“อะไรนะ!”
“ระดับแก่นปราณขั้นสามอายุสิบเก้าปี! อัจฉริยะอีกคนแล้ว!”
“แต่มู่หลางนี่คือใครกัน?ทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน?”
สมาชิกตระกูลหลายคนต่างซุบซิบกันด้วยความสงสัย
แต่เมื่อมู่หลางเดินมาถึงด้านหน้าฝูงชนก็เกิดความโกลาหลเล็กน้อยขึ้นทันที
“อ้อ!ที่แท้ก็เป็นเขา!”
“เขานั่นเองมู่หลาง!”
“ว่าไงนะ?เจ้ารู้จักเขาหรือ?”
“รู้จักสิ”
“เจ้านี่ชอบวิ่งพล่านไปทั่วเขตตระกูล วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่น เกียจคร้านแถมยังชอบทำตัวโอ้อวดไปทั่ว ใครๆ ก็รู้จักเขากันทั้งนั้น”
“แต่ทำไมเขาถึงมีพลังระดับแก่นปราณขั้นสามได้กันนะ”
“ฟ้าดินช่างไม่ยุติธรรม!”
เด็กหนุ่มสาวตระกูลมู่หลายคนต่างตีลมชกอกตัวเองรู้สึกอิจฉาตาร้อนจนกัดฟันเสียงดังกรอด พวกเขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ
มู่หลางแสยะยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ฟังเสียงแจ้งเตือนของระบบที่ยังคงดังอยู่ในหัว เขาเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
คิดจะมาเทียบกับข้าหรือ?
ข้ามีระบบโอ้อวดเว้ย!
ส่วนมู่เสินฉวนไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเหตุการณ์นี้เลยเขายิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ก่อนจะประกาศต่อไป
“มอบรางวัลเป็นยอดเขาแห่งวิญญาณให้กับเขา ตั้งชื่อว่า ยอดเขาเทียนหลาง!”
“มอบรางวัลเป็นวิชาการต่อสู้ระดับราชาหนึ่งเล่ม ขั้นฟ้าหนึ่งเล่ม และอาวุธวิเศษหนึ่งชิ้น!”
“และมอบสัตว์อสูรพาหนะระดับตำหนักม่วง ราชันย์วิหคสวรรค์ !”
“ขอบพระคุณท่านผู้นำตระกูล!”
มู่หลางยิ้มกว้างก้มคำนับ
จากนั้นเขาก็ขึ้นไปขี่วิหคยักษ์จากไปอย่างสง่างามต่อหน้าทุกคน
นิสัยโอหังอวดดีของเขาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน
แต่มู่เสินฉวนไม่ได้ใส่ใจยังคงปล่อยให้เขาทำตามใจ
เพราะระบบโอ้อวดของมู่หลางมันเป็นมาแบบนี้
ถ้าระบบนี้ไปอยู่กับคนที่เก็บตัวเงียบขรึมถ่อมตน
คงไม่มีทางประสบความสำเร็จใหญ่หลวงได้แบบนี้
จากนั้นมู่เสินฉวนก็ประกาศต่อไป
“คนต่อไป!”
“มู่เยว่เหยา ทายาทสายเก้า”
“อายุสิบแปดปีระดับแก่นปราณขั้นหก!”
“ครอบครองกายาเทพคนแรกของตระกูลมู่!”
ทันใดนั้นร่างของหญิงสาวในชุดสีม่วงก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน
สัญลักษณ์พระจันทร์เสี้ยวบนหน้าผากของนางเปล่งประกายระยิบระยับผิวพรรณผุดผ่องดุจหยก ราวกับนางฟ้าจากสรวงสวรรค์ที่จุติลงมายังโลกมนุษย์บริสุทธิ์และงดงาม ใครที่ได้พบเห็นล้วนรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับนาง
“ร่างกายาเทพจันทรา”
“สวรรค์ทรงคุ้มครองตระกูลมู่ของเราจริงๆ!”
“เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีร่างเทพสายฟ้าปรากฏตัวขึ้นตอนนี้ก็มีร่างกายาเทพจันทราถือกำเนิดขึ้นมาอีก”
“หากในวันข้างหน้านางเติบโตขึ้น นางจะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นตงฮวงเป็นแน่”
ถึงแม้ว่าเหล่าผู้อาวุโสตระกูลจะได้รับรู้ข่าวนี้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วแต่ถึงอย่างนั้น ในเวลาแบบนี้ พวกเขาก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้
โดยเฉพาะผู้อาวุโสจากสายที่เก้าเขายิ้มแก้มปริ
เมื่อเห็นศิษย์รุ่นเยาว์ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ย่อมต้องรู้สึกปลาบปลื้มเป็นธรรมดา
“มอบรางวัลเป็นยอดเขาแห่งวิญญาณให้กับนาง ตั้งชื่อว่า ยอดเขาเฮ่าเยว่!”
