"ระยะห่างที่ไม่มีชื่อนั้น คือระยะที่ใกล้ที่สุดในทุกระยะที่มีชื่อ"
ว่ากันว่าระยะห่างระหว่างคนสองคนนั้นวัดไม่ได้ด้วยก้าวเท้า มันวัดด้วยสิ่งที่พูดและไม่พูดสิ่งที่มองและหันหนี สิ่งที่รู้สึกและเก็บไว้ บางคู่อยู่ห่างกันสิบก้าวตลอดชีวิตบางคู่อยู่ห่างกันพันลี้แต่ระยะในใจนั้นไม่มี และบางคู่นั้น ทุกครั้งที่พบกันระยะห่างแคบลงเล็กน้อย ในแบบที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นสิ่งที่สังเกตทุกอย่างเสมอ
การพบกันครั้งที่สอง หุบเขาเฉียนหลิงและสิ่งที่หยุดนิ่ง
สองเดือนหลังวูิเหมิน
หุบเขาเฉียนหลิงทางตะวันออกของแม่น้ำซูหลิงเป็พื้นที่ที่นักเดินทางหลีกเลี่ยงมาสามปีเพราะรายงานว่ามีคนหายเป็ระยะไม่ใช่หายแบบวูิเหมิน แต่หายในแบบที่หยุดนิ่งกลางทาง ยืนอยู่กับที่ดวงตาเปิดแต่มองไม่เห็นอะไร หลายคนฟื้นคืนมาได้เองในสองสามวัน แต่บางคนไม่ฟื้น
ชาวบ้านในพื้นที่เรียกมันว่า "หยินต้าโจว" บ่วงอำพราง
รายงานมาถึงตำหนักเมฆาหล่นในต้นเดือน
และมาถึงสำนักจวิ้นเทียนในสัปดาห์เดียวกัน
อี้เหยียนมาถึงปากทางเข้าหุบเขาในตอนบ่ายคณะเดินทางสองวัน จางเว่ยแบกคัมภีร์หนักสองเล่มที่เขาคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องหลี่เซียนถือแส้ฟ้าพาดไหล่ เมียวกิบินนำหน้าสำรวจพื้นที่
ที่ปากทางเข้าหุบเขา มีคนรออยู่ก่อนแล้ว
อี้เหยียนรู้ก่อนจะเห็นรู้จากพลังงานที่เขารับรู้ได้ในระยะห้าสิบก้าว พลังงานที่คุ้นเคยในแบบที่เขารู้จักมาสองเดือนแต่ยังบอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงคุ้น
เทียนจวินยืนอยู่ที่หินก้อนใหญ่ริมทางกำลังอ่านแผนที่ มีลูกศิษย์สำนักสองคนนั่งอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินเสียงเท้าคณะอี้เหยียนเขาเงยหน้าขึ้น
ดวงตาพบดวงตา
สั้นในแบบที่สั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกบางอย่างที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่ารู้สึก
"สำนักจวิ้นเทียนมาด้วย" จางเว่ยพูดเสียงสังเกต
"ข้าเห็น" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบแล้วเดินต่อไป
เทียนจวินพับแผนที่และมาพบครึ่งทาง
"รายงานเดียวกัน" เขาพูดเสียงเงียบสังเกตว่าสำนักทั้งสองได้รับรายงานคนละต้นทาง แต่มาถึงที่เดียวกัน
"ข้าแปลกใจเล็กน้อยที่สำนักจวิ้นเทียนสนใจเื่นี้" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบไม่ใช่คำตำหนิ แค่สังเกต "หยินต้าโจวเป็เื่ของพลังงานชั้นฝันไม่ใช่มาร"
"หยวนซินส่งข้ามา" เขาพูดตรง"บอกว่าถ้าเจอองค์เมียวจิให้ช่วยเต็มที่"
อี้เหยียนหยุดสักวินาที
"หยวนซินรู้ว่าข้าจะมา?"
"หยวนซินรู้หลายสิ่งที่เขาไม่บอกว่ารู้ยังไง" เขาพูดเบาๆ มีอะไรที่ขี้เล่นเล็กน้อยในน้ำเสียง
อี้เหยียนมองเขาสักวินาทีแล้วก็พยักหน้าในแบบที่รับสิ่งที่ได้ยินและตัดสินใจไม่คัดค้าน
"ตกลง" อี้เหยียนพูด"เ้าจะทำงานร่วมกับคณะข้าได้ในเงื่อนไขเดิมแบ่งงานตามที่แต่ละคนทำได้ดีที่สุด"
"ข้ายอมรับเงื่อนไขนั้น" เขาพูดแล้วก็พูดต่อเบา ๆ "และข้าอยากเพิ่มเงื่อนไขหนึ่ง"
"อะไร?"
"คราวนี้ถ้าเขาโซเซข้าขอดึงได้โดยไม่ต้องรอให้เ้าบอก"
อี้เหยียนมองเขาในดวงตาสีทองนั้นมีบางอย่างที่เคลื่อนไหวเล็กน้อยก่อนจะนิ่งกลับมา
"ข้าจะพิจารณา" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยยียนกวัดหางหนึ่งครั้งเทียนจวินมองอีกาดำ อีกาดำมองเขากลับ
"ภูติอีกาของเ้ากำลังตัดสินข้าอยู่" เขาพูดเบาๆ เสียงนั้นอ่อนโยนและมีอะไรที่สนุกในนั้น
"เมียวกิตัดสินทุกคนที่เข้ามาใกล้ข้า" อี้เหยียนพูดตรง
"และผลการตัดสินของมันที่ผ่านมาเป็อย่างไร?"
อี้เหยียนเดินไปข้างหน้าโดยไม่ตอบ
แต่เทียนจวินสังเกตเห็นว่ามุมปากของอี้เหียนขยับขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะหันหลัง
หยินต้าโจว บ่วงอำพรางในหุบเขา........
หุบเขาเฉียนหลิงในยามเย็น มีหมอกบาง ๆที่ไม่ควรมีในฤดูนี้ ลอยต่ำตามพื้นในแบบที่บอกว่าพลังงานในพื้นที่นั้นหนักกว่าปกติ
อี้เหยียนอ่านพื้นที่ด้วยสถูปที่เรืองแสงเบาๆ เดินช้า ๆ สามก้าว หยุด ดูทิศทาง ดูการไหลของพลังงาน
"ศูนย์กลางของหยินต้าโจวอยู่ที่ไหน?" เทียนจวินถามเดินเคียงข้าง แต่ห่างพอที่จะไม่รบกวนการอ่านพลังงานของอี้เหยียน
อี้เหยียนสังเกตว่าเขาเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายว่าต้องเว้นพื้นที่ไว้เท่าไหร่
"ตรงกลางหุบเขาต้นไม้กลุ่มที่สาม" อี้เหยียนพูดโดยไม่มองแผนที่ "มีหินก้อนใหญ่ที่ดูดซับพลังงานฝันมาหลายร้อยปีกลายเป็ศูนย์รวมที่ดึงสติสัมปชัญญะของคนที่ผ่านเข้าไปในรัศมีสิบก้าว"
"แล้วทำไมบางคนถึงฟื้นเองได้?" จางเว่ยถามจากข้างหลัง
"เพราะพลังงานของคนแต่ละคนต่างกัน" อี้เหยียนอธิบาย"คนที่มีพลังงานชีวิตแข็งแกร่งพอจะถอนตัวเองออกจากบ่วงได้แต่คนที่อ่อนแอหรือป่วยพลังงานของหินนั้นจะล็อคพวกเขาไว้จนกว่าจะหมดแรงโดยสิ้นเชิง"
"และคนที่ไม่ฟื้น?"
อี้เหยียนเงียบสักวินาที
"พลังงานชีวิตถูกดูดซับจนหมด" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
เทียนจวินมองหน้าอี้เหยียนจากข้างๆในแบบที่เขามองเมื่อเขา้ารู้ว่าอี้เหยียนรู้สึกอะไร แต่อี้เหยียนไม่แสดงอะไรแค่เดินต่อ
"วิธีแก้?" เขาถาม
"ทำลายการสะสมพลังงานในหิน" อี้เหยียนพูด"แต่ถ้าทำแรงเกินไปพลังงานที่สะสมไว้หลายร้อยปีจะปลดปล่อยออกมาพร้อมกันซึ่งจะทำให้ทุกคนในรัศมีครึ่งลี้ถูกบ่วงพร้อมกัน"
"ต้องทำช้า" เขาพูดเข้าใจ
"และต้องมีคนที่รับพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาและนำทางมันออกไปในทิศทางที่ปลอดภัย" อี้เหยียนพูด
"ข้า" เขาพูดทันที
อี้เหยียนหยุดเดิน หันมามองเขาอย่างตรง
"งานนั้นอันตราย" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบแต่มีบางอย่างในนั้นที่ต่างจากการบอกข้อมูลทั่วไป "พลังงานฝันที่สะสมมาหลายร้อยปีนั้น ถ้ารับมากเกินไปจะดึงเ้าของเข้าไปอยู่ในชั้นฝันโดยตรง"
"ข้ารู้" เขาพูดเสียงนิ่งดวงตาของเขามองอี้เหยียนตรง ๆ "แต่ข้ามีพลังงานที่แข็งแกร่งพอและเ้าไม่ควรรับสองงานพร้อมกัน"
อี้เหยียนมองเขานาน ในแบบที่เขาอ่านทุกอย่างที่มองได้
"ถ้าเ้ารู้สึกว่าพลังงานกำลังดึงเข้าไปต้องบอกทันที" อี้เหยียนพูดในที่สุด
"ตกลง" เขาพูด
"ข้าจริงจัง" อี้เหยียนเน้นเสียงยังเรียบแต่มีน้ำหนักกว่า
เขามองอี้เหยียนในแสงเย็นที่หุบเขา
"ข้าก็จริงจัง" เขาพูดเบาลง"เ้าบอกให้บอก ข้าจะบอก"
การต่อสู้ในหุบเขาเฉียนหลิง
ต้นไม้กลุ่มที่สามในหุบเขา ตอนเย็น
หินก้อนใหญ่ที่ศูนย์กลางนั้นผิวดำเงาในแบบที่หินที่ดูดซับพลังงานมานานจะเป็รอบ ๆ มันหมอกหนาแน่นกว่าที่อื่น
อี้เหยียนยืนห่างสิบห้าก้าวสถูปในมือเรืองทอง เมียวกิส่งเสียงร้องยาวขึ้นไปในท้องฟ้าเรียกภูติพิทักษ์สองดวงลงมา แสงสีเขียวจางสองจุดล้อมรอบหินจากทั้งสองข้างกักพลังงานไม่ให้แผ่ออกไปรัศมีกว้างกว่านี้
เทียนจวินยืนระหว่างอี้เหยียนกับหินมือขวาบนด้ามดาบ แต่ไม่ดึงออกมา พลังงานของเขาออกมาเป็ชั้นที่มองไม่เห็นรับพร้อมที่จะรับสิ่งที่จะออกมา
ลูกศิษย์สำนักสองคนและจางเว่ยรักษาแนวป้องกันรอบนอก
อี้เหยียนเริ่มส่งพลังงานจากสถูปเข้าไปััหินช้า ๆ ในแบบที่คนถอนเส้นด้ายออกจากผ้าที่พันกันเป็ก้อน
หินตอบสนองทันที
