"คุณหนู... คุณชายที่อยู่เรือนหน้าคนนั้น เป็ซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องจริง ๆ เ้าค่ะ! เมื่อครู่นี้ซื่อจื่ออู๋เพิ่งจะมารับตัวถึงจวนด้วยตนเอง! ตอนนี้กำลังกล่าวขอบคุณนายท่านผู้เฒ่าอยู่ที่โถงด้านหน้าเ้าค่ะ!"
เมื่อคืนคุณหนูจู่ ๆ ก็บอกนางว่า ชายหนุ่มที่มาแต่งงานแก้เคล็ดคนนั้นคือซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋อง แถมยังกำชับให้นางบอกคนอื่นว่าคุณหนูเป็คนไปสืบมา... ์รู้ดีว่าตอนนั้นในใจนางกังวลแค่ไหน กลัวเหลือเกินว่าจะมีใครมาถามเื่นี้กับนาง!
สวี่ิอี้ได้ยินดังนั้นก็เพียงตอบรับสั้น ๆ "อืม"
อาขุยสวมรองเท้าให้นางไปพลาง เอ่ยถามเสียงเบาด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนทนไม่ไหว "คุณหนูรู้ได้อย่างไรหรือเ้าคะ"
่นี้คุณหนูสร้างความประหลาดใจให้นางมากเกินไปแล้วจริง ๆ ถามอย่างไรก็ถามไม่หมด เอาเป็ว่าตอนนี้ถามอะไรได้ก็ถามไปก่อนเถอะ
"เดาเอาน่ะ"
สวี่ิอี้สวมรองเท้าเสร็จก็หยัดกายลุกขึ้น ยิ้มพลางตบศีรษะนางเบา ๆ แล้วหมุนตัวเดินไปหาสาวใช้ที่เตรียมปรนนิบัติล้างหน้าบ้วนปาก
"..." อาขุยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้
คิดดูสิ นางก็อ่านนิยายมานับไม่ถ้วน... ทำไมถึงเดาไม่ออกนะว่าจะเป็โครงเื่ทำนอง 'เด็กหนุ่มธรรมดาที่ถูกช่วยชีวิตไว้กลับมีชาติกำเนิดสูงส่ง จับพลัดจับผลูได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์' แบบนี้นะ
ไม่ถูกสิ ๆ ที่ไม่เหมือนกันก็คือ ตอนนี้เื่แต่งงานแก้เคล็ดถูกยกเลิกไปแล้ว
อาขุยหยุดความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง รีบไปเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้สวี่ิอี้
ไม่นานบ่าวรับใช้ก็นำอาหารเช้าเข้ามา
สวี่ิอี้มองดูปิงเฟิ่นชามนั้นที่ใสแจ๋วน่ากินบนโต๊ะอาหาร แล้วถามว่า "นี่มาจากไหน"
"เรียนคุณหนู คุณชายไปซื้อมาให้คุณหนูั้แ่เช้าแล้วเ้าค่ะ"
สวี่ิอี้อดไม่ได้ที่จะเงียบงัน
พอลองนับดูแล้ว ั้แ่วันที่ 'กลับมา' นางก็ได้กินปิงเฟิ่นที่ิสือซื้อมาให้ทุกวัน บางวันถึงขั้นได้กินตั้งสองครั้ง
วันนี้ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ ถึงขนาดจัดเตรียมไว้ให้ในมื้อเช้าเลยทีเดียว
ชาติก่อนหลังจากแต่งงาน นางเคยได้ยินอู๋ย่างพูดประโยคหนึ่งว่า 'อย่าได้เอ่ยปากชมว่าอาหารจานไหนที่ท่านแม่ทำอร่อยเด็ดขาด' ตอนนี้นางถึงได้ซาบซึ้งถึงแก่นแท้ของประโยคนั้นอย่างลึกซึ้งแล้ว—
เพียงแต่ ิสือบ้านนางเป็เด็กผู้ชายนะ...
สวี่ิอี้ทั้งรู้สึกอ่อนใจ ทั้งรู้สึกอบอุ่นในใจ หยิบช้อนตักโจ๊กเข้าปากคำหนึ่ง
ตอนกินไปได้ครึ่งทาง อาจูก็เดินกลับมาจากข้างนอก
"คุณหนู"
นางยืนอยู่ข้างโต๊ะแล้วกล่าวเสียงเบา "หลิ่วอี๋หลังจากรับสารภาพความผิดแล้ว ก็ปลิดชีพตนเองในคุกเ้าค่ะ"
อาขุยที่กำลังคีบกับข้าวให้สวี่ิอี้อยู่ด้านข้าง มือที่ถือตะเกียบยาวสั่นเทิ้ม มองไปที่อาจูด้วยความตื่นตระหนก
จู่ ๆ ก็มาบอกข่าวสยดสยองแบบนี้โดยไม่ทันให้ตั้งตัว ถ้าคุณหนูใแต่เช้าตรู่จะทำอย่างไร
ทว่ากลับเห็นคุณหนูของตนเคี้ยวซาลาเปาในปากด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
รอจนกลืนลงไปแล้ว ถึงได้เอ่ยอย่างราบเรียบ "ข้ารู้แล้ว"
แท้จริงแล้ว นางพอจะเดาออกว่าด้วยนิสัยของหลิ่วอี๋ คงเลือกทางนี้
ที่เรือนหน้า เจิ้นกั๋วกงให้คนไปส่งแขกอย่างไม่สบอารมณ์
ถึงกระนั้น ซื่อจื่อติ้งหนานอ๋อง 'อู๋จิ่งิ' ยังคงกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะพาบุตรชายตัวดีของตนจากไป
บริเวณด้านนอกจวนเจิ้นกั๋วกง มีบ่าวรับใช้จากจวนต่าง ๆ และชาวบ้านที่ได้ยินข่าวมามุงดูความสนุกสนานอยู่เต็มไปหมดแล้ว
"รีบดูเร็ว ซื่อจื่ออู๋พาเด็กหนุ่มออกมาคนหนึ่งจริง ๆ ด้วย..."
