ความเงียบงันบังเกิดขึ้นครู่หนึ่งเมื่อบุรุษมีนามว่า โร้ค เมดิสัน เดินช้าๆ ผละจากกันชนที่ได้รับความเสียหาย เดินผ่านทิชาไปหยุดอยู่เื้ัวางมือลงบนหลังคารถ
“การซ่อมน่ะมันไม่ได้เสียกี่สตางค์หรอก”เขาพูดขึ้นเมื่อเธอหันไปหา ดวงตาจับอยู่ที่ใบหน้าของสาวน้อยนี่ท่าของผมมันบอกจริงๆน่ะหรือว่าจำเป็จะต้องมีส่วนได้ค่านายหน้านั่น
ริมฝีปากของสาวน้อยเม้มสนิทยอมรับอยู่ในใจเงียบๆ ว่า เื่เงินนั่นเองที่ทำให้เขารู้สึกกังวลใจอยู่ท่าทางของเขาก็บอกให้รู้ว่าฐานะน่าจะดีอยู่มาก แต่ความรู้เช่นนี้ยิ่งทำให้ทิชาขุ่นเคืองยิ่งขึ้น
“ฉันไม่รู้จริงๆเธอยักไหล่ สะบัดหน้าไปเสียทางหนึ่งเพื่อให้เขารู้ว่าเธอมิได้สนใจ ในฐานะความเป็อยู่ของเขาเลยแม้แต่น้อยหรือแม้แต่ตัวเขาเองก็ตามทีเถอะแต่เพราะว่าฉันจะต้องติดต่อกับบริษัทประกันภัยไม่ใช่กับตัวคุณเพราะฉะนั้นฉันไม่สนหรอก”
“คุณแน่ใจแววเยาะๆ ในดวงตาของเขาทำให้เธองันไปผมว่าคุณตั้งใจจะยั่วให้ผมโกรธมากกว่าละมั้ง
แววตาที่ทิชามองดูเขานั้นเป็ประกายกล้าด้วยแรงอารมณ์
“เท่าที่ฉันรู้จักคนที่พูดจาโอหังมานะฉันว่าคุณน่ะมันยอดจริงๆ นี่คุณมั่นใจเอาจริงๆ จังๆ น่ะหรือว่าไอ้แววตาหรือไอ้เสน่ห์ทั้งหลายนั่นน่ะ จะทำให้ผู้หญิงทุกคนต้องยอมศิโรราบให้
ทิชาจ้องเขม็งอยู่กับดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นจึงมิได้สังเกตเห็นท่าทีเขาเขยิบกายเข้ามาใกล้
“ผมยกโทษให้กับการที่คุณต้องเสียอารมณ์ขนาดนี้”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ไม่บอกอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นเพราะผมรู้ว่า คุณยังตกอกใอยู่กับการที่รถเกือบจะชนกันเมื่อกี้ผมขอรับผิดชอบด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง ที่พูดหรือทำอะไรลงไปก็เพื่อยืนยันในความจริงใจเท่านั้นไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเปิดโอกาสให้คุณต้องมาพูดจาถากถางผมอย่างนี้”
ทันทีที่น้ำเสียงอ่อนโยนสรุปความในประโยคสุดท้ายลง ทิชาก็พบว่าแขนข้างหนึ่งของเขาเข้ามาอยู่ข้างตัวเธอแล้วตรึงเธอไว้กับรถใบหน้าของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้จนเธอรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจอย่างยิ่ง ริมฝีปากแห้งผากขึ้นมาทันที
“คุณจะทำอะไรน่ะทิชาถามเสียงแข็ง เกลียดความรู้สึกหวาดหวั่นที่ระคนอยู่ในน้ำเสียงของตัวเองขณะที่เธอแนบร่างจนชิดอยู่กับตัวถังรถ
“ก็จะเตือนคุณให้รู้ไว้ว่าเราคือผู้ที่ใช้ถนนร่วมกันไงล่ะ”รอยยิ้มที่ไร้ความรู้สึกแวบขึ้นบนใบหน้า
“แล้วไงเธอถามเสียงอ่อยๆ
“ก็หมายความว่าคุณน่ะขึ้นอยู่กับความกรุณาของผมเท่านั้นน่ะสิ” ดวงตาของเขาเลื่อนมาจรดจ้องอยู่ตรงริมฝีปากของเธอซึ่งเผยออกด้วยความหวาดหวั่นโดยไม่รู้ตัว
“อย่ามาพูดจาบัดซบอย่างนั้นนะ”เธอตวาดให้ความโกรธเมื่อครู่กลับคืนมาอีกครั้งฉันไม่เคยร้องขอความกรุณาจากผู้ชายคนไหนหรอก อย่าว่าแต่คุณเลย”
