[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 56 มิไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน

    ตอนที่ 56 มิไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย ข้อมูลของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน

            เมื่อเย่หลิวหลีเห็นว่ากู้ฉางเกอเผยสีหน้าเยือกเย็นและมิพอใจอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับท่าทีที่เหมือนจะขับไล่นางกลับไป

            นางก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

            แต่นางก็เข้าใจดีว่า ตนเองอาจล้ำเส้นเขามากเกินไป ผู้ใดเล่าจะมีสิทธิ์ไปบีบบังคับให้กู้ฉางเกออธิบายในสิ่งที่เขาทำให้ฟังได้

            เขาได้กล่าวอย่างชัดเจนแล้วว่า มิได้คิดจะลงมือสังหารเอาชีวิตเย่เฉิน และเมื่อนางลองพิจารณาคำพูดนั้นอย่างอย่างถี่ถ้วน ก็มิพบช่องโหว่อันใดในคำพูดของเขา

            สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความแตกต่างในพลังของทั้งสองฝ่ายนั้นมหาศาลราวกับนำสรวงสวรรค์มาเทียบเคียงกับพื้นพิภพ

            หากกู้ฉางเกอตั้งใจจะสังหารเย่เฉินจริง เขาก็คงมิมีโอกาสจะรอดชีวิตมาได้อย่างแน่นอน

            เมื่อเย่หลิวหลีคิดทบทวนถึงเรื่องราวทั้งหมด นางก็เริ่มรู้สึกผิดอย่างน่าประหลาดต่อกู้ฉางเกอ

            นางมิใช่ผู้ที่มิรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี

            การที่วันนี้นางบุกเข้ามาอย่างไร้เหตุผลเพื่อขอความยุติธรรมจากกู้ฉางเกอ เมื่อลองคิดย้อนกลับไปก็เห็นว่า การกระทำของนางนั้นกลับดูราวกับการเรียกร้องเอาแต่ใจอย่างไร้เหตุผล

            ทั้งท่าทีที่กู้ฉางเกอบีบบังคับให้นางกล่าวคำขอโทษ จึงนับว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

            และผู้ที่ก่อเหตุขึ้นมาทั้งหมดในวันนี้ แท้จริงแล้วก็คือตัวนางเอง

            “เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เป็นเพราะข้าที่บุ่มบ่ามเสียมารยาท ขอขอบคุณคุณชายกู้ที่ช่วยอธิบายทุกอย่างให้ข้ากระจ่าง” เย่หลิวหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงอันสงบนิ่งและเยือกเย็น

            “พูดจบแล้วใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นก็เรียนเชิญคุณหนูกลับไปได้”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้ฉางเกอก็มิได้แสดงความประหลาดใจอันใด และยังคงรักษาท่าทีมิแยแสสิ่งใดเช่นเดิม

    สิ่งนี้ทำให้เย่หลิวหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกทดท้อใจขึ้นมา

            ตั้งแต่ไหนแต่ไร นางก็มิเคยพบเจอเหตุการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ยิ่งมิต้องพูดถึงการถูกขับไล่อย่างมิไยดี

            วันนี้ต่อหน้าบุรุษผู้หนึ่ง นางกลับต้องพบเจอกับความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า

            สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกมิพอใจและมิอาจทำใจยอมรับได้

            แต่ด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี นางจึงเลือกที่จะมิกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม

            “คุณชายกู้ ข้าเห็นว่าเหล่าคนหนุ่มสาวควรจะมีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน ในเมื่อทุกคนก็ล้วนเป็นผู้ที่มาเยือนจากแดนสวรรค์ การที่จะได้มาพบกันในโลกเบื้องล่างอันห่างไกลเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นเพราะโชคชะตาลิขิตเป็นแน่…”

            ผู้อาวุโสเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความประจบเล็กน้อย เพราะนางมองว่านี่เป็นโอกาสที่มิอาจปล่อยให้หลุดลอยในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกู้ฉางเกอ 

            “มิจำเป็น ข้ามิได้สนใจอันใดในตัวนาง”