"ที่แท้คนที่ท่านแม่ทัพสวี่ช่วยชีวิตไว้ ก็คือซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องจริง ๆ!"
"ไม่ได้บอกว่าเป็แค่เด็กหนุ่มชาวบ้านธรรมดา เอามาแต่งงานแก้เคล็ดให้คุณหนูสวี่หรอกหรือ" หญิงรับใช้จากจวนสกุลจ้านที่อยู่ติดกันเอ่ยด้วยความใ "เมื่อวันก่อน คุณหนูหลิ่วจากจวนสกุลสวี่เป็คนพูดกับข้าเองกับปากเลยนะ ตามหลักแล้วไม่น่าจะผิดพลาดได้นี่นา!"
"คุณหนูหลิ่วหรือ ที่เ้าพูดถึงคงไม่ใช่หลิ่วซื่อที่เนรคุณวางยาพิษคุณหนูสวี่คนนั้นหรอกนะ"
"อะไรนะ! วาง...วางยาพิษคุณหนูสวี่?" หญิงรับใช้มองหญิงชราที่พูดด้วยความตกตะลึง
หญิงชราปรายตามองนาง "ก็ใช่น่ะสิ! คนถูกจับส่งที่ว่าการไปรับโทษแล้ว! ่นี้ฝีมือการสืบข่าวของเ้าชักจะแย่ลงแล้วนะ"
อู๋ย่างนั่งอยู่ในรถม้า เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังแว่ว ๆ ค่อย ๆ ถูกทิ้งไว้เื้ั
"มีตรงไหนาเ็หรือไม่"
ภายในรถม้า ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมบางสวมชุดผ้าไหมชั้นดีสีฟ้า ไว้หนวดสั้น กำลังสำรวจร่องรอยาเ็ตามร่างกายของเด็กหนุ่ม
อู๋ย่างจับมือเขาไว้ ส่ายหน้าพลางตอบว่า "ท่านพ่อ ข้าไม่เป็ไรขอรับ"
"ทำไมถึงไม่ยอมกลับบ้านเสียที"
"ข้าไม่กลับ ท่านพ่อก็ยังตามมาเจอไม่ใช่หรือขอรับ" อู๋ย่างกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
"ถ้าข้าไม่ตามมา สกุลอู๋เกรงว่าคงจะได้ส่งซื่อซุนไปแต่งงานแก้เคล็ดเข้าบ้านคนอื่นจริง ๆ แล้ว—" เมื่อพูดถึงเื่นี้ อู๋จิ่งิยังคงรู้สึกใจหายหวาดผวา
เด็กหนุ่มกล่าวอย่างสบาย ๆ "เจิ้นกั๋วกงช่วยชีวิตข้าไว้ ต่อให้ต้องแต่งงานแก้เคล็ดให้สกุลสวี่สักครั้ง จะเป็ไรไปล่ะขอรับ"
อู๋จิ่งิฟังแล้วหนวดพลันสั่นระริก— สรุปแล้วยังหลงเหลือศักดิ์ศรีของซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องอยู่อีกหรือไม่!