“ผมก็ไม่รู้นะว่าคุณถือไพ่อะไรไว้ในมือ แต่ผมก็รู้เพียงว่าคนที่ถือรูปคิงไว้น่ะมันต้องกิน ควีนอยู่เสมอละ ผมอยากจะให้คุณจำไว้ให้ดีด้วย” สำเนียงในตอนท้ายของเขาเยาะหยันอย่างเห็นได้ชัด
มือข้างหนึ่งของเขาบดลงตรงตัวถังรถกล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในร่างกายของทิชาตึงเขม็งขึ้นทันที ตั้งใจว่าจะต้องต่อสู้ให้เต็มที่ถ้าเขาขืนล่วงล้ำก้ำเกินเธอขึ้นมา มีเสียงกริ๊กดังเบา ๆ ทิชาชำเลืองแวบไปทางเสียงนั้นด้วยสัญชาตญาณและเธอก็ได้เห็นประตูรถที่เปิดอ้าออก หันกลับมามองผู้ชายคนที่ยืนอยู่ชิดตัวอย่างระมัดระวัง “เชิญครับ หนูน้อยหมวกแดง” ดวงตาของเขาเปล่งแววคล้ายจะหัวเราะเมื่อเห็นสีหน้าที่บอกถึงความไม่เชื่อของเธอไม่อย่างนั้นหมาป่ามันอาจจะตัดสินใจกินคุณเสียก่อนก็ได้”
ทิชาไม่รั้งรอให้เขาต้องเชื้อเชิญเป็ครั้งที่สองเลยรีบลอดตัวเข้าไปในรถรู้สึกขอบคุณตัวเองอย่างเหลือล้นที่สามารถหลบหลีกจากความสนใจอันไม่น่าพึงปรารถนาและทำให้ตัวเองมีความรู้สึกเหมือนโดนข่มขู่ได้ ไม่สนใจที่จะหันกลับไปมองทางเื้ัใส่เกียร์ได้ก็รีบพารถออกจากที่ เลี้ยวโค้งหายลับไปจากสายตาทันที
ครู่ต่อมาทิชาก็เลี้ยวรถเข้าสู่ถนนที่เป็ทางนำเข้าสู่ตัวบ้านของป้า บ้านหลังนั้นตั้งอยู่เหนือหน้าผาด้านหนึ่งซึ่งสามารถมองลงไปเห็นแนวป่าทางด้านทิศใต้ได้อย่างชัดเจน เมื่อมองดูในตอนแรกนั้น ดูราวกับมันเป็บ้านที่ปลูกขึ้นด้วยไม้ซีดาร์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดูอ้างว้างห่างไกลจากชุมชน แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงตรงหน้าต่างหลังคาของปีกบ้านด้านหนึ่งนั้นที่ช่วยบอกให้รู้ได้ว่าเป็บ้านที่ถูกตบแต่งภายใน ไว้อย่างทันสมัยและสมบูรณ์แบบที่สุด
เมื่อทิชาจอดรถลงนั้นไม่มีวี่แววของบลันช์ที่จะออกมาต้อนรับเลย สาวน้อยลงมือขนข้าวของที่วางอยู่หลังรถ ตอนที่ได้ยินเสียงก้อนหินกลิ้งลงมากระทบขอบทางเธอจึงเอี้ยวตัวไปมองแพะสีดำจุดขาวตัวหนึ่งกำลังจ้องเธออยู่ เขาเล็กๆ ของมันเพิ่งจะงอกเป็ปุ่มอยู่บนหัวและใต้คางเพิ่งจะเริ่มมีหนวดงอกออกมา
“แกมาจากไหนนี่เธอถามมันยิ้มๆ
เ้าแพะส่ายหัวในท่าคุกคามแทนคำตอบทิชาสังเกตเห็นแววขู่ขวัญในดวงตาของมัน ท่าทางของมันก็บอกให้รู้ว่า มันจะไม่ยอมปล่อยให้เธอผ่านเข้าไปแน่และแม้ว่าเขาของมันจะเป็เพียงปุ่มเล็กๆ ก็จริง แต่เธอก็ยังไม่อยากจะถูกมันเอาหัวชนแน่ทิชาพยายามที่จะระมัดระวังอาการเคลื่อนไหวของตัวเองเพื่อมิให้มันรู้สึกว่าเธอเป็ปรปักษ์ได้ เธอเอื้อมเข้าไปในหน้าต่างรถ กดแตรดังๆ โดยไม่ยอมวางตาจากเ้าแพะตัวนั้นขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงประตูบ้านด้านหน้าเปิดออก
“นี่เพื่อนของป้าหรือคะบลันช์ สาวน้อยถามอย่างลังเลใจ
“อา...หนูพบคนสวนของป้าเข้าแล้วละ” บลันช์หัวเราะเบาๆ
