ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 1 บทที่ 30 ผู้นำตระกูลให้มากเกินไปแล้ว!

            “อะไรนะ!”

            “ระดับแก่นปราณขั้นสามอายุสิบเก้าปี! อัจฉริยะอีกคนแล้ว!”

            “แต่มู่หลางนี่คือใครกัน?ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน?”

            สมาชิกตระกูลหลายคนต่างซุบซิบกันด้วยความสงสัย

            แต่เมื่อมู่หลางเดินมาถึงด้านหน้าฝูงชนก็เกิดความโกลาหลเล็กน้อยขึ้นทันที

            “อ้อ!ที่แท้ก็เป็นเขา!”

            “เขานั่นเองมู่หลาง!”

            “ว่าไงนะ?เจ้ารู้จักเขาหรือ?”

            “รู้จักสิ”

            “เจ้านี่ชอบวิ่งพล่านไปทั่วเขตตระกูล วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น เกียจคร้านแถมยังชอบทำตัวโอ้อวดไปทั่ว ใครๆ ก็รู้จักเขากันทั้งนั้น”

            “แต่ทำไมเขาถึงมีพลังระดับแก่นปราณขั้นสามได้กันนะ”

            “ฟ้าดินช่างไม่ยุติธรรม!”

            เด็กหนุ่มสาวตระกูลมู่หลายคนต่างตีลมชกอกตัวเองรู้สึกอิจฉาตาร้อนจนกัดฟันเสียงดังกรอด พวกเขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ

            มู่หลางแสยะยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ฟังเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ยังคงดังอยู่ในหัว เขาเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

            คิดจะมาเทียบกับข้าหรือ?

            ข้ามีระบบโอ้อวดเว้ย!

            ส่วนมู่เสินฉวนไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์นี้เลยเขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนจะประกาศต่อไป

            “มอบรางวัลเป็นยอดเขาแห่งวิญญาณให้กับเขา ตั้งชื่อว่า ยอดเขาเทียนหลาง!”

            “มอบรางวัลเป็นวิชาการต่อสู้ระดับราชาหนึ่งเล่ม ขั้นฟ้าหนึ่งเล่ม และอาวุธวิเศษหนึ่งชิ้น!”

            “และมอบสัตว์อสูรพาหนะระดับตำหนักม่วง ราชันย์วิหคสวรรค์ !”

            “ขอบพระคุณท่านผู้นำตระกูล!”

            มู่หลางยิ้มกว้างก้มคำนับ

            จากนั้นเขาก็ขึ้นไปขี่วิหคยักษ์จากไปอย่างสง่างามต่อหน้าทุกคน

            นิสัยโอหังอวดดีของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน

            แต่มู่เสินฉวนไม่ได้ใส่ใจยังคงปล่อยให้เขาทำตามใจ

            เพราะระบบโอ้อวดของมู่หลางมันเป็นมาแบบนี้

            ถ้าระบบนี้ไปอยู่กับคนที่เก็บตัวเงียบขรึมถ่อมตน

            คงไม่มีทางประสบความสำเร็จใหญ่หลวงได้แบบนี้

            จากนั้นมู่เสินฉวนก็ประกาศต่อไป

            “คนต่อไป!”

            “มู่เยว่เหยา ทายาทสายเก้า”

            “อายุสิบแปดปีระดับแก่นปราณขั้นหก!”

            “ครอบครองกายาเทพคนแรกของตระกูลมู่!”

            ทันใดนั้นร่างของหญิงสาวในชุดสีม่วงก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน

            สัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวบนหน้าผากของนางเปล่งประกายระยิบระยับผิวพรรณผุดผ่องดุจหยก ราวกับนางฟ้าจากสรวงสวรรค์ที่จุติลงมายังโลกมนุษย์บริสุทธิ์และงดงาม ใครที่ได้พบเห็นล้วนรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับนาง

            “ร่างกายาเทพจันทรา”

            “สวรรค์ทรงคุ้มครองตระกูลมู่ของเราจริงๆ!”

            “เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีร่างเทพสายฟ้าปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ก็มีร่างกายาเทพจันทราถือกำเนิดขึ้นมาอีก”

            “หากในวันข้างหน้านางเติบโตขึ้น นางจะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นตงฮวงเป็นแน่”

            ถึงแม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสตระกูลจะได้รับรู้ข่าวนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ถึงอย่างนั้น ในเวลาแบบนี้ พวกเขาก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้

            โดยเฉพาะผู้อาวุโสจากสายที่เก้าเขายิ้มแก้มปริ

            เมื่อเห็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ย่อมต้องรู้สึกปลาบปลื้มเป็นธรรมดา

            “มอบรางวัลเป็นยอดเขาแห่งวิญญาณให้กับนาง ตั้งชื่อว่า ยอดเขาเฮ่าเยว่!” 