ทว่าอู๋ย่างกลับเปลี่ยนท่าทีเป็จริงจัง แล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ท่านพ่อสืบรู้ที่มาที่ไปของโจรูเากลุ่มนั้นหรือยังขอรับ"
"ตอนนี้ยังตรวจไม่พบความผิดปกติอะไรเลย ทางหนิงหยางเองก็กำลังแอบสืบอย่างละเอียดอยู่"
อู๋ย่างขมวดคิ้วถามอีก "ราชสำนักก็สืบไม่ได้อะไรเลยหรือขอรับ"
เหตุผลที่เขาเลือกพักอยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วกงก่อน และไม่ยอมปล่อยข่าวว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ ก็เพื่อรอดูสถานการณ์ อยากจะดูว่ามีผู้ต้องสงสัยคนใดเผยหางออกมาบ้างหรือไม่
อู๋จิ่งิส่ายหน้า "ถ้าไม่ได้เป็แค่โจรูเาธรรมดา ก็แปลว่าอีกฝ่ายลงมือได้อย่างแเีและระมัดระวังมาก"
"ท่านพ่อ จะเป็ไปได้หรือไม่ว่า..." อู๋ย่างสายตาไหววูบ พูดไม่ทันจบประโยค
"ไม่น่าจะใช่" อู๋จิ่งิพูดด้วยเสียงต่ำและหนักแน่น "ตามหลักแล้วไม่น่าจะลงมือโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้"
อู๋ย่างพยักหน้าเล็กน้อย
สองวันนี้เขาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น คนเป็ย่อมมีประโยชน์กว่าคนตาย— บิดาในฐานะซื่อจื่อจวนติ้งหนานอ๋อง กลับถูกแต่งตั้งให้รับตำแหน่งในกรมฮู่ปู้ที่เมืองหลวง นี่ก็เป็ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอยู่แล้ว
แต่ถ้าไม่ใช่คนพวกนั้น จะเป็ใครกันที่มีความสามารถทำเื่นี้ได้รัดกุมไร้ช่องโหว่ถึงเพียงนี้ ถึงขนาดตบตาการสืบสวนของราชสำนักและจวนติ้งหนานอ๋องได้
"ข้างกายข้าน่าจะมีไส้ศึกขอรับ" อู๋ย่างกล่าวอย่างมั่นใจ "ยาสลบพวกนั้นใช้ปริมาณมาก หากไม่มีคนในคอยช่วยเหลือ ฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางลงมือได้ง่ายดายถึงเพียงนี้แน่"
และมีความเป็ไปได้สูงมากที่จะเป็คนสนิทข้างกายเขา—
ภาพใบหน้าหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว อู๋ย่างจึงถามว่า "ในบรรดาศพที่พบ มีซุ่ยซานไหมขอรับ"
อู๋จิ่งิถอนหายใจเบา ๆ
"คนที่ติดตามเ้าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ ล้วนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้งหมด ศพหลังจากทางการท้องถิ่นชันสูตรแล้ว ก็ถูกส่งกลับไปทำพิธีฝังอย่างสมเกียรติที่หนิงหยางแล้ว"
"..." อู๋ย่างเม้มริมฝีปากบางแน่น
คนเ่าั้ล้วนเป็ข้ารับใช้ผู้ภักดีของสกุลอู๋
คิดว่าหากไม่ใช่เพราะพวกเขาเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็คงทนรอจนเจิ้นกั๋วกงมาช่วยไม่ไหวแน่
ทว่าถึงกระนั้น ก็ไม่อาจตัดความเป็ไปได้ที่ในกลุ่มนั้นจะมีไส้ศึกปะปนอยู่
เขายังคิดจะพูดอะไรอีก ทว่าอู๋จิ่งิตบไหล่เขา "ไม่ว่าอย่างไร ลูกของพ่อปลอดภัยก็ดีแล้ว เื่ที่เหลือ เดี๋ยวคนในตระกูลจะไปสืบเอง เ้าตั้งใจบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเถอะ"
พร้อมกับยิ้มแล้วกล่าว "แม่ของเ้ายังรออยู่ที่จวน หลายวันนี้เพราะเื่ของเ้า นางก็ร้อนใจจนล้มหมอนนอนเสื่อไปแล้ว— เดี๋ยวพอได้เห็นหน้าเ้า อาการป่วยนี่คงหายไปเกินครึ่งแน่"
"เป็เพราะลูกแท้ ๆ ที่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็ห่วง"
แม้จะบอกว่ามารดาตามบิดาเข้าเมืองหลวงมาหลายปีแล้ว ในหนึ่งปีเขาจะได้เจอนางแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ความรักที่บิดามารดามีต่อเขา เขาย่อมรู้อยู่แก่ใจดี
"ครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่เ้าเคยก่อเื่ซุกซนตามปกติ นี่ถือว่าเ้าได้ผ่านพ้นอันตรายใหญ่หลวงมาจริง ๆ" อู๋จิ่งิกล่าว "แล้วยังมีท่านอาหญิงของเ้า คอยส่งคนมาถามความคืบหน้าอยู่บ่อย ๆ— อีกไม่นานก็จะเป็งานเลี้ยงวันเกิดของท่านอาหญิงของเ้าแล้ว เ้าก็พักผ่อนบำรุงร่างกายและจิตใจให้ดี ถึงตอนนั้นนางเห็นเ้าจะได้วางใจ... แล้วก็ ตอนเข้าวังไป ต้องระมัดระวังรักษากิริยามารยาทให้ดี อย่าได้พูดจาไม่ระวังปากเหมือนตอนอยู่ปกติ..."
เมื่อได้ยินบิดาเริ่มบ่นไม่หยุดหย่อน อู๋ย่างก็แหงนมองเพดานรถม้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ในโลกนี้คนที่กลัวการโดนบ่น คงไม่ได้มีแค่คุณหนูจวนสกุลสวี่คนเดียวแน่...