第 三十三 章
ไห่เปียวสะอื้นได้ไม่นานก็ถูกจับตัวออกห่างจากอก เขาเงยหน้าขึ้นมองปลายคางที่มีเคราประปรายทำให้ใบหน้าคมเข้มมากขึ้น จากนั้นก็ดันตัวเองออกจากอกกว้างถอยห่างออกมายืนใกล้ๆ
"เลิกร้องได้แล้ว"จื่อหลงใช้นิ้วหยาบกร้านของตัวเองเกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มใสที่เริ่มแดงเพราะรู้สึกสะดุดในใจบางอย่าง เขายกมือขึ้นทาบอกตัวเองเพื่อหยุดแรงเต้นของหัวใจที่รัวแรงไม่หยุด
"เป็นอะไรหรือเปล่า"
"ไม่ขอรับท่านประมุข"
"อืมไม่เป็นไรก็ดีแล้วเจ้าไปพักผ่อนเถอะเอาไว้ตอนเย็นค่อยออกมาหารือกับพวกข้า"
"ขอรับ"ไห่เปียวเปิดประตูออกไปโดยมีปู้เฉินเดินตามหลัง ทิ้งให้จื่อหลงก้มลงมองปลายนิ้วที่มีหยดน้ำตาเย็นชืดเกาะอยู่
"เสี่ยวเสวียน เมื่อไหร่เจ้าจะเข้าใจข้านะ รู้หรือไม่ข้าทรมานใจแค่ไหน"เขาถอนหายใจก่อนจะเปิดจดหมายที่อาจาร์ยเขียนถึงเขาโดยฝากไห่เปียวมา เนื้อความแจ้งเพียงแค่อาการของศิษย์น้องรองคงยากที่จะมีโอกาสรอดยกเว้นเทพเวียนมีเมตตาเท่านั้น และกล่าวถึงบุตรีคนเดียวของเขาว่าขอให้ลงโทษให้หลาบจำ เขาถอนหายใจอีกครั้ง จะให้ลงเช่นแบบไหนที่จะไม่ทำให้บาดหมางทั้งอาจาร์ยและตัวศิษย์น้องหญิง
"หยุดก่อนไห่เปียว"น้ำเสียงเย็นๆดังมาจากด้านหลังทำให้ไห่เปียวหยุดฝีเท้าแล้วหมุนตัวกลับมามองคนที่เรียก
"ท่านปู้เฉิน"
"ไม่ต้องเรียกข้าเช่นนั้นก็ได้"
"ไม่เป็นไรขอรับท่านเป็นคนสนิทของท่านประมุขข้าย่อมต้องให้เกียรติด้วย"
"เอาเถอะเรื่องนั้นช่างมันก่อน ข้าเพียงอยากจะเตือนเจ้าเท่านั้น"
"เตือนหรือขอรับ ท่านจะเตือนข้าเรื่องใด"ไห่เปียวถามด้วยความสงสัย
"ท่านประมุขนั้นใครเข้าใกล้ย่อมรู้สึกดีเป็นธรรมดา แต่ว่าเจ้าอย่าลืมไปเสียล่ะว่าท่านประมุขมีคุณชายฟ่านเสวียนอยู่แล้ว"ไห่เปียวได้ยินเช่นนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
"ข้ารู้ดีขอท่านวางใจเถอะ คนเราหากยื่นมือออกไปแล้วเขาไม่ยื่นมาตอบกลับมาก็คงไร้ความหมายท่านว่าจริงหรือไม่"ไห่เปียวกล่าวจบก็หมุนตัวแล้วเดินจากไป ปู้เฉิส่ายหน้าไปมา
"เด็กโง่เอ๋ยหากเจ้าไม่รู้จักยับยั้งตัวเองข้าเกรงว่าเจ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่ๆ"ไห่เปียวส่ายหน้าไปมาแล้วหันกลับไปหาจื่อหลงที่ห้องหนังสืออีกครั้ง
"เป็นอย่างไร"จื่อหลงเงยหน้าจากจดหมายเอ่ยถามคนที่เปิดประตูเข้ามา
"ดีขอรับ"
"เราไปหาศิษย์น้องหญิงกันเถอะ"จื่อหลงลุกขึ้นยืนมือยาวของเขาเผลอปัดไปโดนปิ่นหยกปักผมที่ฟ่านเสวียนลืมเอาทันใดนั้นเองปิ่นที่ตกลงพื้นแตกหักออกเป็นสองส่วน ใบหน้าเขาซีดเผือดลงทันทีใจเขาวูบลงเมื่อเห็นปิ่นนั้นที่พื้น
"นายท่าน"ปู้เฉินเองก็รู้สึกไม่ดีคล้ายกันแต่เขากลับเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้จื่อหลงคลายวิตก