            “มอบรางวัลเป็นวิชาการต่อสู้ระดับราชาหนึ่งเล่ม ขั้นฟ้าหนึ่งเล่ม และอาวุธวิเศษหนึ่งชิ้น!”

            “และมอบสัตว์อสูรพาหนะระดับตำหนักม่วงราชันย์วิหคสวรรค์!”

            “ขอบพระคุณท่านผู้นำตระกูล!”

            มู่เยว่เหยาคำนับอย่างงดงามดวงตาคู่สวยเปล่งประกาย

            หลังจากมอบรางวัลให้อัจฉริยะทั้งสามคนเสร็จสิ้น

            มู่เสินฉวนก็ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งอย่างช้าๆสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นมา

            “ทุกคนคงเห็นแล้ว”

            “ตระกูลมู่ของเราจะอบรมเลี้ยงดูศิษย์รุ่นเยาว์โดยไม่คำนึงถึงชาติกำเนิดไม่คำนึงว่าพวกเขาจะมาจากสายใด”

            “จะพิจารณาจากความสามารถและพรสวรรค์เท่านั้น!”

            “ตราบใดที่พวกเจ้ามีความสามารถมากพอตระกูลจะทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อสนับสนุนเจ้า!”

            “ตอนนี้ข้าขอประกาศเรื่องแรก”

            “ทรัพยากรการฝึกฝนขั้นพื้นฐานของสมาชิกตระกูลทุกคนจะเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าจากของเดิม”

            “ยิ่งระดับสูง เบี้ยเลี้ยงก็จะยิ่งสูง คนในตระกูลทุกสายจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน”

            สิ้นเสียง

            สมาชิกตระกูลนับไม่ถ้วนต่างก็ตื้นตันใจ

            ทรัพยากรการฝึกฝนเพิ่มขึ้นห้าเท่า!

            จำนวนตัวเลขที่เพิ่มมากขนาดนี้จะไม่ให้พวกเขาตกใจได้อย่างไร?

            แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าตระกูลได้รับสมบัติของถ้ำหลิงซูมาทั้งหมดและยังได้ควบคุมเหมืองแร่วิญญาณหลายแห่ง แต่ที่ผู้นำตระกูลให้มานี้มันก็มากเกินไปจริงๆ

            รางวัลที่มอบให้อย่างมากมายมหาศาลเช่นนี้...

            แล้วแบบนี้ ทรัพยากรเหล่านั้นจะใช้ไปได้นานแค่ไหนกัน?

            แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้คิดอะไรไปไกลกว่านี้มู่เสินฉวนก็ส่งสายตาไปยังผู้อาวุโสใหญ่มู่ชิงหยุน

            มู่ชิงหยุนเข้าใจในทันทีจึงลุกขึ้นยืนและประกาศกฎใหม่ของตระกูล

            “นับจากนี้เป็นต้นไปตระกูลจะใช้ระบบคะแนนสะสม”

            “วิชาต่อสู้ระดับตี้ขึ้นไปในหอคัมภีร์จะต้องใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเปลี่ยน”

            “ยาเม็ดทุกระดับในหอโอสถไม่จำกัดระดับ ไม่จำกัดจำนวน จะต้องใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเปลี่ยน”

            “อาวุธวิเศษอาวุธวิญญาณ และอาวุธสื่อวิญญาณในหออาวุธ จะต้องใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเปลี่ยน”

            “กล่าวโดยสรุปคะแนนสะสมสามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรการฝึกฝนได้ทุกชนิด”

            “และมีหลายวิธีในการรับคะแนนสะสม”

            “เช่นการล่าอสูร ทำภารกิจตระกูล เฝ้าเหมืองแร่ส่งมอบวิชาต่อสู้ต่างๆ ที่ยังไม่มีในตระกูลการจัดอันดับในการประลองตระกูล และอื่นๆ”

            “ข้าได้แจ้งรายละเอียดต่างๆให้กับผู้อาวุโสแต่ละสาขาแล้ว หากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามพวกเขาเหล่านั้นได้”

            “อีกสามวันข้างหน้า พวกเราจะเริ่มใช้กฏนี้กัน”

            “ทุกเดือนจะมีการทดสอบนอกตระกูลหนึ่งครั้งโดยมีผู้อาวุโสระดับตำหนักม่วงนำทีม ไปยังป่าบรรพกาลเพื่อล่าสัตว์อสูร”

            “หากไม่เคยผ่านการต่อสู้ที่แท้จริง ก็ยากที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงได้!”

            “เบื้องหลังของพวกเจ้ามีผู้นำตระกูลคอยปกป้อง!”

            “หวังว่าในอนาคตอันใกล้ตระกูลมู่ของเราจะก้าวออกจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนและมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นตงฮวง!”

            ด้วยคำประกาศที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นสมาชิกตระกูลนับไม่ถ้วนต่างก็มีไฟแห่งความทะเยอทะยานลุกโชนในใจดวงตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน