44 1-2
ตอนที่ 67 นักหลอมโอสถประหลาด
เหลิงหยุนเจียวหายตัวไปจากจวนตระกูลเหลิงก็หลายวันแล้ว ซึ่งเหลิงหยวนหลงเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่า นางหายตัวไปที่ใด
เมื่อได้ยินเหลิงฉิวหวานกล่าวถึงเหลิงหยุนเจียว เขาก็ขมวดคิ้วไม่พอใจขึ้นทันที พร้อมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก
“เจ้าค่อยๆพูดเถิด นี่เจ้าไปเจอเหลิงหยุนเจียวมารึ? ในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
น้ำเสียงที่เปล่งถามของเขาเจือร่องรอยความกังวลเล็กน้อย ทั้งยังทำให้หวนนึกถึงสิ่งที่เหลิงหยุนเจียวทำกับเหลิงเจียวเจียวในครานั้นอีกด้วย
ได้เห็นรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัวบนใบหน้าของเหลิงฉิวหวาน กลับมิใช่เรื่องยากเลยที่จะปะติดปะต่อเชื่อมโยงเรื่องราว
“นาง....”
ชั่วอึดใจนั้น เหลิงฉิวหวานก็สำลักน้ำลายอึกใหญ่พูดไม่ออก
“นาง...นางแอบลอบโจมตีเพื่อจะปล้นทรัพย์ข้า! มิหนำซ้ำยังล่อสัตว์อสูรระดับแปดตนหนึ่ง ให้มาจัดการทุกคนในกลุ่มที่เดินทางไปพร้อมกับข้าอีกด้วย! ทั้งพวกองครักษ์แล้วก็...สาวใช้คนสนิทต่างสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า ทุกคน...ทุกคนล้วนตายสิ้นไม่เหลือ ฮึก..ฮึก...”
สิ้นเสียงพูดจบ นางก็ร้องสะอึ้นเสียงดังขึ้นมา
“หากมิใช่เพราะลูกคนนี้ชะตายังไม่ถึงคาด และได้บังเอิญพานพบเข้ากับคนดีมีน้ำใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ข้าคงแทบนึกไม่ออกเลยว่า จะเอาชีวิตรอดออกจากหุบเขาถงฉางได้เยี่ยงไร!”
ก่อนที่เหลิงหยวนหลงจะฟังคำบอกเล่าจนจบสิ้น เขาก็กระชับกำปั้นบีบแน่นด้วยความเดือดดาลสุดขีด เส้นเลือดเส้นเอ็นบริเวณหลังมือปูดโปนขึ้นจนสั่นสะท้าน
เหลิงหยุนเจียว นังสารเลวตัวนี้จะรังแกตระกูลเหลิงสายรองของพวกเรามากเกินไปแล้ว!!
“ฉิวหวาน เจ้าไม่ต้องกังวลใจไป เมื่อใดที่มันกลับมา ท่านพ่อผู้นี้จะสั่งขังมัน มิให้ออกไปจากจวนตระกูลเหลิงได้อีกชั่วชีวิต!”
เหลิงฉิวหวานปาดเช็ดน้ำตาพร้อมกล่าวขอบคุณ และปล่อยให้ท่านอาจารย์จางจับชีพจรตรวจดูอาการเพื่อหาหนทางรักษาต่อไป
อย่างไรเสีย เมื่อได้ฟังคำวาจาเฉกเช่นนั้นจากปากผู้เป็นพ่อ เหลิงฉิวหวานคล้ายรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงกล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก
“ท่านพ่อ ข้าเห็น...แส้อสรพิษเพลิงของพี่รองอยู่ในมือของมัน เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ?”
“เอ่อคือ...”
เหลิงหยวนหลงได้ยินเช่นนั้นพลันรู้สึกหนักใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาตบไหล่เหลิงฉิวหวานเบาๆสองสามที และกล่าวเสียงหนักปนเศร้าสร้อยเล็กน้อยว่า
“มันถูกเหลิงหยุนเจียวขโมยไปก็เท่านั้น แต่ไม่ต้องห่วง ครานี้ท่านประมุขสายหลักอยู่ข้างเราเช่นกัน ท่านพ่อผู้นี้รับปากจะจัดการกับนังสารเลวนั่น มันไม่รอดแน่!”
“ท่านประมุขเหลิง สำหรับเรื่องสารพิษที่คุณหนูรองประสบพบเจอ อาจยังพอมีหนทางแก้ไขอยู่บ้าง ข้าบังเอิญได้ยินมาว่า วันนี้มีนักหลอมโอสถประหลาดเดินทางมาที่ค่ายทหารรับจ้าง”
“แม้นางจะดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ไร้ทักษะความสามารถใดๆ แต่ผู้พิทักษ์ที่คอยคุ้มกายนางกลับชวนตะลึงมิใช่น้อย เพราะมันเป็นถึงสัตว์อสูรระดับเก้า”
“ท่านประมุขเหลิง ลองไตร่ตรองดูให้ดี ผู้ที่มีสัตว์อสูรระดับเก้าคอยเฝ้าพิทักษ์ปกป้องเช่นนั้น ภูมิหลังของคนจำพวกนี้จะต้องยิ่งใหญ่สักเพียงใด? บางที สตรีนางนี้อาจมีหนทางรักษา ควรเชื้อเชิญนางให้มาตรวจดูอาการของคุณหนูรองสักคราจะดีหรือไม่?”
เมื่อได้ยินที่ท่านอาจารย์จางกล่าว เหลิงฉิวหวานก็อดรู้สึกตื่นเต้นดีใจมิได้ ไม่ว่าผู้ใดต่างก็ทราบดีถึงสถานะและความแตกต่างระหว่างลูกนายหญิงของจวนกับลูกนางบำเรอ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เหลิงเจียวเจียวมักจะชอบทำตัวอวดดีหยิ่งผยอง ชี้นิ้วสั่งเหลิงฉิวหวานให้ทำโน่นทำนี่ราวกับบ่าวรับใช้ เมื่อได้ยินข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับเหลิงเจียวเจียว นางย่อมรู้สึกมีความสุขเป็นธรรมดา
แต่ถึงแบบนั้น นางก็ยังแสร้งทำเป็นเช็ดน้ำตา ปั้นสีหน้าเอ่ยถามออกไปด้วยความห่วงใย
“ท่านพ่อ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกับพี่รองอย่างนั้นรึ? หรือนางถูกวางยาพิษ?”
เหลิงหยวนหลงถอดถอนหายใจเสียงดัง บีบกำปั้นทุบขอบเตียงไปทีหนึ่งด้วยความเกลียดชังหงุดหงิด
“ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของเหลิงงหยุนเจียว นังสารเลวนั่น...”
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาเพิ่งเชิญนักหลอมโอสถที่เหลืออีกสองท่านในเมืองเฟิงหยวนให้มารักษาเหลิงเจียวเจียวแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน กลับไม่สามารถช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
แต่นับว่าโชคดีนัก ที่จู่ๆก็มีนักหลอมโอสถอีกคนปรากฏตัวขึ้นในเมืองเฟิงหยวน นับว่าสวรรค์ยังมีตาจึงได้เมตตาเหลิงเจียวเจียวบุตรสาวผู้เป็นที่รักของเขาอยู่!
เขาพยักหน้าเห็นชอบและโบกมือส่งให้ท่านอาจารย์จาง
“ท่านอาจารย์จาง ต้องรบกวนท่านเชื้อเชิญนางมาที่นี่แล้ว สถานการณ์ในยามนี้เลวร้ายยิ่งนัก มันไม่ต่างอะไรกับการรักษาม้าที่ใกล้ตายตามอาการเลย อย่างไรเสียคงต้องฝากความหวังไว้ที่นักหลอมโอสถประหลาดนางนั้นแล้วจริงๆ”
“เข้าใจแล้ว”
ท่านอาจารย์จางพยักหน้ารับคำสั่งและกำชับให้เหลิงฉิวหวานทานโอสถตามเวลาที่กำหนด จากนั้นก็รีบเก็บข้าวเก็บของและจากไป
..............
ณ ค่ายทหารรับจ้าง
ท่านอาจารย์หลิวพาเหลิงหยุนเจียวขึ้นไปยังชั้นสองของตัวอาคาร และแนะนำให้นางได้รู้จักกับประมุขจ้าว ผู้นำแห่งค่ายทหารรับจ้างแห่งนี้ ซึ่งก็คือชายวัยกลางคนในเสื้อคลุมสีครามน้ำเงินที่ยืนอยู่ตรงระเบียงก่อนหน้านี้นั่นเอง
หลังจากเริ่มเปิดบทสนทนาได้ครู่หนึ่ง พวกเขาก็เริ่มพูดคุยถึงเรื่องสมุนไพรและศาสตร์ทางการแพทย์กัน
แต่โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นท่านอาจารย์หลิวที่มักกล่าวเยินยอเหลิงหยุนเจียวมากกว่า
“พี่สาวถัง!”
จู่ๆก็มีเสียงตะโกนของไป๋ซือหมิงแผดดังขึ้นมาจากชั้นล่าง ขัดจังหวะคำพูดของท่านอาจารย์หลิวพอดี
เหลิงหยุนเจียวรีบชะโงกหน้ามองผ่านบานหน้าต่างลงไป และเห็นว่าไป๋ซือหมิงกำลังพาชายชราผู้หนึ่งขึ้นมาหา
เหลิงหยุนเจียวย่อมคุ้นหน้าคราตาชายชราผู้นี้เป็นอย่างดีเยี่ยม จนกล่าวได้ว่ามีความประทับจับใจฝังลึก นั่นเพราะเขามิใช่ใครอื่นนอกเสียจากนักหลอมโอสถประจำตระกูลเหลิง ที่ทุกคนต่างเรียกขานเขาว่า ท่านอาจารย์จาง