"ให้ข้าน้อยเก็บเองขอรับแย่จริงเป็นความผิดขอข้าน้อยเองที่ไม่ดูของบนโต๊ะให้เรียบร้อย"
"ปู้เฉิน! ข้าจะตามขบวนไป"
"แต่เรื่องของสำนักล่ะขอรับหากไม่รีบจัดการเกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่"
"ข้าสังหรณ์ใจเกี่ยวกับเสี่ยวเสวียนให้ข้าตามเขาไปส่งถึงเมืองหลวงก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ"น้ำเสียงเขาร้อนรนจนปู้เฉินยากจะทันทานได้แต่เหินตามออกไปเท่านั้น ทั้งสองมีวิทยายุทธและกำลังภายในมิใช่น้อยเรื่องที่จะติดตามขบวนของฟ่านเสวียนจึงมิใช่เรื่องที่กินเวลานาน เพียงชั่วยามก็ทันท้ายขบวนแล้ว เขากำลังจะเหินข้ามขบวนเพื่อไปดักรอด้านหน้าแต่ทว่าเสียงการต่อสู้ที่แว่วเข้าหูมาทำให้เขาทั้งคู่ยิ่งร้อนใจมากไปกว่าเดิม ใช่แล้ว! รถม้าที่ฟ่านเสวียนนั่งอยู่กำลังเกิดเรื่อง เหล่าคนคุ้มกันที่เขาคัดมากำลังทานกลุ่มคนชุดดำราวห้าถึงหกสิบคนกำลังประมือกันและดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีฝีมือล้ำกว่าคนของเขาถึงหนึ่งขั้น
"ไป!"จื่อหลงตวาดเสียงดังก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปยังกลุ่มคนที่กำลังรุมรถม้าอยู่ เสียงอื้ออึงอยู่ด้านในทำให้จื่อหลงตระหนกจนเกือบจะคุมตัวเองไม่อยู่ เขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาอีกเพียงใช้กระบี่ของตนเองเสือกแทงปัดป่ายเหล่าคนที่โถมเข้ามาหาล้มลงทีละคน ปู้เฉินเองก็มิน้อยหน้าปัดป่ายกระบี่ปัดป้องคนที่กำลังโถมเข้าหาจื่อหลง ทั้งสองต่างหันหลังชนกันจับจ้องกลุ่มคนที่ตั้งท่าเตรียมจู่โจมเข้ามา
"เจ้าคิดว่าเป็นฝ่ายใด"จื่อหลงถามเสียงเบา
"ข้าน้อยไม่มั่นใจเพียงแต่พอจะเดาสัญลักษณ์บนกระบี่ได้ขอรับ"
"ถงซืออี้"จื่อหลงเอ่ยชื่อออกมาทันทีปู้เฉินพยักหน้าน้อยๆ
"พวกมันล้วนแต่มิกลัวตาย ถ้าเช่นนั้นก็ให้พวกมันลิ้มรสความตายกันเถอะ"จบคำจื่อหลงก็ร่ายเพลงกระบี่กระโดดโยนตัวขึ้นพร้อมกับเปล่งลมปราณของตนเองออกมาจากมือถึงปลายกระบี่ ก่อนจะโถมลงฟาดฟันเหล่าคนล้มลงกองกับพื้นทีละคนสองคน กลิ่นเลือดคาวคลุ้งไปทั่วบริเวณเสียงร้องโหยหวนยามปลายแหลมของกระบี่ทะลุจากด้านหน้าออกไปยังด้านหลังของคนชุดดำคนแล้วคนเล่า ปู้เฉินแยกจากนายตนเข้าปะทะกับอีกกลุ่มคนซึ่งมีชะตากรรมไม่แตกต่างกับกลุ่มคนที่จื่อหลงจัดการ หูของจื่อหลงยังแยกประสาทตนเองฟังเสียงลมหายใจที่หอบฮักด้วยความกลัวในรถม้า เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดโล่งใจไม่ได้ เพราะเสี่ยวเสวียนของเขาเพียงแค่ตกใจเท่านั้นมิได้บาดเจ็บ
"พวกเจ้าเป้นผู้ใด เหตุใดจึงมาขัดขวางพวกข้า"น้ำเสียงดุดันตวาดกร้าวจากคนที่คาดว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มคนชุดนั่น
"พวกเจ้าต่างหากเหตุใดจึงเข้าลอบทำร้ายคนของข้า"จื่อหลงตวาดกลับ มือยังฟาดฟันมิได้หยุด
"เหลวไหล นั่นเป็นบุคคลอันตราย พวกเจ้าจงถอยออกมา นี่เป็นคำสั่งจากทางการให้จับตัวมันผู้นั้นเข้าเมืองหลวง"
"เหอะๆ กล้าพูดจาเช่นนี้เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ผิดคน"จื่อหลงหัวเราะเยาะ
"ยั้งมือ!"เสียงคนชุดดำเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ทันใดนั้นเองกลุ่มคนที่เหลือไม่ถึงยี่สิบคนก็ก้าวถอยหลังแต่ยังตั้งท่าเตรียมจะปะทะกับจื่อหลงและปู้เฉินด้วยความระแวดระวัง ปู้เฉินเข้ามายืนแทนที่ของจื่อหลง ปล่อยให้เขารีบกระโดดเข้าไปในรถมา
"เสี่ยวเสวียนเจ้าเป็นอะไรหรือไม่"ภาพตรงหน้าทำให้เขาต้องเบิกตากว้าง ใช่แล้ว ฟ่านเสวียนที่กำลังนั่งหลังอิงผนังรถม้าหอบหายใจแรงมือชุ่มไปด้วยเลือดที่กุมบั้นเอวของตัวเองเอาไว้
"เจ้าบาดเจ็บ!"จื่อหลงปราดเข้าไปคุกเข่าอยู่ข้างๆดึงมือของฟ่านเสวียนออก ภาพที่เห็นคือเนื้อขาวบัดนี้มีรอยบาดเป็นทางยาวเลือดสีแดงเข้มทะลักออกมาไม่หยุด เขารีบล้วงเอายาห้ามเลือดจากอกเสื้อของตัวเองใช้ปากกัดจุกผ้าที่ปิดขวดสีขาวขนาดเล็กเอาไว้ออก รีบโรยผงสีขาวลงบนบาดแผลก่อนจะใช้ปากกัดชายเสื้อของตัวเองออกเป็นผืนขนาดฝ่ามือแปะลงตรงบาดแผล
"เจ็บหรือไม่"จื่อหลงใบหน้ามืดดำเมื่อเห็นเกล็ดน้ำตาจากดวงตาเรียว ใบหน้าเรียวนั้นซีดเผือดริมฝีปากขบเม้มจนเลือดซึมออกมา
"ข้าขอโทษที่มิได้ดูแลเจ้าจนถึงจุดหมาย อภัยให้ข้าเถอะนะ"
"ข้าไม่เป็นไร"
"เจ้าไม่เป็นแต่ข้าเป็น ช่างเหอะเจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้วนั่งอยู่นี่ก่อนข้าจะออกไปจัดการเรื่องราวภายนอกให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว"
"เดี๋ยว!"ฟ่านเสวียนรีบเรียกอีกฝ่ายเอาไว้
"มีอะไร เจ้าเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่ ทนอีกนิดเถอะนะ ข้าดูแล้วเจ้ามิได้บาดเจ็บภายในมีเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้น"
"ข้ารู้แล้วเพียงแต่ ข้าจะบอกเจ้าว่าระวังตัวด้วย"ฟ่านเสวียนเอ่ยเสียงเบา จื่อหลงดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าก่อนจะโน้มตัวเข้าหาอีกฝ่ายกดจมูกโด่งได้รูปลงบนแก้มซีดเซียวนั้นแรงๆ
"นี่คือเครื่องรางของข้า ข้าสัญญาว่าจะปลอดภัยกลับมาหาเจ้า ดูแลตัวเองด้วย"จากนั้นเสียงฟาดฟันของคมกระบี่ดังขึ้นไม่หยุดปนกับเสียงครางและเสียงคมดาบกรีดโดนเนื้อ ฟ่านเสวียนหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆบาดแผลของเขาไม่ได้เจ็บเหมือนครั้งแรกแล้วและเลือดก็เริ่มหยุดไหล เขาหลับตาฟังเสียงกรีดร้องจะว่านานก็ไม่เชิงจะว่าเร็วก็มิใช่ เพียงชั่วสองก้านธูปคนผู้หนึ่งก็เปิดผ้าม่านของรถเทียมเข้ามาด้านใน ครั้งแรกฟ่านเสวียนเตรียมหยิบมีดสั้นที่พกติดตัวออกมาเตรียมจะสู้กับคนบุกรุกทว่าเมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นใบหน้าคมเข้มเปื้อนเลือดสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าเป็นจุดๆ เสื้อสีดำของเขามีวงเปียกชื้นเป็นดวงๆที่รองเท้าเองก็ไม่แตกต่างกลิ่นคาวเลือดฟุ้งเต็มในรถม้า
"บาดเจ็บหรือไม่"ไร้เสียงตอบมีเพียงใบหน้าคมส่ายไปมาช้าๆ มือขาวกลายเป็นสีแดงค่อยวางกระบี่ประจำตัวของตัวเองลงข้างตัวเอื้อมมือหน้ามาแตะตรงใบหน้าเรียวแต่กลับชะงักค้างเพราะเลือดที่เปื้อน เขารีบคว้าผ้าปู้ที่พื้นมาเช็ดจนสะอาดก่อนจะแตะตรงแกมใสแผ่วเบา
"เจ็บหรือไม่"
"ไม่แล้ว แล้วเจ้าล่ะเป็นเช่นไร"จื่อหลงตอบเสียงสั่นพร่า
"ข้าไม่เจ็บแล้ว เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร"
"ข้าตามเจ้ามา เสี่ยวเสวียนเลิกโกรธข้าเถอะ เชื่อใจข้านะ ข้าไม่เคยทำร้ายเจ้าและจะไม่มีวันทำร้ายเจ้าเป็นอันขาด เรื่องของตระกูลข้าเป็นเรื่องที่ถูกใส่ร้ายจริงๆ ข้าจะพาเจ้าไปพบท่านอาจารย์เพียงแต่ข้ายังมีเรื่องต้องสะสางก่อนจะกลับเมืองหลวง หากเจ้าต้องการพิสูจน์ขอให้เจ้าติดตามข้าไปเจ้าจะเข้าใจเอง"จื่อหลงกล่าวประโยคยาวโดยไม่ติดขัด ดวงตาดุจพยัคฆ์ร้ายจ้องใบหน้าเรียวตาไม่กระพริบ
"เชื่อข้าได้หรือไม่"จื่อหลงเอ่ยถามอีกครั้ง ฟ่านเสวียนลังเลเพียงชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ จื่อหลงยกยิ้มกระจางทั้งแววตาและมุมปาก
"เช่นนั้นให้ข้าอุ้มเจ้าเถอะนะเจ้าบาดเจ็บมิใช่น้อยแถมยังเจ็บด้านหลังอยู่ใช่หรือไม่"
"เจ้า! เลิกเอ่ยถึงเรื่องนั้นเสียทีเถอะ"ฟ่านเสวียนถลึงตาเข้าใส่คนที่ยังยิ้มกว้าง
"ได้สิ ข้าเชื่อเจ้า"จื่อหลงเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนจะสอดมือช้อนใต้เข่าและโอบแผ่นหลังบางอุ้มขึ้นโดยง่ายก่อนจะค้อมตัวเดินออกมาจากรถม้า
"ปลอดภัยแล้วใช่หรือไม่"จื่อหลงถามปู้เฉินที่มีอาการหอบเล็กน้อย เนื้อตัวเปรอะเปื้อนเลือดไม่แพ้เจ้านายตนเอง
"แน่นอนขอรับ ว่าแต่คุณชายบาดเจ็บหรือ"
"อืม ไม่เป็นอะไรมาก พวกเรากลับโรงเตี้ยมก่อนเถอะ"จื่อหลงตอบกลับก่อนจะอุ้มฟ่านเสวียนทะยานกลับไปยังเส้นทางที่จากมา
"เจ้ามีวิชาต่อสู้หรือ"ฟ่านเสวียนใช้สองมือคล้องลำคอหนาเอาไว้แน่น ปล่อยให้จื่อหลงเหินตัวเองใช้ปลายเท้าแตะยอดไม้ตามทางกระโจนไปเรื่อยๆใช้เวลาเพียงไม่นานก็ถึงหน้าโรงเตี้ยมของตัวเอง
"สามีเช่นข้าใช่จะหาได้ง่ายนัก ข้าเก่งทั้งบู้และบุ๋นนับว่าเจ้าได้ยอดบุรุษเป็นสามีแล้ว"จื่อหลงเอ่ยด้วยอารมณ์ดีก่อนจะสูดปากเบาๆเพราะปลายเล็บจิกเข้าที่เนื้อตรงเอวเขาแรงจนแอบสะดุ้ง