่คิดจะช่วยประคองนั้น ยื่นออกไปเพียงครึ่งทางก็หยุดในทันที สุดท้ายกำมือนั้นแล้วยกขึ้นมาแตะริมฝีปาก กระแอมในลำคอพลางเอ่ยด้วยความอดกลั้น “อยู่กับพี่ไม่ต้องมากพิธี เ้าเพิ่งจะหายดี รีบกลับไปนั่งเถอะ”
เมื่อชายหนุ่มแสดงอากัปกิริยาในลักษณะของผู้ใหญ่ ดูแล้วล้วนเหมาะสมแก่กาลเทศะ ท่วงท่าสุขุมเยือกเย็นอย่างที่ควรจะเป็
สองพี่น้องนั่งลง อวี๋จือรุ่นถามไถ่เื่สุขภาพของน้องสาวด้วยความเป็ห่วง เป็ต้นว่า กินข้าวหรือยัง กินยาหรือยัง กินไปมากน้อยเท่าไร เมื่อคำถามเหล่านี้ถูกถามไถ่จนหมดแล้ว พี่ชายผู้ซึ่งไม่เคยดูแลน้องสาวมาก่อนจึงไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาต้องห่างจากอกแม่ออกไปใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนหน้าเพียงลำพังั้แ่อายุเพียงเจ็ดขวบ ด้วยไม่ปรารถนาให้ตนเองต้องตกต่ำไร้ความสามารถ จึงทุ่มเททั้งกายใจไปกับการคึกษาเล่าเรียน จะไปรู้ได้อย่างไรว่าปกติแล้วเด็กผู้หญิงเขาทำอะไรกันบ้าง ถึงมีใจอยากจะเสวนากับน้องสาว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดเื่อะไรดี
พี่ชายผู้ซึ่งอายุยังน้อยคิดทบทวนภายในจิตใจ หารู้ไม่ว่าน้องสาวสุดที่รักกำลังแอบสังเกตท่าทีของเขาอยู่
อายุสิบห้าปี เป็วัยที่คาบเกี่ยวระหว่างเด็กหนุ่มกับชายหนุ่ม เนื่องด้วยบิดาและมารดามีรูปโฉมที่งดงามโดดเด่น อวี๋จือรุ่นจึงมีรูปลักษณ์ที่งามสง่า ดูจากภายนอกน่าจะมีนิสัยอ่อนโยนและยอมคน แต่ดวงตาคู่นั้นฉายแววแห่งความเด็ดเดี่ยวและหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นี้ยึดถือในความคิดของตนเองอยู่ไม่น้อย
ในเวลานี้แววตาอันเด็ดเดี่ยวมีความวิตกแฝงอยู่ด้วย ทำให้เขาเผยความเป็เด็กออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้เห็นเช่นนั้นอวี๋เจียวก็อดนึกขำไม่ได้ นางไม่ประสงค์ให้พี่ชายรู้สึกอึดอัด จึงเป็ฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน “ท่านพี่ เมื่อวานเจียวเจียวเพิ่งรู้ว่า ถุงหอมที่ข้าปักให้ท่าน เซียงฉี่ได้นำไปมอบให้ท่านแล้ว” ระหว่างที่พูดอยู่นั้น หญิงสาวมองไปยังเอวของพี่ชายด้วยดวงตาที่ชุ่มชื้น ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า พี่ชายจะพกมันติดตัวไว้จริงๆ แก้มที่ซีดเผือดเริ่มมีสีแดงระเรื่อ ั์ตาพลันฉายแววแห่งความปีติ
แม้จะบอกว่าเ้าของร่างเดิมเป็ผู้เย็บปักถุงหอมใบนั้น แต่อย่างไรเสียนางก็เพิ่งเคยทำเป็ครั้งแรก ดังนั้นงานเกินครึ่งจึงเป็ฝีมือของอี๋เหนียง นางเพียงเย็บปักเพิ่มเติมเข้าไปเท่านั้น เช่นนี้แล้วรอยเย็บปักต่างๆ จึงดูทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว เมื่อคิดว่านี่เป็ของที่น้องสาวลงมือทำให้เขาเป็ครั้งแรก แม้จะขาดรูปใบไผ่อีกสองใบ แต่อวี๋จือรุ่นก็ไม่ลังเลที่จะพกมันติดตัวเอาไว้ นึกไม่ถึงเลยว่าการกระทำเล็กน้อยเช่นนี้จะทำให้น้องสาวดีใจได้ถึงเพียงนี้
พอรู้สึกปีติในจิตใจ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นพลางมองไปยังเจียวเจียว “ทำไมหรือ ถุงหอมใบนี้ เจียวเจียวไม่ได้ทำให้พี่หรอกหรือ”
เด็กหญิงพูดอธิบายด้วยความตระหนกใ “เอ๊ะ ไม่ใช่อย่างนั้น ของสิ่งนี้ข้าตั้งใจจะมอบให้ท่านพี่ เพียงแต่ เพียงแต่ว่ายังเย็บปักไม่เรียบร้อย ยังขาดใบไผ่อีกสองใบ” พอพูดถึงประโยคสุดท้าย นางได้แต่ก้มหน้าลง เสียงที่เปล่งออกมากลายเป็เสียงพูดพึมพำกับตนเอง
น้องสาวของข้าทำไมถึงได้น่าเอ็นดูขนาดนี้
ความรู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ ทำให้อวี๋จือรุ่นออกจากกรอบที่พันธนาการตัวเองเอาไว้ เขายื่นมือไปลูบผมของน้องสาวโดยไม่รู้ตัว พูดพลางยิ้มว่า “ถ้าอย่างนั้นรอให้ร่างกายของเจียวเจียวแข็งแรงขึ้น ค่อยปักให้พี่ก็ได้ พี่จะรอเ้า”