พลังงานฝันที่สะสมมาหลายร้อยปีนั้นตื่นขึ้นเมื่อมีบางอย่างมาััมันมันออกมาไม่ใช่ทีละน้อยแต่เป็คลื่น คลื่นแรกบาง คลื่นที่สองหนากว่า
เทียนจวินรับคลื่นแรกพลังงานของเขาห่อหุ้มมันไว้นำทางออกไปในแนวดิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในแบบที่อี้เหยียนบอกไว้
แต่คลื่นที่สองนั้นหนักกว่า
เขารับได้แต่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างพยายามดึงเขาเข้าไปตามคลื่นนั้นความรู้สึกที่เหมือนมีมือจับที่ข้อมือแล้วดึง
"หนักขึ้น" เขาพูดตามที่รับปาก
อี้เหยียนได้ยิน ปรับการส่งพลังงานของเขาเองทันทีช้าลงกว่าเดิม ให้เทียนจวินมีเวลาจัดการกับคลื่นละได้เต็มที่ก่อนคลื่นถัดไปออกมา
งานนั้นใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง
เมื่อพลังงานในหินลดลงพอที่จะไม่เป็อันตรายอี้เหยียนส่งแสงทองสุดท้ายออกไปจากสถูปแสงนั้นซึมเข้าไปในหินแล้วดับพลังงานที่เหลืออยู่ในแบบที่ดับโดยไม่ะเิ
หินก้อนใหญ่นั้นหยุดเรืองในทันทีกลายเป็หินธรรมดาในพริบตา
หมอกในหุบเขาค่อย ๆ จาง
อี้เหยียนหย่อนแขนลง ดวงตาของเขามองที่เทียนจวินทันที
"เ้าเป็ยังไง?" อี้เหยียนถาม
เขาหันมาใบหน้าเหนื่อยเล็กน้อยในแบบที่คนเหนื่อยหลังจากใช้พลังงานหนักแต่ดวงตาของเขาชัดและตรง
"ไม่เป็ไร" เขาตอบ"แค่หนักกว่าที่คาด"
อี้เหยียนเดินเข้ามาหาเขาสามก้าวหยิบสถูปขึ้นมาและปล่อยแสงทองเบา ๆ ออกมาตรวจสอบพลังงานของเขา
เขายืนนิ่ง ให้อี้เหยียนทำโดยไม่ถาม
"พลังงานฝันเข้าไปในส่วนที่ไม่ควรเข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบหลังจากตรวจสักครู่"ไม่อันตรายแต่ถ้าทิ้งไว้จะทำให้ฝันแปลกในสองสามคืนนี้"
"ฝันแปลกอย่างไร?"
"ฝันแบบที่คนอื่นที่หินนั้นดูดซับไปเคยฝัน" อี้เหยียนพูดแล้วก็ปล่อยแสงทองเข้าไปในพลังงานของเขาช้า ๆ ในแบบที่ดึงสิ่งที่ไม่ควรอยู่ออกมา
เทียนจวินรู้สึกถึงแสงทองนั้นอุ่นในแบบที่เขาเคยรู้สึกเมื่ออี้เหยียนส่งพลังงานในวูิเหมินในแบบที่เขาจำได้และรู้สึกทุกครั้งที่นึกถึง
เขามองอีเหยียนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในระยะสองก้าวก้มหน้าลงเล็กน้อยตามสถูปที่เขาถือผมที่พันไว้บางส่วนหลุดออกมาข้างใบหน้าในลมเย็นของหุบเขาดวงตาสีทองโฟกัสอยู่ที่งานที่ทำ
เขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่ได้พยายามรู้สึกแต่มันออกมาเองในแบบที่สิ่งที่จริงออกมาเอง
แล้วก็รู้สึกว่าพลังงานฝันที่อยู่ในตัวเขาค่อยๆ ถูกดึงออกไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นที่ชัดเจนกว่า
"เสร็จแล้ว" อี้เหยียนพูดเงยหน้าขึ้นมอง
ระยะที่อี้เหยียนเงยหน้าขึ้นนั้นใกล้กว่าที่ตัวเขาตั้งใจใกล้พอที่ดวงตาสีทองและดวงตาของเขาจะพบกันในระยะที่ไม่มีที่ไหนให้หันหนี
ทั้งสองนิ่งอยู่สักวินาที
อี้เหยียนถอยออกหนึ่งก้าวก่อนในแบบที่เรียบและเป็ธรรมชาติ
"ขอบคุณ" เขาพูดเสียงเบา
"ข้าแค่แก้ปัญหาที่เกิดจากงานร่วมกัน"อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"ข้ายังขอบคุณอยู่ดี" เขาพูดเบาๆ
อี้เหยียนไม่ตอบแต่หันกลับไปหาทีมในแบบที่เขาหันกลับไปหาคณะเสมอ เรียบและตรงไปตรงมา
เทียนจวินมองหลังอี้เหยียนไปสักวินาที
เมียวกิที่บินกลับลงมาเกาะไหล่ซ้ายของอี้เหยียนนั้นหันหัวมองเขาหนึ่งครั้ง แล้วก็หันหน้าไปข้างหน้า
"ข้าผ่านการทดสอบของเ้าหรือยัง?" เขาถามเบา ๆ ในแบบที่ถามอีกาดำโดยตรง
เมียวกิไม่ตอบแต่ขนบนหลังมันนุ่มลงเล็กน้อยในแบบที่อีกาทำเมื่อพวกมันผ่อนคลาย
เทียนจวินตีความนั้นว่าเป็สัญญาณที่ดี
หกสัปดาห์ต่อมา เมืองหนานซวีการพบกันครั้งที่สาม
ตลาดนัดกลางคืนและสิ่งที่พูดเมื่อไม่ได้ตั้งใจพูด...........