ทันทีที่ได้ยินเสียงของป้าเ้าแพะหนุ่มตัวนั้นก็เบนความสนใจจากทิชาทันที ส่งเสียงร้องทักทายทันที
“ไปได้แล้ว กรั๊ฟ”บลันช์สั่งทิชาเขามาอยู่กับเราน่ะ”
คล้ายกับมันจะเข้าใจในคำพูดนั้นเ้าแพะหนุ่มหันมามองทิชาแวบหนึ่งก่อนที่จะเดินผละไป
“นี่นะหรือคะหก”คนสวนของป้า ทิชาถามขึ้นทันที ดวงตาเบิกโพลงด้วยความสงสัยในคำพูดนั้น
“ป้ามีสนามเล็กๆ อยู่หน่อยหนึ่ง” บลันช์ยังไหล่เบาๆดวงตาเป็ประกายพราวแต่ก็อยากจะหาใครสักคนมาช่วยตัดหญ้าให้ ก็เลยเลือกเ้ากรั๊ฟนี่แหละแล้วมันก็เลยคิดว่าตัวเองต้องทำหน้าที่แทนหมา เฝ้าบ้านไปด้วย”
“แหม มันรู้จักหน้าที่ดีจริงๆ นะคะ จนหนูแทบจะเชื่อว่ามันเป็จริงๆทิชามองตามเ้าแพะตัวนั้น ซึ่งกำลับขบเคี้ยวหญ้าริมรั้วอยู่อย่างเพลิดเพลินแล้วป้าเรียกมันว่าอะไรนะคะกรั๊ฟใช่ไหม เป็ชื่อที่เหมาะกับมันจริงๆ
“จะให้ชื่อบิลลี่มันก็ซ้ำซากเกินไป” บลันช์ตอบยิ้มๆป้านึกถึงนิทานที่เคยฟังสมัยเป็เด็กขึ้นมาได้ก็เลยให้มันชื่อบิลลี่ โก๊ท กรั๊ฟ ไงล่ะ รู้สึกว่ามันเป็สัตว์ที่มีประโยชน์มาก ใช้การได้ดีเชียวละ”
ทิชาหันไปมองเ้าแพะหนุ่มอีกครั้งอย่างไม่แน่ใจ
“หนูคิดว่ามันคงจะรวมหนูเข้าไปด้วยแน่ๆเลย”
“มันจะทำอาการอย่างนี้เฉพาะแต่กับคนแปลกหน้าเท่านั้นละถ้าหนูจะพยายามเข้าใจมัน” ป้าของเธอให้ความมั่นใจทันทีที่มันรู้จักหนู, หนูก็จะไปไหนมาไหนได้ตามความพอใจแล้วการที่มันทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้กับหนูในตอนนี้ ก็เท่ากับว่ามันยอมรับหนูแล้วละ บางครั้งนะทิชา เวลาที่ป้ามีแขกมาเยี่ยมมันก็จะใช้วิธีเดินไปเดินมาอยู่ใกล้ๆ คอยแอบมองเข้ามาทางหน้าต่างบ้างบางทีก็ไปยืนคุมเชิงอยู่ตรงมุมบ้าน ทำให้แขกของป้าประสาทเสียได้เหมือนกัน”
“แต่มันก็เหมาะที่จะเป็สัตว์ของศิลปินอยู่เหมือนกันไม่ใช่หรือคะทิชาเย้า
“หนูคิดอย่างนั้นหรือจ๊ะบลันช์ถามขันๆก็อาจจะเป็ได้นะ เอาละ เรามาช่วยกันขนของลงจากรถเสียทีได้แล้ว จะได้เอาข้าวของเข้าบ้านป้าจัดห้องสตูดิโอใหม่แล้วละ หนูจะได้เข้าไปใช้ด้วยได้”
“ป้าไม่จำเป็ต้องทำอย่างนั้นเลยนี่คะ”ทิชาท้วง
“แหมห้องมันกว้างขวางออก” ป้าของเธอยังยืนยันในความคิดเดิมขณะที่ยกกระเป๋าใส่เสื้อผ้าของหลานสาวขึ้นจากเบาะหลังริชาร์ดเขาว่าอย่างไรบ้างล่ะ ตอนที่หนูออกจากบ้านน่ะ
“ท่าทางพ่อไม่มีความสุขเลยละค่ะแต่ดูเหมือนพ่อจะตัดใจได้ว่ามันเป็ทางออกที่ดีที่สุดแล้ว” แววรันทดปรากฏขึ้นตรงมุมปากของสาวน้อยบ้านมันก็คงจะดูว่างเปล่าเงียบเหงาลงบ้างละค่ะ”
“ไม่ต้องไปเสียใจแทนเขามากนักหรอกถึงยังไงหนูก็จะต้องออกจากบ้านอยู่แล้วไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งพ่อของหนูเขาก็รู้อยู่ตลอดเวลาจะเป็การดีเสียด้วยซ้ำ ที่จะให้เขาทำตัวให้คุ้นเคยกับมันเสียั้แ่เดี๋ยวนี้ยิ่งกว่านั้นการที่ออกมาอยู่ตามลำพังมันก็ไม่เลวนักหรอกป้าน่ะรู้ดีทีเดียว”