ณ จวนสกุลฟง
“อวี้หลันข้าให้คนเตรียมห้องไว้รอเ้าแล้ว เ้าอยากจะพักผ่อนเลยหรือไม่” ฟงอี้กล่าวถามทันทีที่มาถึงจวนสกุลฟงของตน
“หากท่านไม่ว่าข้าอยากจะไปคำนับท่านเสนาบดีเสียก่อนอย่างไรที่นี่ก็จวนท่านเสนาบดีฟง”
“ท่านเสนาบดีฟงเข้าวังขอรับ” ทหารยามหน้าประตูเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นนางเอ่ยถามถึงท่านเสนาบดี
“เช่นนั้นก็รอตอนเย็นท่านพ่อกลับมาข้าจะพาเ้าไปพบท่าน ตอนนี้ก็ไปพักก่อนเถอะ”
อวี้หลันเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเพียงให้สาวใช้คนหนึ่งเดินนำเข้าเรือนที่ถูกตระเตรียมไว้ให้ตน
“แม่นางหลินเรือนหลังนี้เป็ของท่านเ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวขึ้นทั้งทำท่าเชื้อเชิญให้เข้าเรือน
เรือนที่สาวใช้กล่าวถึงนั้นเป็เรือนที่ถูกแยกเดี่ยวออกมาทางฝั่งปีกซ้ายของจวน ด้านหน้าเรือนมีสวนดอกไม้ที่งดงามแต่กลับมีต้นเฟิ่งที่คล้ายกลับถูกนำมาปลูกใหม่ อวี้หลันนึกย้อนกลับไปตอนที่ล่องเรือเทศกาลซ่างหยวนว่าตนเคยเล่าว่าตนนั้นชอบต้นเฟิ่งที่สุด
“คุณชายฟงช่างใส่ใจจริงๆ” นางเอ่ยเบาๆ กับตนเองก่อนหันไปกล่าวกับสาวใช้
“ขอบคุณพี่สาวต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่นางเรียกอวี้หลันก็พอ ข้าเองก็ไม่ต่างจากพวกท่าน”
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ คุณชายสั่งไว้แม่นางหลินเป็แขกต้องปฏิบัติเช่นแขก”
“ข้าพึ่งจะมาถึงคุณชายฟงได้กล่าวขึ้นเมื่อไหร่กัน” นางเล่อคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
สาวใช้เผยยิ้มกว้างขึ้นมาทั้งอธิบายให้นางได้ฟัง
“คุณชายเคยสั่งไว้นานแล้วเ้าค่ะ ั้แ่ครั้งแรกที่ท่านมาที่นี่คุณชายก็เรียกทุกคนไปพบแล้วแจ้งว่าต่อไปหากท่านมาที่จวนอีกให้ต้อนรับขับสู้ให้ดีที่สุด”
“แม่นางหลินหากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวนะเ้าคะ”
อวี้หลันพยักหน้าตอบสาวใช้เมื่อนางจากไปอวี้หลันเองก็ได้เดินชมเรือนจนทั่วทั้ง
“เรือนหลังโตขนาดนี้กลับมีข้าเพียงคนเดียว” อวี้หลันกล่าวอย่างรู้สึกหดหู่ทั้งเหงาขึ้นมาในใจ เมื่อคิดหวนไปตอนที่นางอยู่ที่เรือนกับหยาง อู๋เสินแม้เรือนกว้างใหญ่กลับไม่โดดเดี่ยวเช่นนี้
ค่ำวันเดียวกัน
“อวี้หลันเ้าอยู่ข้างในหรือไม่” ฟงอี้หยุดอยู่หน้าห้องของนางแล้วเอ่ยถามขึ้นมาเสียงดัง ด้วยว่าไม่กล้าก้าวเข้าห้องสตรี
เมื่อรออยู่นานแต่ไม่เห็นนางตอบกลับจึงได้เปิดประตูห้องนางเข้าไป ฟงอี้เผยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมาเมื่อเห็นว่าอวี้หลันนั้นนอนหลับอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือข้างๆ นางมีใบเฟิ่งสองสามใบ
“แสงอาทิตย์ลาขอบฟ้าจันทราฉายแสงสายลมโอบอุ้มได้พักพิง”
“สัญลักษณ์ของบิดาที่สูญหาย”
ฟงอี้วางใบเฟิ่งทั้งสองลงที่เดิมทั้งค่อยจ้องมองใบหน้าที่หลับสนิทของนางอย่างพินิจ เขายื่นหน้าเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ คล้ายตกในภวังค์ของนาง ขณะนั้นเองที่อวี้หลันก็รู้สึกตัวลืมตาขึ้นเมื่อเห็นว่าใบหน้าของฟงอี้นั้นใกล้นางเพียงนิดก็ใลุกขึ้นอย่างรีบร้อน ศีรษะของนางฟาดเข้าที่จมูกของเขาอย่างเต็มแรงทั้งสองลูบจับรอยปวดของตนเอง อวี้หลันที่เงยหน้าขึ้นเห็นใบหน้าเข้าก็ใอ้าปากค้าง
“เป็อะไรไป” ฟงอี้เอ่ยถามเมื่อเห็นนางทำหน้าคล้ายผีหลอกเช่นนั้น
“จมูกท่าน…เืออกเ้าค่ะ” อวี้หลันกล่าวพลางชี้ที่จมูกให้เขารู้ตัว
“เดี๋ยวข้าไปหาของมาทำแผลให้นะเ้าคะ” อวี้หลันวิ่งออกไปอย่างรีบร้อนโดยที่ลืมไปว่าที่นี่ไม่ใช่เรือนของตนจึงไม่รู้ว่าข้าวของถูกเก็บไว้ที่ไหน นางเดินยิ้มเยเกกลับมาที่ห้องอย่างจนใจ
“ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ” ฟงอี้ที่เอ่ยถามเมื่อเห็นนางกลับมาเร็วเหลือเกิน
“คุณชายข้าไม่รู้ว่ากล่องยาพวกท่านเก็บไว้ที่ใดเ้าค่ะ”
ฟงอี้ไม่โกรธเคืองนางแม้แต่น้อยกลับหัวเราะออกมากับท่าทีของนางก่อนลุกขึ้นเดินไปมือข้างหนึ่งจับจมูกของตัวเองอีกข้างก็คว้ามือนางเดินตามเขาไป
โย่วเผยที่เดินตามหาทั้งสองอยู่เมื่อเห็นว่าคุณชายของตนเืไหลออกมาเช่นนั้นก็ใเอ่ยถามอย่างรีบร้อน
“คุณชายท่านไปโดนอะไรมาขอรับ”
อวี้หลันและฟงอี้ต่างไม่ได้เอ่ยตอบเพียงหันมองหน้ากัน
“เป็ข้าทำเอง ท่านโย่วเผยท่านช่วยไปหยิบหยุกยามาให้ทีข้าไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด” นางกล่าวทั้งยิ้มอย่างรู้สึกผิดออกมา
โย่วเผยแม้ไม่เข้าใจแต่ก็รีบไปหยิบอุปกรณ์มาทำแผลให้คุณชายของตนระหว่างทำแผลอวี้หลันก็เล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น โย่วเผยที่ได้ยินก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้แต่ฟงอี้ก็ส่งสายตาดุให้เขาไป โย่วเผยรีบเก็บเสียงหัวเราะไปแต่อวี้หลันเองก็หัวเราะออกมาเช่นกันกับท่าทางของฟงอี้ เมื่อเห็นว่านางหัวเราะจึงไม่ได้ว่าอะไร
“คุณชายทีข้าหัวเราะท่านดุเชียวนะขอรับ ทีกับแม่นางหลินใจดีเสียจริง” โย่วเผยกล่าวเย้าแหย่คุณชายของตนออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
“นี่เ้า” ฟงอี้กล่าวไม่เสร็จโย่วเผยก็รีบเก็บของวิ่งออกไปไกล
“คุณชายกับโย่วเผยสนิทกันดีนะเ้าคะ”
“นั้นนะสิคงจะสนิทเกินไปแล้ว” เขากล่าวออกมาเช่นนั้นทำให้สองคนหัวเราะออกมากับเวลาที่ไร้กังวลเช่นนี้
“จริงสิคุณชายมาหาข้ามีอะไรเ้าคะ”
“ข้าลืมไปจริงๆ ท่านพ่อกลับมาแล้วท่านเชิญเ้าไปกินข้าวด้วยกัน”
“กินข้าวร่วมกับพวกท่านหรือ ไม่ดีมั้งเ้าคะ”
“ไม่เป็ไรท่านพ่อข้าท่านใจดี” กล่าวเสร็จเขาก็ลุกขึ้นทั้งทำท่าเชิญให้นางไปกับเขา
อวี้หลันเมื่อเห็นว่าท่านเสนาบดีเอ่ยเชิญจึงไม่ได้ปฏิเสธ
เมื่อเดินมาถึงเรือนสำหรับทานอาหารท่านเสนาบดีก็นั่งรออยู่แล้ว อวี้หลันรีบโค้งคำนับอย่างมีมารยาทท่านเสนาบดีเองก็ไม่ได้ดูรังเกียจอะไรนางทั้งยิ้มออกมาอย่างใจดี
“นั่งสิ” ท่านเสนาบดีเอ่ยเชิญพวกเขาให้นั่งลง
“แม่นางหลินเรือนพักเป็อย่างไรบ้างสะดวกดีหรือไม่”
“ดีเ้าค่ะดีเกินไปจะด้วยซ้ำ” อวี้หลันกล่าวอย่างเกรงใจออกมา
“แล้วจมูกเ้าไปทำอะไรมา” ท่านเสนาที่เห็นว่าใบหน้าบุตรชายมีแผลจึงได้เอ่ยถามอย่างสงสัย
“ข้าเดินหกล้ม ท่านพ่ออย่าได้ห่วง”
“หกล้มหรือ” ท่านเสนาบดีกล่าวอย่างสงสัยว่าแผลเช่นนั้นจะเป็แผลจากการหกล้มได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นสองคนมองหน้ากันแล้วแผลที่ได้มาคงเป็ฝีมือนางแน่ จากนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างพึ่งใจที่บุตรชายเอ่ยเพื่อปกป้องนาง
“ช่างเถอะเ้าว่าหกล้มข้าก็ว่าหกล้ม จริงสิอีกสามวันฮ่องเต้จะจัดงานล่าสัตว์พวกเ้าอยากไปด้วยหรือไม่”
“เ้าอยากไปหรือไม่” ฟงอี้หันมาถามอวี้หลันที่นั่งก้มหน้าอยู่
“ข้าหรือเ้าคะ” นางกล่าวอย่างไม่เชื่อหู
“ใช่ก็พวกเ้าทั้งสองนั่นแหละ” เสนาบดีเอ่ยออกมาอย่างใจดี
“ไม่เหมาะมั้งเ้าคะข้าเองเป็เพียงคนนอกมั้งเป็เพียงสาวใช้ เกรงจะทำให้ท่านเสียหน้าเปล่าๆ ” อวี้หลันเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่เป็ไรหรอก งานล่าสัตว์เช่นนี้ไม่ได้มากพิธีอะไรเหล่าขุนนางมักให้คนในครอบครัวหรือเด็กรับใช้ติดตามไปอยู่แล้ว”
“นั้นสิเ้าไม่เคยเห็นไม่ใช่หรือ ไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อยคงดี” ฟงอี้กล่าวเสริมชักชวนนาง
“แต่ว่า…”
“หากกลัวว่าจะทำอะไรผิดเช่นนั้นข้าจะดูแลเ้าเอง” เขาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่านางลังเล
“เ้าค่ะไปก็ได้เ้าค่ะ”
หลังจากนั้นระหว่างทานอาหารท่านทั้งสามก็ได้พูดคุยกันอยู่หลายประโยคจนท่านเสนาบดีนั้นได้รู้ถึงความเป็มาของอวี้หลัน แต่ถึงอย่างนั้นแล้วเขาเองก็ยังไม่มีทีท่าจะรังเกียจนางแต่อย่างใดกลับเอ่ยอย่างใจดีว่านางนั้นสามารถอยู่นานเท่าใดก็ได้ อวี้หลันรู้สึกประทับใจที่ท่านเสนาบดีนั้นเป็คนง่ายๆ ทั้งไม่แบ่งชนชั้นคล้ายตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไป ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้นางนั้นสามารถเข้ากันได้ดีกับคนของจวนสกุลฟงได้ไม่ยากจริงๆ
หลังจากทานอาหารเสร็จฟงอี้ได้เดินเพื่อไปส่งนางที่เรือน ทั้งสองยังคุยเล่นกันอย่างสบายใจจนเมื่อถึงเรือนอวี้หลันสงสัยว่าเรือนนี้ชื่อว่าเรือนอะไรทั้งที่เดินผ่านมาส่วนใหญ่จะมีป้ายชื่อเรือนติดไว้ทั้งสิ้นยกเว้นเรือนนี้เรือนเดียวที่ยังไร้ชื่อ
“เดิมทีเรือนนี้ไม่ถูกใช้สอยจึงไม่มีชื่อ อวี้หลันเรือนหลังนี้เ้าอยู่เ้าก็คิดสักชื่อสิ”
“ข้ารู้หนังสือเพียงไม่กี่ตัวที่อ่านเขียนได้ก็เพราะท่านแม่สอนมาคงไม่เหมาะเ้าค่ะ”
ฟงอี้นิ่งคิดอยู่นานก่อนยิ้มออกมาแล้วเอ่ยกล่าว
“เช่นนั้นชื่อเรือนเฟิ่งหลัน เ้าว่าดีหรือไม่”
เขาเอ่ยพลางมองหน้านางอย่างสื่อความนัยให้นาง อวี้หลันเองก็จ้องมองสายตาที่หวานซึ้งนั้นของเขาแล้วยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
“ดึกมากแล้วเ้าไปนอนเถอะพรุ่งนี้ข้าจะให้คนมาจัดการ”
อวี้หลันยิ้มรับทั้งยืนส่งมองเขาเดินกลับเรือนของตนไป เมื่อมองจากด้านหลังฟงอี้นั้นคล้ายเทพบุตรต่อนางจริงๆ ใจดีอ่อนโยนเข้าใจและใส่ใจ
เช้าวันต่อมาฟงอี้ได้สั่งให้คนทำป้ายชื่อเรือนแล้วนำขึ้นติดชื่อว่าเรือนเฟิ่งหลันจริงๆ
เฟิ่งมาจากต้นเฟิ่งที่นางชอบ หลันมาจากอวี้หลันชื่อของนางเอง