เมืองหนานซวีเป็เมืองใหญ่ริมแม่น้ำตลาดของมันเปิดทั้งกลางวันและกลางคืน มีชื่อเสียงเื่ผ้าไหมและเครื่องเงินนักเดินทางผ่านเข้าออกทุกวัน
และใน่เดือนที่ผ่านมามีรายงานว่าสิ่งของในตลาดบางชิ้นนั้น เมื่อซื้อกลับบ้านแล้วนำมาสวมใส่หรือใช้งานเ้าของจะพูดสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจพูด เปิดเผยความลับที่เก็บมาตลอดชีวิตโดยไม่รู้ตัวและในบางกรณี เปิดเผยความลับของคนอื่น
เื่นี้ทำให้หลายครัวเรือนแตกแยกหลายธุรกิจล้มละลาย และมีคนเสียชีวิตหนึ่งรายจากความลับที่ถูกเปิดเผย
อี้เหยียนมาเพียงสองคนกับเซินเหมยเพราะงานนี้้าการสืบสวนมากกว่าการต่อสู้
อี้เหยียนไม่ได้คาดว่าจะพบใคร
เทียนจวินมาคนเดียว ไม่มีลูกศิษย์สำนักเพราะหยวนซินส่งเขามาในภารกิจส่วนตัวเพื่อสืบสวนว่ามีผู้ค้าที่เกี่ยวข้องกับสำนักมารหรือเปล่า
พวกเขาพบกันที่แผงขายผ้าไหมแผงที่สาม
อี้เหยียนกำลังถือผ้าไหมสีเขียวขึ้นมาตรวจสอบพลังงานในมันเขาเดินผ่านมาและหยุดในระยะสองก้าว ในแบบที่หยุดเมื่อเห็นบางอย่างที่คาดไม่ถึง
"ท่านองค์เมียวจิ" เขาพูดเสียงเงียบ
อี้เหยียนเงยหน้าขึ้นดวงตาสีทองในแสงโคมของตลาดกลางคืนนั้นอ่านเขาสักวินาที
"เทียนจวิน" อี้เหยียนพูดชื่อเขาในแบบที่พูดชื่อคนที่รู้จักไม่ใช่แบบที่พูดครั้งแรก
"เ้ามาคนเดียว?" เขาถามสังเกต
"สองคนเซินเหมยอยู่แผงข้าง ๆ" อี้เหยียนตอบแล้วก็มองผ้าไหมในมือ "เ้ามาคนเดียว?"
"ใช่"
อี้เหยียนยื่นผ้าไหมสีเขียวออกมาให้เขา "ถือสักวินาที"
เขารับโดยไม่ถาม แค่ถือ
อี้เหยียนปล่อยสถูปส่งแสงทองบางออกมาตรวจสอบสักครู่
"พลังงานนี้ไม่ใช่ผ้าไหมธรรมดา" อี้เหยียนพูดเบาๆ ให้เขาเท่านั้นได้ยิน "มีพลังงานที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้าชนิดที่เมื่อัักับิัแล้วจะทำให้ความคิดที่ระงับไว้ลึก ๆลอยขึ้นมาที่ปาก"
"ใครทำ?"
"ไม่ใช่มารไม่ใช่ภูต" อี้เหยียนพูด "เป็ฝีมือคนที่รู้เื่พลังงานและตั้งใจฝังไว้"
"มีจุดประสงค์" เขาพูด
"และผู้ค้าที่ขายสิ่งของเหล่านี้อาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าขายอะไรอยู่ต้องสืบต่อ"
"ทำงานร่วมกันได้ไหม?" เขาถาม เสียงตรงในแบบที่ถามเมื่อ้าคำตอบ ไม่ใช่เชิญในแบบอ้อมค้อม
อี้เหยียนมองเขาสักวินาที
"ได้" อี้เหยียนพูด
กลางคืนของตลาดหนานซวี
การสืบสวนพาทั้งสองไปยังโกดังเก่าหลังตลาดในตอนดึกที่ซึ่งพ่อค้าคนกลางที่นำสิ่งของเ่าั้เข้ามาเก็บของไว้
ในโกดังนั้นพบสิ่งของที่ฝังพลังงานเกือบสามร้อยชิ้นกระจายไปแล้วในตลาดส่วนใหญ่และยังมีชุดอุปกรณ์ที่บอกว่ามีคนผลิตและวางแผนมาอย่างดี
เทียนจวินสำรวจโกดังด้านขวาอี้เหยียนด้านซ้าย เมียวกิบินวนเหนือหัวสำรวจจากมุมสูง
"พบอะไรไหม?" เขาถามข้ามห้อง
"พบต้นทาง" อี้เหยียนพูดเดินเข้าไปที่มุมหนึ่งที่มีกล่องไม้เก่า เปิดออก ในนั้นมีหินดำขนาดกำปั้นพลังงานออกมาจากมันหนักพอที่จะรู้สึกได้โดยไม่ต้องใช้สถูป "แม่พิมพ์พลังงาน ใครก็ตามที่ทำอันนี้ผ่านหินนี้มาก่อนฝังลงในสิ่งของ"
เขาเดินมาดู มองหินดำในกล่อง
"ใช้ได้กี่ครั้ง?"
"ไม่จำกัดตราบใดที่มีคนป้อนพลังงานให้มัน นั่นหมายความว่ายังมีคนที่ยังใช้งานมันอยู่"
พอดีกับที่เสียงเท้าดังขึ้นจากด้านหลังโกดังไม่ใช่เสียงเดียว มีหลายคน
เทียนจวินหมุนตัวทันที ดาบออกจากฝักแสงสีขาวในความมืดของโกดัง
คนในชุดดำห้าคนเข้ามาจากประตูหลังแต่ละคนมีพลังงานที่ไม่ใช่พลังงานปกติออกมาในแบบที่บอกว่าพวกเขาได้รับการเสริมจากหินดำ
"ห้าคน" เทียนจวินพูดเสียงเงียบ
"ข้าเห็น" อี้เหยียนพูดวางกล่องลง สถูปในมือเรืองทอง
เมียวกิที่บินอยู่เหนือหัวส่งเสียงร้องและเรียกภูติพิทักษ์ดวงหนึ่งลงมาแสงสีเขียวจางล้อมรอบด้านหลังของทั้งสอง ปิดเส้นทางถอยของคนในชุดดำ
คนในชุดดำคนแรกพุ่งเข้าหาเทียนจวินก่อน
ดาบของเทียนจวินตอบในสองท่า ท่าแรกรับท่าที่สองผลักออก ไม่ตัด แค่ผลักในแบบที่ไม่ฆ่าแต่หยุดได้
อีกสองคนพุ่งเข้าหาอี้เหยียนพร้อมกัน
สถูปส่งแสงทองออกมาเป็สองสายวิ่งเข้าหาพลังงานของคนทั้งสองที่พุ่งเข้ามา ไม่ต้านกำลังแต่สร้างแรงต้านในพลังงานของพวกเขาเอง ทำให้ขยับช้าลงในแบบที่วิ่งในน้ำ
เทียนจวินจัดการอีกสองคนที่เหลือในเวลาไม่ถึงสองนาที
เมื่อทุกอย่างสงบคนในชุดดำห้าคนนอนอยู่บนพื้นโกดัง ไม่มีใครเสียชีวิต แต่ไม่มีใครลุกขึ้นสู้ต่อได้
อี้เหยียนเดินไปที่คนแรก ตรวจดู
"พวกเขาเป็คนธรรมดาที่ได้รับการเสริมพลังงานจากหินดำ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ"ไม่ใช่นักรบที่ฝึกมาพวกเขาถูกจ้างมา"
"แปลว่าคนที่อยู่เื้ัไม่ได้มาเอง" เขาพูด
"ไม่เคยตั้งใจมา" อี้เหยียนพูดเสียงขรึม"ส่งคนมาปิดปากแทน"
"ต้องถามก่อนที่พวกเขาจะตื่น"
อี้เหยียนพยักหน้าเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ คนแรก ใช้สถูปอ่านพลังงานในแบบที่ถามโดยไม่ต้องพูด
เทียนจวินยืนดูอี้เหยียนทำงานในแสงโคมที่กรองผ่านหน้าต่างโกดังเล็ก เขาเห็นว่าอี้เหยียนทำงานในแบบที่เฉียบคมและระวังพร้อมกันไม่ฟุ่มเฟือย ไม่พลาด
เขาคิดถึงคำที่เฉินเหวินเคยพูดกับเขาในตอนที่หยวนซินพาเขาไปพบครั้งหนึ่งคำที่เฉินเหวินพูดโดยไม่ได้อธิบายว่าหมายถึงอะไร "เ้าจะรู้เมื่อเ้าพบ"
ตอนนั้นเขาไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกว่ารู้แล้ว
หลังการสืบสวน ชาที่แผงข้างทาง…............
เกือบเที่ยงคืน
คนในชุดดำถูกส่งมอบให้นายอำเภอหินดำถูกทำลายด้วยสถูป สิ่งของที่ฝังพลังงานที่ยังไม่ได้ขายถูกทำลายทั้งหมดคดียังไม่จบ ยังไม่รู้ว่าใครอยู่เื้ั แต่คืนนี้ทำได้แค่นี้
อี้เหยียนและเทียนจวินนั่งอยู่ที่แผงชาข้างทางที่ยังเปิดอยู่ในตอนดึกห่างจากตลาดพอสมควร เซินเหมยกลับที่พักไปก่อน
ชาในถ้วยสองถ้วยอยู่ระหว่างทั้งสองไม่มีใครพูดอะไรใน่แรก
"ยังสืบต่อได้อีกไหม?" เขาถาม ในแบบที่ถามเื่คดี
"ข้าจะอยู่หนานซวีอีกสองวัน" อี้เหยียนพูด"ต้องสืบว่าใครนำหินดำเข้ามาเส้นทางการค้าของสิ่งของที่ฝังพลังงาน และว่าเมืองอื่นมีแบบนี้อีกหรือเปล่า"
"ข้ามีรายงานว่าสินค้าแบบนี้อาจจะมาจากทางเหนือ" เขาพูด"และถ้ามาจากทางเหนือ—"
"ก็อาจจะผ่านเมืองหลวง" อี้เหยียนพูดต่อเสียงเงียบลงเล็กน้อย
หลงเฉิง เมืองหลวงของแผ่นดิน
ทั้งสองเงียบอยู่กับความหมายของคำนั้น
"ถ้าเส้นทางนำไปถึงหลงเฉิง" อี้เหยียนพูดช้าๆ "มันจะซับซ้อนกว่านี้มากเมืองหลวงมีพลังงานและอำนาจหลายชั้น การทำงานในนั้นต้องระวังมากกว่าที่อื่น"
"เ้าเคยไปหลงเฉิงไหม?" เขาถาม
"ไม่เคย" อี้เหยียนตอบตรง"เ้า?"
"เคยไปสองครั้งกับหยวนซิน" เขาพูด"หลงเฉิงนั้น—" เขาหยุดสักวินาทีคิดว่าจะอธิบายอย่างไร "มันมีทุกอย่างพร้อมกันทั้งสิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่น่ากลัวที่สุด ขึ้นอยู่กับว่าเ้าอยู่ในส่วนไหนของเมือง"
อี้เหยียนดื่มชาฟังเขา ในแบบที่เขาฟังเมื่อ้าข้อมูล
แต่เขาพูดต่อในแบบที่เกินกว่าแค่ข้อมูลเล่าถึงถนนเก่าในย่านตะวันตกที่เขาเดินตอนเป็เด็กกับหยวนซินวัดสามชั้นที่อยู่ใกล้พระราชวัง ตลาดดอกไม้ตอนรุ่งสาง
อี้เหยียนฟังโดยไม่ขัดซึ่งเป็สิ่งที่เทียนจวินสังเกตว่าอีกฝ่ายทำไม่บ่อย
เขาพูดต่อไปเรื่อย ๆจนในที่สุดก็หยุดเองเมื่อรู้ตัวว่าพูดมากกว่าที่ตั้งใจไว้มาก
"ข้าพูดมาก" เขาพูดเสียงเบาในน้ำเสียงนั้นมีอะไรที่แปลกใจในตัวเอง
"ข้าฟัง" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ
"เ้าไม่เบื่อ?"
อี้เหยียนมองเขาสักวินาที
"ถ้าข้าเบื่อข้าจะบอก" อี้เหยียนพูด เสียงตรงในแบบที่อี้เหยียนตรงเสมอ
เขามองอี้เหยียน แล้วก็ยิ้มเบา ๆในแบบที่เขายิ้มเมื่อเขาได้ยินสิ่งที่เขาชอบ
"ข้าเชื่อว่าเ้าบอก" เขาพูดเงียบๆ
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยียนยกวัดหางสองครั้งในแบบที่มันทำเมื่อพอใจกับสิ่งที่เห็น
คืนที่เทียนจวินมาโดยไม่มีภารกิจ..............
หนึ่งเดือนหลังหนานซวี
ตำหนักเมฆาหล่นในค่ำคืนที่แจ่มใสดาวเต็มฟ้า ลมเย็นในแบบที่บอกว่าฤดูกาลกำลังเปลี่ยน
อี้เหยียนนั่งอยู่ในสวนสมุนไพรตรวจดูต้นไม้สองต้นที่เขาปลูกใหม่ เมียวกิเกาะบนกิ่งต้นไม้เหนือหัว
ทีมที่เหลือในตำหนักนั้นงานเบาในสัปดาห์นี้ไม่มีรายงานฉุกเฉิน ไม่มีการเดินทาง ทุกอย่างในจังหวะที่เรียบ
เสียงเท้าที่ประตูตำหนัก
จางเว่ยออกไปตรวจกลับมาพร้อมสีหน้าที่บอกว่าแปลกใจเล็กน้อย
"มีคนจากสำนักจวิ้นเทียน" เขาพูดเสียงเรียบแต่น้ำเสียงนั้นมีอะไรที่อยากรู้ "คนเดียวไม่มีจดหมายจากหยวนซิน ไม่มีเหตุผลที่บอก"
อี้เหยียนลุกขึ้นจากสวน
เทียนจวินยืนอยู่ที่ลานหน้าตำหนักชุดเดินทางเรียบ ไม่มีลูกศิษย์สำนักติดตาม ไม่มีอุปกรณ์สำหรับภารกิจมีแค่ดาบที่เขาพกเสมอและถุงเสบียงเดินทาง
เมื่อเห็นอี้เหยียนเดินออกมาเขายืนตรงในแบบที่คนยืนเมื่อพวกเขาตัดสินใจบางอย่างแล้วแต่ยังไม่แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นฉลาดหรือเปล่า
"ไม่มีรายงานฉุกเฉิน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบมองเขา อ่านการที่เขามาคนเดียวในเวลาค่ำโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
"ไม่มี" เขายืนยัน
"ไม่มีภารกิจจากสำนัก"
"ไม่มี"
"แล้วมาทำไม?" อี้เหยียนถามตรง
เขาเงียบอยู่สักพัก ดวงตาของเขามองอี้เหยียนในแสงโคมที่ลาน
แล้วก็พูดสิ่งที่เขาคิดมาตลอดเดือนที่ผ่านมาั้แ่คืนที่แผงชาในหนานซวี ั้แ่วันที่หุบเขาเฉียนหลิงั้แ่ครั้งแรกที่วูิเหมิน
"ข้าตัดสินใจมาบอกว่า" เขาพูดเสียงเงียบและตรง"ข้า้าทำงานร่วมกับตำหนักเมฆาหล่นในระยะยาวไม่ใช่ทีละคดี ข้าได้รับอนุญาตจากหยวนซินแล้วสำนักจวิ้นเทียนจะส่งข้ามาประจำที่นี่ในฐานะผู้ร่วมงานถ้าตำหนักเมฆาหล่นยอมรับ"
อี้เหยียนฟังเขาจนจบหน้าตาเรียบในแบบที่เรียบเสมอเมื่อเขาฟังสิ่งที่สำคัญ
"หยวนซินเห็นด้วย?" อี้เหยียนถาม
"หยวนซินเป็คนเสนอแนะ" เขาพูดตรง
อี้เหยียนมองเขานิ่งอยู่สักพักอ่านทุกอย่างที่อ่านได้ในแสงโคมที่ลาน อ่านว่าเขาตั้งใจอ่านว่าเขามาเพราะตัดสินใจจริง ไม่ใช่เพราะถูกส่งมา
"เหตุผลที่แท้จริงคืออะไร?" อี้เหยียนถามต่อ เสียงยังเรียบแต่คำถามนั้นตรงกว่าคำถามก่อน
เทียนจวินหยุดนิ่ง
นี่คือสิ่งที่เขาไม่ได้ซ้อมมาก่อนเขาซ้อมคำอธิบายเื่การทำงานร่วมกัน เื่ความสามารถที่เสริมกันเื่ภารกิจที่ผ่านมา ทุกอย่างที่สมเหตุสมผล
แต่เขาถามตรงไปที่สิ่งที่อยู่ข้างหลังทุกอย่าง
"เพราะ" เขาพูดช้าๆ เสียงเงียบลง "ข้าทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในพื้นที่เดียวกับเ้าและข้า้าหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลในการอยู่ในพื้นที่นั้น"
ลานเงียบ
แสงโคมที่ลานสั่นไหวเบา ๆ ในลม
อี้เหยียนมองเขานาน ในแบบที่เขามองเมื่อเขาอ่านบางอย่างที่ต้องใช้เวลา
แล้วก็พูด
"ห้องเก็บของฝั่งตะวันออกว่างอยู่" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ"เซินเหมยจะช่วยจัดให้ใช้งานได้พรุ่งนี้เช้า"
เทียนจวินมองอี้เหยียนสักวินาที
"นั่นหมายความว่า?"
"นั่นหมายความว่าตำหนักเมฆาหล่นยอมรับ" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบแล้วก็หันกลับเข้าตำหนัก แต่หยุดที่กรอบประตู
"และหมายความว่า" อี้เหยียนพูดโดยไม่หันเสียงเบาลงในแบบที่เขาพูดเมื่อเขาพูดสิ่งที่ไม่ง่ายสำหรับตัวเขาเอง "ข้าก็ทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ในพื้นที่เดียวกับเ้าเช่นกัน"
แล้วก็เดินเข้าตำหนักไปก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้
เทียนจวินยืนอยู่ที่ลานในแสงโคมรับสิ่งที่อี้เหยียนพูดในแบบที่เขารับสิ่งที่สำคัญ ช้า ระวัง ให้มันอยู่กับเขาก่อน
เมียวกิบินลงมาจากกิ่งไม้เหนือประตูตำหนักวนรอบหัวเขาหนึ่งรอบในความมืด แล้วก็บินกลับเข้าตำหนักไปตามอี้เหยียน
เขายืนอยู่ที่ลานอีกสักพักมองดาวเต็มฟ้าเหนือตำหนักเมฆาหล่น
แล้วก็ยิ้มในความมืดในแบบที่คนยิ้มเมื่อสิ่งที่เดินหาอยู่นั้นมีอยู่จริง
หลงเฉิง เมืองหลวงที่ทุกสิ่งมีราคา........
สองเดือนหลังจากที่เทียนจวินมาอยู่ที่ตำหนักเมฆาหล่น
จดหมายมาจากหลงเฉิง
ไม่ใช่จดหมายจากนายอำเภอไม่ใช่จดหมายจากชาวบ้าน แต่เป็จดหมายที่มีตราของกรมราชสำนักภายในประทับอยู่ที่ขอบสีแดงของตราประทับนั้นบอกว่ามาจากคนที่มีอำนาจในระดับที่ไม่ค่อยส่งจดหมายออกมา
อี้เหยียนเปิดจดหมายอ่านในตอนเช้า คณะรวมตัวรอบโต๊ะ
"จดหมายจากขุนนางเฉิงิจางที่ปรึกษาฝ่ายซ้ายของราชสำนัก" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ"เขียนว่าเกิดเหตุการณ์ผิดปกติในหลงเฉิงศาลาว่าการฝั่งเหนือของพระราชวังต้องห้ามมีผนังที่บันทึกเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริงคนที่ผ่านศาลานั้นเห็นภาพที่แตกต่างกันบางคนเห็นเหตุการณ์อดีตที่ยังไม่ควรอยู่ในศาลานั้นบางคนเห็นเหตุการณ์อนาคตที่อ่านไม่ออก และในคืนเต็มดวงล่าสุดมีขุนนางสองคนเดินเข้าไปในศาลาแล้วไม่ออกมาทั้งสองถูกพบในตอนรุ่งสางในสภาพที่ยืนอยู่กับที่ ดวงตาเปิดแต่ว่างเปล่า"
"หยินต้าโจวในพระราชวัง" หลี่เซียนพูดเสียงเบา
"ไม่เหมือนหยินต้าโจวในหุบเขาเฉียนหลิง" อี้เหยียนแก้"นั้นเป็พลังงานธรรมชาติสะสมแต่นี่คือการที่ผนังของศาลาบันทึกภาพ แสดงว่ามีพลังงานเวลาปะปนอยู่ในผนังนั้นใกล้เคียงกับ 'ชีหลินจิง' มากกว่า"
"ผนังกระจกเวลา?" จางเว่ยพูดเสียงขรึม "ในพระราชวัง?"
"มีใครทำไว้หรือเกิดขึ้นเองนั้นยังตอบไม่ได้" อี้เหยียนพูด "แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ—"
อี้เหยียนวางจดหมายลงบนโต๊ะให้ทุกคนดู
"เฉิงิจางเขียนว่าในห้องส่วนพระองค์ของจักรพรรดิหลงเฉิงมีเสียงแปลกปรากฏในตอนกลางคืนสามคืนติดต่อกัน เสียงที่คนในห้องได้ยินไม่เหมือนกันบางคนได้ยินเสียงร้องไห้ บางคนได้ยินเสียงพูดภาษาที่ไม่มีใครจำได้และองค์จักรพรรดิไม่ยอมนอนในห้องนั้นในสามคืนที่ผ่านมา"
ห้องเงียบ
"องค์จักรพรรดิไม่ยอมนอน" ซวินฮัวพูดซ้ำเสียงเบา
"และราชสำนัก้าคนที่สามารถเข้าไปตรวจสอบโดยไม่สร้างความโกลาหลในวัง" เขาพูดต่อ"เฉิงิจางบอกว่าชื่อของตำหนักเมฆาหล่นและองค์เมียวจิมาถึงหูของเขาผ่านทางเส้นทางที่เขาไม่ระบุ"
"เส้นทางที่ไม่ระบุ" เทียนจวินพูดเสียงเรียบมองอี้เหยียน "หยวนซินอาจเกี่ยวข้อง"
อี้เหยียนพยักหน้า
"ข้าจะส่งจดหมายถามหยวนซิน" อี้เหยียนพูด"แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็อย่างไรเราจะต้องไปหลงเฉิง"
"เหตุผล?" จางเว่ยถาม
"เพราะถ้าพลังงานเวลาปรากฏในพระราชวัง" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบแต่ชัดเจน"และถ้ามันเกี่ยวข้องกับสินค้าฝังพลังมืดที่เราพบในหนานซวีซึ่งเราสงสัยว่ามาจากทางเหนือ นั่นหมายความว่าเส้นทางนั้นผ่านหลงเฉิงแน่นอนและใครบางคนในหลงเฉิงรู้เื่นี้"
"หรือใครบางคนทำมันขึ้นมาโดยตั้งใจ" เทียนจวินพูดต่อเสียงเงียบในแบบที่เขาพูดเมื่อเขาเห็นภาพที่ใหญ่ขึ้น
"ใช่ และถ้าเป็แบบนั้นพระราชวังต้องห้ามและองค์จักรพรรดินั้นอยู่ในอันตราย"
บ่ายของวันเดียวกันก่อนจัดเตรียมการเดินทาง..............
อี้เหยียนนั่งอยู่คนเดียวที่ระเบียงหลังตำหนักถือม้วนกระดาษในมือที่อ่านซ้ำสองรอบแล้ว
เมียวกิบนไหล่ซ้ายนอนหลับอย่างสงบ
เสียงเท้าที่อี้เหยียนรู้จักแล้วในสองเดือนที่ผ่านมาดังขึ้นเทียนจวินมาพร้อมชาสองถ้วย นั่งลงข้างๆ อี้เหยียนโดยไม่ขอนั่งในแบบที่เขาเริ่มทำหลังจากที่อยู่ที่ตำหนักได้สักพัก
อี้เหยียนรับถ้วยชาโดยไม่พูดอะไรดื่มสักคำ
"เ้าคิดอะไรอยู่?" เขาถามเสียงเบา
"คิดเื่หลงเฉิง" อี้เหยียนพูด"และคิดเื่ที่เฉินเหวินเคยบอกข้าว่าสิ่งที่ข้าต้องเผชิญนั้นจะใหญ่กว่าที่ผู้ถือสถูปคนใดเคยเผชิญ"
เขานิ่งฟัง
"ข้าคิดว่า" อี้เหยียนพูดช้าๆ "หลงเฉิงอาจจะเป็จุดเริ่มต้นของสิ่งที่ใหญ่กว่าแค่คดีในพระราชวัง"
"เ้ากลัว?"
"คิด" อี้เหยียนแก้"กลัวและคิดนั้นต่างกัน"
"แล้วข้าช่วยได้ไหมในสิ่งที่เ้ากำลังคิด?" เขาถามเสียงเบา
อี้เหยียนหันมามองเขาในแสงบ่ายดวงตาสีทองอ่านใบหน้าของเขาในแบบที่ตัวเขาเองอ่านเสมอ
"การที่เ้าอยู่ที่นี่" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ"นั้นช่วยได้แล้ว"
เขามองอี้เหยียนในดวงตาของเขานั้นมีบางอย่างที่อ่อนโยนลงเมื่อได้ยินสิ่งที่อี้เหยียนพูดแต่เขาไม่พูดอะไรออกมา เพราะรู้ว่าบางครั้งการรับโดยเงียบนั้นสำคัญกว่าการตอบ
ทั้งสองนั่งอยู่บนระเบียงในแสงบ่ายที่เริ่มเอียงในระยะที่ใกล้กว่าตอนแรกที่รู้จักกัน ในแบบที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีวันที่ตัดสินใจ
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยียนลืมตาขึ้นมองเทียนจวินสักวินาทีแล้วก็หลับตาลงอีกครั้ง ในแบบที่พอใจ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"ระยะที่ไม่มีชื่อ และคืนที่คนมาโดยไม่มีภารกิจ" เพราะระยะห่างที่แคบลงทีละน้อยนั้นไม่มีวันที่เริ่มต้นที่ชัดเจน มันแค่เกิดขึ้น ในทุกครั้งที่พบกัน ในทุกคืนที่ยืนอยู่ในพื้นที่เดียวกันและในคืนที่คนหนึ่งมาโดยไม่มีเหตุผลอื่น นอกจาก้าอยู่ในระยะที่ถูกต้อง นั้นคือวันที่ระยะนั้นได้รับชื่อ แม้จะไม่มีใครพูดออกมา
..สุสาส์นราคะ..