“มอบรางวัลเป็นวิชาการต่อสู้ระดับราชาหนึ่งเล่ม ขั้นฟ้าหนึ่งเล่ม และอาวุธวิเศษหนึ่งชิ้น!”
“และมอบสัตว์อสูรพาหนะระดับตำหนักม่วงราชันย์วิหคสวรรค์!”
“ขอบพระคุณท่านผู้นำตระกูล!”
มู่เยว่เหยาคำนับอย่างงดงามดวงตาคู่สวยเปล่งประกาย
หลังจากมอบรางวัลให้อัจฉริยะทั้งสามคนเสร็จสิ้น
มู่เสินฉวนก็ลุกขึ้นยืนจากที่นั่งอย่างช้าๆสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้นมา
“ทุกคนคงเห็นแล้ว”
“ตระกูลมู่ของเราจะอบรมเลี้ยงดูศิษย์รุ่นเยาว์โดยไม่คำนึงถึงชาติกำเนิดไม่คำนึงว่าพวกเขาจะมาจากสายใด”
“จะพิจารณาจากความสามารถและพรสวรรค์เท่านั้น!”
“ตราบใดที่พวกเจ้ามีความสามารถมากพอตระกูลจะทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดเพื่อสนับสนุนเจ้า!”
“ตอนนี้ข้าขอประกาศเรื่องแรก”
“ทรัพยากรการฝึกฝนขั้นพื้นฐานของสมาชิกตระกูลทุกคนจะเพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าจากของเดิม”
“ยิ่งระดับสูง เบี้ยเลี้ยงก็จะยิ่งสูง คนในตระกูลทุกสายจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน”
สิ้นเสียง
สมาชิกตระกูลนับไม่ถ้วนต่างก็ตื้นตันใจ
ทรัพยากรการฝึกฝนเพิ่มขึ้นห้าเท่า!
จำนวนตัวเลขที่เพิ่มมากขนาดนี้จะไม่ให้พวกเขาตกใจได้อย่างไร?
แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าตระกูลได้รับสมบัติของถ้ำหลิงซูมาทั้งหมดและยังได้ควบคุมเหมืองแร่วิญญาณหลายแห่ง แต่ที่ผู้นำตระกูลให้มานี้มันก็มากเกินไปจริงๆ
รางวัลที่มอบให้อย่างมากมายมหาศาลเช่นนี้...
แล้วแบบนี้ ทรัพยากรเหล่านั้นจะใช้ไปได้นานแค่ไหนกัน?
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้คิดอะไรไปไกลกว่านี้มู่เสินฉวนก็ส่งสายตาไปยังผู้อาวุโสใหญ่มู่ชิงหยุน
มู่ชิงหยุนเข้าใจในทันทีจึงลุกขึ้นยืนและประกาศกฎใหม่ของตระกูล
“นับจากนี้เป็นต้นไปตระกูลจะใช้ระบบคะแนนสะสม”
“วิชาต่อสู้ระดับตี้ขึ้นไปในหอคัมภีร์จะต้องใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเปลี่ยน”
“ยาเม็ดทุกระดับในหอโอสถไม่จำกัดระดับ ไม่จำกัดจำนวน จะต้องใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเปลี่ยน”
“อาวุธวิเศษอาวุธวิญญาณ และอาวุธสื่อวิญญาณในหออาวุธ จะต้องใช้คะแนนสะสมเพื่อแลกเปลี่ยน”
“กล่าวโดยสรุปคะแนนสะสมสามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรการฝึกฝนได้ทุกชนิด”
“และมีหลายวิธีในการรับคะแนนสะสม”
“เช่นการล่าอสูร ทำภารกิจตระกูล เฝ้าเหมืองแร่ส่งมอบวิชาต่อสู้ต่างๆ ที่ยังไม่มีในตระกูลการจัดอันดับในการประลองตระกูล และอื่นๆ”
“ข้าได้แจ้งรายละเอียดต่างๆให้กับผู้อาวุโสแต่ละสาขาแล้ว หากมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามพวกเขาเหล่านั้นได้”
“อีกสามวันข้างหน้า พวกเราจะเริ่มใช้กฏนี้กัน”
“ทุกเดือนจะมีการทดสอบนอกตระกูลหนึ่งครั้งโดยมีผู้อาวุโสระดับตำหนักม่วงนำทีม ไปยังป่าบรรพกาลเพื่อล่าสัตว์อสูร”
“หากไม่เคยผ่านการต่อสู้ที่แท้จริง ก็ยากที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงได้!”
“เบื้องหลังของพวกเจ้ามีผู้นำตระกูลคอยปกป้อง!”
“หวังว่าในอนาคตอันใกล้ตระกูลมู่ของเราจะก้าวออกจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนและมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นตงฮวง!”
ด้วยคำประกาศที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นสมาชิกตระกูลนับไม่ถ้วนต่างก็มีไฟแห่งความทะเยอทะยานลุกโชนในใจดวงตาเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น!