            ทว่าคำตอบของกู้ฉางเกอนั้นกลับเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ทำให้ผู้อาวุโสเสวี่ยถึงกับชะงักงันไปในทันที

            เขาย่อมรู้ดีว่าหญิงวัยกลางคนผู้นี้คิดจะทำสิ่งใด

            แต่เขาก็มิคิดจะใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

            สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ความรู้สึกหรือศักดิ์ศรีของเย่หลิวหลีนั้น ก็มิใช่สิ่งที่เขาจะต้องพิจารณา และยิ่งมิมีความจำเป็นที่จะต้องพยายามสร้างความประทับใจใดให้กับนาง

            “เช่นนั้น…”

            เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ผู้อาวุโสเสวี่ยก็ถึงกับเผยความกระอักกระอ่วนออกมาอย่างชัดเจน นางถึงกับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

            นางรู้ดีว่าการแสดงออกของคุณหนูในวันนี้มิสมควรนัก และอาจดูน่าอับอายอยู่บ้าง

            แต่การพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้…ก็กลับเป็นการมิไว้หน้าคุณหนูเลยแม้แต่น้อย

            เย่หลิวหลีที่กำลังหมุนตัวเดินจากไป ก็หยุดชะงักทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ ร่างกายของนางสั่นไหวเล็กน้อย

            ‘ที่กล่าวว่ามิได้สนใจอันใดในตัวนาง นี่นับว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่’ 

            ในวินาทีนั้น นางรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของตนถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของท่านป้าเสวี่ยจนหมดสิ้น

            ความรู้สึกอับอายพลันแผ่ซ่านขึ้นในใจ เย่หลิวหลีจึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นเพื่อระงับความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่าน

            “คุณหนู ข้าขออภัย…ข้า…” ผู้อาวุโสเสวี่ยเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิด นางรู้ดีว่าคำพูดเมื่อครู่ของตนทำให้คุณหนูต้องเสียหน้าอย่างมิอาจกอบกู้ได้

            เย่หลิวหลีมิได้สนใจคำขอโทษนั้น ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความเย็นชา มิเอ่ยคำใด เพียงแต่เดินจากไปโดยมิแม้แต่จะหันกลับมามอง

            นางรู้ดีว่าหากยังอยู่ในที่แห่งนั้นต่อไป ก็อาจจะเผลอระเบิดอารมณ์ออกมาเอาได้

            ตั้งแต่เล็กจนโต มิเคยมีผู้ใดทำให้นางต้องเผชิญกับความอัปยศอดสูซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังเช่นกู้ฉางเกอทำในวันนี้

            ความรู้สึกผิดที่นางเคยมีต่อเขาก่อนหน้าก็กลับถูกลบเลือนหายไปจนหมดสิ้นในทันที

            เขาผู้นี้นับว่าเป็นคนชั่วช้าโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง!

            การอยู่ที่นี่ต่อไปรังแต่จะทำให้นางต้องเจ็บปวดทนทุกข์เสียเปล่าๆ

            …

            “ติ๊ง! เย่หลิวหลีเริ่มสั่นคลอนความเชื่อใจที่มีต่อเย่เฉิน ทำให้เย่เฉินสูญเสียค่าวาสนาไป 100 แต้ม ในขณะที่ท่านได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 500 แต้ม”

            หลังจากที่เย่หลิวหลีและพรรคพวกจากไป

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในจิตสำนึกของกู้ฉางเกอ

            เขาเผยยิ้มบางที่แฝงด้วยความนัย ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ถึงแม้เย่หลิวหลีจะเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังเยาว์วัย แต่นางก็นับว่ามิได้โง่เขลา

            เพียงเขาแย้มคำใบ้เล็กน้อยไว้ให้ นางก็สามารถต่อยอดและเชื่อมโยงเรื่องราวต่อไปได้เอง

            ส่วนความเคียดแค้นที่เย่หลิวหลีอาจมีต่อเขานั้น

            กู้ฉางเกอก็มิได้ใส่ใจนัก เพราะในท้ายที่สุด เขาก็ตั้งใจจะลงมือกับนางอยู่แล้ว

            และเหมือนเช่นเคย จินตนาการที่ต่อเติมเสริมแต่งขึ้นเอง นับว่าเป็นอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างได้รุนแรงที่สุด

            เพราะเหตุนี้ เย่หลิวหลีจึงเริ่มสงสัยว่า เย่เฉินอาจจะเคยลงมือกระทำเรื่องเลวร้ายจริง

            ทั้งที่ในความทรงจำของนาง เย่เฉินกลับเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ จิตใจดี และมีความมุ่งมั่น

            และแต้มวาสนาจำนวนมหาศาลที่เย่เฉินครอบครอง ส่วนใหญ่ก็เป็นผลมาจากการที่เขามีญาติผู้น้องที่มีภูมิหลังน่าเกรงขามอย่างเย่หลิวหลี

            ในช่วงเวลานี้ เย่เฉินคงจะได้รับโชควาสนามามิน้อย จึงส่งผลให้แต้มวาสนาของเขากลับเพิ่มสูงขึ้น

            กู้ฉางเกอเพียงเฝ้ารอเวลาที่เหมาะสมเพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมดนั้นในคราวเดียว

            “แสดงหน้าต่างแสดงคุณสมบัติ”

            กู้ฉางเกอเอ่ยเรียกขึ้นในใจ

            ทันใดนั้นหน้าต่างแสดงคุณสมบัติก็ลอยปรากฏขึ้นตรงหน้า

            ผู้ครอบครองระบบ: กู้ฉางเกอ

            รัศมี: ตัวร้ายผู้ลิขิตฟ้า

            สถานะ: ศิษย์เอกแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์

            สายเลือดและร่างกาย: กระดูกมรรคาจิตมาร  

            ขั้นบำเพ็ญเพียร: ระดับเจ้าครองแคว้น ขั้นปลาย

            เคล็ดวิชา: คัมภีร์เซียนมรรคาสวรรค์ (ขั้นที่ 7 ความคืบหน้า 75 ส่วน) กายาอสูรหมื่นแปรผัน (พรสวรรค์) จิตแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์กำเนิดฟ้า (พรสวรรค์) วิชามหามารกลืนเทพ…

            ค่าชะตาสวรรค์: 2,000

            ค่าวาสนา: 480 (ระดับสีดำ)

            ระบบร้านค้า: เปิดใช้งานแล้ว

            คลังเก็บของ: ยันต์ทำลายมิติ *1 หนึ่งส่วนสามของเมล็ดพันธุ์โลกที่แตกหัก *2 การ์ดปล้นวาสนา *3 การ์ดคำนวณรางวัลโบนัส *1

            นอกจากแต้มชะตาสวรรค์ 3,000 แต้มที่ใช้ไปเพื่อเลื่อนพลังขึ้นสู่ขั้นปลายของระดับเจ้าครองแคว้นแล้ว

            ในตอนนี้เขาก็ได้รับแต้มชะตาสวรรค์เพิ่มมาอีก 500 แต้ม ทำให้เขามีแต้มชะตาสวรรค์ทั้งสิ้น 2,000 แต้ม

            ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต้มวาสนาของเขายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยที่เขามิได้ไปปล้นชิงจากผู้ใด ทว่าก็กลับเพิ่มขึ้นมาเกือบ 30 แต้มด้วยตนเอง

            กู้ฉางเกอรู้ดีว่าแต้มวาสนาที่เพิ่มขึ้นมานี้ ก็มีสาเหตุมาจากซูชิงเกอและหลินชิวหาน

            ทั้งสองต่างเป็นผู้ที่มีโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่พรสวรรค์ด้านการหลอมโอสถอันน่าตื่นตะลึงของหลินชิวหานปรากฏขึ้น ก็ส่งผลให้แต้มวาสนาของนางพุ่งสูงขึ้นมิน้อย

            ในขณะเดียวกัน ก็ยังช่วยให้แต้มวาสนาของกู้ฉางเกอเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

            จากนั้น เขาก็เริ่มหันมาพิจารณาเรื่องของเย่เฉินอย่างจริงจัง

            ตอนนี้เย่หลิวหลีก็ได้ลงมาจากเทือกเขาแล้ว หากพิจารณาตามเส้นทางและโครงเรื่องที่สมเหตุสมผล ต่อไปนางย่อมจะได้พบและร่วมมือกับเย่เฉิน

            ทว่าดูเหมือนว่าเย่หลิวหลีเองก็มิรู้ว่าเย่เฉินซ่อนตัวอยู่ที่ใด

            ทว่าหลังจากที่ข่าวในวันนี้แพร่สะพัดออกไป นางก็คงจะตามหาเย่เฉินจนพบได้ในมิช้า

            หากเย่เฉินมิได้โง่เขลา เขาก็คงจะรีบฉวยโอกาสนี้พึ่งพาเย่หลิวหลี

            เพราะฉะนั้น เขาย่อมต้องปรากฏตัวออกมาเอง

            ‘ด้วยเล่ห์กลที่ได้วางเอาไว้กับผู้เป็นอาจารย์ของเย่เฉิน ข้าก็จะสามารถรับรู้ตำแหน่งที่แน่นอนของเขาในตอนนี้ได้…’

            ‘เขาอยู่มิไกลจากเขตศูนย์กลางเทวา ในบริเวณพื้นที่รอยต่อของแปดอาณาเขต’

            กู้ฉางเกอหรี่ตาลง เผยให้เห็นความสนใจที่เพิ่มขึ้นในแววตา

            ‘และหากข้าคาดเดามิผิด นักขัตฤกษ์เปิดเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนคงใกล้เข้ามาแล้ว นี่ต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริงในการลงมายังโลกเบื้องล่างของข้า ทวนมารทลายสวรรค์นี้ข้าจะต้องได้มาครอบครองให้จงได้’

            กู้ฉางเกอคิดทบทวนข้อมูลทั้งหมดในใจ ตามตำนานเล่าขานกันว่าเป็นสถานที่ที่ผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดในยุคบรรพกาลสร้างขึ้นมาเพื่อปิดผนึกศาสตราวุธมารที่อันตรายที่สุดอย่างทวนมารทลายสวรรค์

            ทวนมารทลายสวรรค์เล่มนี้มีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับวิชามารที่กู้ฉางเกอกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่

            เพราะฉะนั้น เขาจะมิยอมปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือไป

            ส่วนพลังอันน่าสะพรึงกลัวของทวนมารทลายสวรรค์มิจำเป็นต้องอธิบายให้มากความ

            ถึงขนาดที่ผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดยังต้องยอมสละชีวิตของตนเพื่อปิดผนึกความชั่วร้ายของมันไว้มิให้ไปสร้างความวินาศแก่สรรพชีวิตทั้งปวง

            หากมองตามเส้นเรื่องปกติแล้ว เย่เฉินย่อมสมควรเป็นผู้ที่ได้รับมรดกสืบทอดจากว่าที่มหายุทธ์สูงสุดเทียนหยวน

            และในระหว่างนั้น เขาจะใช้พลังที่ได้รับมาเพื่อผนึกทวนมารทลายสวรรค์ที่กำลังจะหลุดพ้นออกมา

            หยุดยั้งมหันตภัยที่กำลังจะถล่มดินแดนจงโจว ช่วยเหลือสรรพชีวิตทั้งปวง พร้อมทั้งได้ครองรักกับหญิงงามในท้ายที่สุด

            เขตแดนลี้ลับที่สร้างขึ้นโดยผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุดย่อมต้องเต็มไปด้วยอันตรายที่เกินจะพรรณนา และคงมิต้องอธิบายให้มากความ

            ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าว่าที่มหายุทธ์สูงสุด ในแดนสวรรค์นั้นคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงสุดของสำนักมรรคาสูงสุด เปรียบเสมือนรากฐานของสำนัก มีอายุยืนยาวนับล้านปีหรืออาจจะนานกว่านั้น

            หากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ก็ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะสูญสิ้นชีวิตในเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน




    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน