ผ่านไปครึ่งเดือน ในที่สุดข้ารับใช้ที่เขาส่งออกไปสืบความก็กลับมากลุ่มแรกที่กลับมาถึงคือกลุ่มที่ถูกส่งออกไปสืบเื่ของเ้าแห่งพิษ ‘จื่อรั่ว’
ข้ารับใช้เล่าให้เถียนซีฟังว่า จื่อรั่วเป็ลูกศิษย์ของหมอเทวดานามว่าจื่อลู่ ศิษย์อาจารย์คู่นี้อาศัยอยู่บนเขาในเมืองชู่โอ นานๆ จะลงเขามารักษาผู้ป่วยที่เมืองข้างล่างและซื้อข้าวของจำเป็กลับไปสักครั้ง ข้ารับใช้ไม่สามารถสืบความได้มากนัก เป็เพราะบนูเามีกับดักและสมุนไพรพิษหลายชนิด พวกนั้นหลงอยู่ในเขาวงกตหลายวันกว่าจะออกมาได้
ซึ่งกับดักทั้งหมดน่าจะเป็จื่อรั่วที่ทำขึ้น ทั้งที่ตอนนี้นางยังเด็กและเพิ่งจะอายุประมาณ 12 -13 ปีเท่านั้น
เถียนซีได้ฟังก็อมยิ้มพอใจ จื่อรั่วสมเป็จื่อรั่วจริงๆ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อน นางทั้งเ้าเล่ห์และมากความสามารถมากจริงๆ เขามอบเงินรางวัลให้ข้ารับใช้แล้วให้พวกเขาออกไป
เมื่อชาติก่อนเถียนซีขึ้นเขาไปเชิญจื่อรั่วลงจากเขามาช่วยงาน ตอนนั้นนางอาศัยอยู่เพียงคนเดียวบนูเาที่แทบไม่มีอะไรเลย ไม่แปลกที่นางจะวางกับดักมากมายไว้บนเขาเพื่อป้องกันคนบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของนาง ไม่นึกว่านางสร้างกับดักพวกนั้นั้แ่ยังเด็ก แถมยังมีอาจารย์ด้วย เื่นี้เขาก็ไม่เคยรู้มาก่อนเช่นกัน
เถียนซีถอนหายใจแล้วซบหน้าอิงกรอบหน้าต่างข้างเตียง เขาอยากได้ตัวจื่อรั่วมาเร็วๆ หากได้อาจารย์ของนางมาด้วยย่อมดีที่สุด จะได้ช่วยกันรักษาอาการป่วยของโม่โฉว
พอคิดถึงโม่โฉว เถียนซีก็ยิ่งร้อนใจที่ยังไม่ทราบข่าวของอีกฝ่าย เพราะกว่าข้ารับใช้จะกลับมาจากชายแดนคงใช้เวลาอีกนาน ส่วนเื่ของหลี่เฉียงนั้นเขายังไม่รีบมาก เพราะอีกฝ่ายเองก็คงอายุพอๆ กับเขา เด็ก 7 ขวบ ยังทำอะไรมากไม่ได้ ที่สำคัญคือ...ยังมีเื่น่าหงุดหงิดที่เขายังจัดการไม่สำเร็จอีกอย่างนั่นคือ...ท่านพ่อกับน้าเหมย
ท่านพ่อกับน้าเหมยยังไม่ลงเอยกันเสียที ทั้งสองต่างจดๆ จ้องๆ ไม่ทำอะไรเสียที แถมทุกครั้งที่เถียนซีชวนทั้งคู่มากินข้าวร่วมกัน ทั้งสองยิ่งทำให้บรรยากาศน่าอึดอัดจนเขาพลอยกินข้าวไม่ลงไปด้วย
ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งคู่ต่างดูเข้ากันดียิ่ง ่ที่เขาจมน้ำท่านพ่ออุ้มเขาวิ่งโร่จะออกไปข้างนอก ดีที่ท่านน้ากลับมาเห็นจึงรีบให้คนขี่ม้าไปตามหมอ แล้วสั่งท่านพ่อให้อุ้มเขากลับห้องไปเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าระหว่างรอหมอ พอมีอะไรทำท่านพ่อก็ไม่ใจนสติหลุด
ตอนที่เขาถูกพิษก็เช่นกัน ระหว่างท่านน้าอุ้มเขาออกจากที่เกิดเหตุป้องกันเหตุการณ์ไม่ฝัน ส่วนท่านพ่อก็เอาตัวเองบังท่านน้า ปกป้องไว้ด้านหลัง แล้วสั่งให้ข้ารับใช้คุมตัวแม่นมลี่ไว้แล้วใช้ให้คนไปตามหมอ พอฟื้นขึ้นมาเขาก็พบท่านพ่อนั่งกุมมืออยู่ข้างๆ เตียง ท่านน้าไล่ให้ท่านพ่อไปพักผ่อนแล้วจะเป็คนป้อนอาหารอ่อนๆ ให้เขา แต่ท่านพ่อเป็ห่วงเขา ท่านน้าจึงไปยกข้าวต้มคนป่วยมาให้ท่านพ่อกินพร้อมกันกับเขาอีกถ้วย
ในสายตาเถียนซีเชื่อว่าทั้งคู่ต้องมีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แต่เพราะท่านแม่ของเขาเพิ่งจะเสียไปได้ไม่กี่ปี อีกอย่างคือ...ทั้งคู่อาจคิดว่าเขายังเด็กและไม่รู้ความหากท่านพ่อรับน้าชายมาเป็แม่อีกคน
เชอะ! เขารู้ความยิ่งนัก!
เถียนซีวางแผนที่จะให้ท่านพ่อกับท่านน้าได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ถึงขนาดให้คนไปจ้างนักเลงข้างถนนให้มาเกี้ยวพาท่านน้า ระหว่างที่เขาชวนท่านน้าและท่านพ่อออกไปเที่ยวเล่นในตลาด
แต่ท่านพ่อของเขาสมองช้าเกินไป แม้จะเข้ามาช่วยท่านน้าในจังหวะที่พอดิบพอดี แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกเสียจากกล่าวคำขอบคุณและมองกันไปมองกันมาเท่านั้น
วันหนึ่งขณะที่เขาเรียนหนังสือกับท่านอาจารย์เสร็จ ก็ไปนั่งกินของว่างที่ท่านน้าทำให้ในศาลากลางน้ำ อยู่ๆ ก็มีคนมาแจ้งว่ามาจากเรือนสกุลหร่าน สกุลเดิมของท่านแม่และท่านน้าเดินถือหนังสือเข้ามา เมื่อท่านน้าอ่านจบก็ทำสีหน้าลำบากใจ เถียนซีจึงปีนขึ้นไปนั่งตักท่านน้าแล้วซบน้าลงกับไหล่อีกฝ่ายอย่างออดอ้อน
“ท่านน้าเป็อะไรหรือ?” เขาถามอีกฝ่ายขณะที่ยังถือขนมเปี๊ยะอยู่ในมือ
ท่านน้าหัวเราะมองหน้าเขา ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเศษขนมเปี๊ยะที่ติดอยู่ที่ข้างแก้มให้เขา
“เถียนเถียน....ถึงเวลาที่น้าต้องกลับแล้ว”
“ไม่กลับไม่ได้หรือ? ท่านน้าไม่ได้รักข้ากับท่านพ่อหรือ? ถ้าท่านแต่งกับท่านพ่อก็จะได้อยู่ด้วยกันกับข้าและท่านพ่อนะ” เถียนซีแสร้งใช้มารยาของเด็กน้อย
“เถียนซี! อย่าพูดเช่นนั้นให้ใครได้ยินอีก!” เถียนซีย่นคิ้ว
“หรือว่าไม่จริง! ท่านน้าชอบท่านพ่อ ข้ามองก็รู้แล้ว เหตุใดจึงไม่แต่งงานกันและอยู่ด้วยกัน....เพราะท่านแม่หรือ?” ท่านน้าจับเขาลงมาจากตักแล้วจ้องหน้า
“บางที...ความรักก็ไม่ใช่เื่ของคนสองคน...แต่มีอย่างอื่นประกอบด้วย”
“เช่นอะไรหรือ?”
“....ความเหมาะสม...ขณะที่ท่านพ่อของเถียนเถียนดีขนาดนั้น น้าก็ยิ่งรู้สึกว่า...ตัวเองดีไม่พอเสมอ” เถียนซีหันไปหยิบจดหมายของสกุลหร่านมากวาดตาอ่านคร่าวๆ
“ข้าว่าไม่ใช่ความเหมาะสม น่าจะเป็เื่เงินมากกว่า!” เถียนซีกดเสียงต่ำ ท่านน้าเห็นก็รีบแย่งจดหมายจากมือเขาไป
“ท่านตาของเถียนเถียนมีเื่ลำบาก น้าจึงต้องรีบกลับไปจัดการ อีกทั้งเื่แต่งงานไม่ใช่เื่ที่น้าจะตัดสินใจเองได้” เถียนซีย่นคิ้ว
เกรงว่าจะเกิดปัญญาทางการเงินกับสกุลหร่านเข้าแล้ว สกุลหร่านทำการค้ากับคหบดีที่ร่ำรวยคนหนึ่ง แต่ภายหลังกิจการไปได้ไม่ดี สุดท้ายเป็หนี้เป็สินทบกัน ความจริงกว่าจะเกิดเื่นี้ก็อีกนาน อย่างน้องก็อีก 2-3 ปี เหตุใดจึงเกิดเื่เร็วเช่นนี้? แถมท่านตาเขายังเร่งให้ท่านน้ารีบกลับบ้าน เพื่อไปเจรจากับเ้าหนี้อีก
“ท่านน้าจะกลับเมื่อไหร่?” เขาช้อนตามองอีกฝ่าย เป็ใครก็แพ้ลูกอ้อนนี้ เขาออกจะน่ารักน่าชังอย่างยิ่ง แถมยังมีมารยาเด็กน้อยอีกด้วย
“น้าต้องรีบกลับพรุ่งนี้เลย” เถียนซีรับคำในลำคอ
คืนนั้นเขาดื้อจะไปนอนกับท่านพ่อ เวลาเหลือไม่มากแล้ว เขาจะต้องเป่าหูตาแก่ให้รีบรวบหัวรวบหางท่านข้าเข้าเรือนมาซะที แต่คืนนั้นตาแก่กลับมาดึก พอมาถึงยังเมามายมานัวเนียเขา เถียนซีถีบตาแก่ออกไปทีหนึ่งอีกฝ่ายก็นอนแผ่ลงไปซะแล้ว
“ท่านพ่อ! ถ้ายังไม่รีบสารภาพรักท่านน้าจะกลับแล้วนะ!” เถียนซีแทบจะทึ้งหัวตาแก่อยู่รอมร่อ
“พ่อรู้...แต่น้าเ้าไม่ได้คิดกับพ่อแบบนั้นหรอกเถียนเถียน...พ่อแก่แล้วไม่เหมาะกับเขาแม้แต่น้อย...เป็พ่อม่ายลูกติด...ใครเขาจะสนใจ...”
“ท่านไม่แก่ซะหน่อย! แค่เลิกไว้เคราก็พอ!” เถียนซีพยายามเขย่าตัวท่านพ่อให้รู้สติ แต่อีกฝ่ายแค่พึมพำเรียกชื่อท่านน้าอยู่สองคำก่อนจะหลับไป
เถียนซีโมโหจนเืขึ้นหน้า เขาคว้ากรรไกรมาได้ก็เอามาตัดหนวดเครายาวๆ ของตาแก่จนแหว่งไปข้าง ดูสิอย่างนี้ยังจะไว้ยาวได้อยู่ไหม!
เช้าวันต่อมาท่านพ่อตื่นสาย กว่าจะโผล่หน้าออกมาจากเรือน เขาก็มายืนรอส่งท่านน้าขึ้นรถม้าแล้ว
“อาเหมย!” เถียนซีและท่านน้าหันมามองท่านพ่อที่ยังใส่ชุดตัวเมื่อวาน หน้าตาไม่ได้ล้าง แถมหนวดยัง...
“พี่เขย...ข้ามารบกวนเสียหลายวัน คงต้องขอตัวกลับแล้ว” ท่านน้าเหมยกลั้นหัวเราะ ขณะที่เหล่านางกำนัลและข้ารับใช้พยายามก้มหน้าไม่มองเพราะกลัวจะหัวเราะออกไป อาศัยว่าไม่เห็นจะได้ไม่หลุดขำเป็ดีที่สุด แต่ปฏิกิยาเ่าั้ไม่อาจรอดพ้นสายตาของท่านพ่อไปได้
“ทำไมกันหรือ? หน้าข้ามีอะไรหรือ?” ท่านพ่อเอามือแตะแก้มตัวเอง พาลนึกไปว่าเพราะไม่ได้ล้างหน้าหรือเปล่า
“เพราะหนวดของท่าน...” น้าเหมยก้าวเข้าไปเอามือแตะเหนือริมฝีปากท่านพ่อ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าไม่สำรวมจึงชักมือกลับ
เถียนซีเงยหน้ามองตาแก่หน้าแดงเป็ก้นลิงแล้วส่ายหน้า คนผู้นี้อ่อนหัดเื่ความรักจริงๆ เขาคงต้องช่วยดันหน่อย
“ท่านพ่อน้าเหมยจะกลับแล้ว...ไม่รู้จะได้กลับมาหาข้าอีกเมื่อไหร่..” เขาแกล้งทำเป็เสียใจ ตาแก่รีบก้มลงอุ้มเขาแล้วลูบหลังปลอบ
“อาเหมย...เ้าจะกลับมาใช่หรือไม่?”
“ท่านอยากให้ข้ากลับมาหรือไม่?” เถียนซีลอบมองคนทั้งคู่สบตากันหวานซึ้ง
“ถะ...เถียนเถียนคงจะเหงามากถะ...ถ้าเ้าไม่กลับมา...” เถียนซีกุมขมับทันทีที่ได้ยินตาแก่ใช้เขาเป็ข้ออ้าง
ท่านน้าอุตส่าห์ทอดสะพานให้ท่านขนาดนี้เหตุใดยังโง่อยู่อีก! เขาโมโหตาแก่จนแทบกระอักเือยู่แล้ว!!
“นี่ก็สายมากแล้ว...ข้าขอตัวก่อน...” ท่านน้าหมุนตัวขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนตัวจากไป
“ท่านพ่อไม่ชอบท่านน้าหรือ? เหตุใดไม่รั้งไว้?” เถียนซีถามตาแก่ขณะกอดรอบคออีกฝ่าย
“ชอบแล้วอย่างไร...พ่อจะเอาอะไรไปรั้งน้าของเ้าได้” เถียนซีมองหน้าตาแก่ที่ยังคงจ้องรถม้าที่ค่อยๆ หายลับตาไป เขาจึงดิ้นลงจากตัวอีกฝ่าย
“ท่านพ่อ...ชีวิตคนเราสั้นนัก...หากอยากมีความสุขก็ต้องรีบไขว่คว้า...บางทีหนทางข้างหน้าคงลำบากยากเย็นยิ่งกว่านี้” เถียนซีอดนึกถึงโม่โฉวขึ้นมาไม่ได้ ตอนมีอยู่ไม่เคยเห็นค่า ต่อเมื่อสูญเสียไปแล้ว กว่าจะได้พบกันอีกช่างลำบากยากเย็นเหลือเกิน
“บางครั้งชีวิตเราก็จำเป็ต้องมีความกล้าสักหน่อย กล้าที่จะลืม...กล้าที่จะรัก...กล้าที่จะเดินต่อไปข้างหน้า..” เถียนซีปัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้ท่านพ่อได้คิดทบทวนด้วยตัวเอง
จิ้นเหวินกงมองลูกชายตัวน้อยพูดจาราวกับเป็ผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากก็ย่นคิ้ว ไม่รู้เด็กคนนี้ไปจำคำพวกนั้นมาจากไหน หรือจำมาจากอาจารย์จาง....เขายกมือลูบเคราด้วยความเคยชิน ทว่าเคราเขามันหาย!!
“เสี่ยวเถียนซี! นี่เ้าตัดหนวดพ่อหรือ!! ” เถียนซีได้ยินเสียงตาแก่โวยวายหลังจากเดินออกมาไกลมากแล้ว
..........................................
เถียนซีไม่ลืมที่จะส่งคนของตัวเองออกไปสืบเื่ราวของสกุลหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเื่การค้าขายกับคหบดีในเมืองนั้น ระหว่างนั้นกลุ่มที่ถูกส่งไปสืบข่าวของหลี่เฉียงก็กลับมา คนของเขารายงานว่า สถานที่ที่เถียนซีส่งไปสืบนั้น แท้จริงเป็ที่อยู่ของพวกชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ
ซึ่งชนเผ่านี้เรียกตัวเองว่าเซียนเป่ย ผู้คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ใกล้เขตชายแดนทางเหนือ บางครั้งจึงถูกจับมาใช้แรงงานบ้าง เป็ทาสบ้าง เพราะคนพวกนี้มีความอดทนสูง และพละกำลังมาก
ส่วนคนที่ชื่อหลี่เฉียงพวกเขาค้นหาไม่พบ เถียนซีเดาว่าตอนนี้หลี่เฉียงอาจจะถูกกวาดต้อนไปเป็นักฆ่าเสียแล้ว ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งท้อใจ ทุกอย่างมันเกินกำลังเขาจะจัดการด้วยตัวคนเดียว แต่เขาตั้งใจไว้แล้วว่า วันหนึ่ง เขาจะต้องได้คนเหล่านี้มาไว้ในกำมือให้ได้
เวลาผ่านไปอีกสัปดาห์ ในที่สุดเขาก็ได้ข่าวจากคนที่ส่งไปสืบกลับมา คนของเขารายงานว่า จวนสกุลหร่านมีปัญหาทางการเงิน และท่านน้าก็ถูกส่งไปเจรจาเพื่อผ่อนผันนี้ แต่แท้จริงแล้วแค่ส่งท่านน้าไปเพื่อให้อีกฝ่ายดูตัว หากฝ่ายนั้นพอใจท่านน้า ก็จะรับมาเพื่อให้ท่านน้าคลอดบุตรให้ เนื่องจากคหบดีผู้นั้นชรามากแล้ว ภรรยาและอนุล้วนไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้ เขาจึงหา ิ* มาเพื่อคลอดบุตร
เถียนซีทราบข่าวก็เดือดดาล แต่ไหนแต่ไรมา ิ* มักถูกปฏิบัติอย่างไร้ค่า พวกเขาเป็ชายจึงถูกปฏิบัติอย่างผู้ชาย ถูกใช้งานหนักต่างจากผู้หญิง ยิ่งสามารถให้กำเนิดบุตรได้ก็มักจะซื้อ-ขายส่งต่อ ราวกับ ิ เป็เพียงเครื่องมือผลิตลูกเท่านั้น ยิ่งหากิถือกำเนิดในชนชั้นสูง ก็ยิ่งเป็ตัวเลือกที่จะส่งออกไปแทนของกำนัล หรือแต่งงานทางการเมือง
โชคดียิ่งนักที่เขาเกิดมาเป็ลูกของท่านพ่อ แม้จะเป็ิ แต่ท่านพ่อก็ไม่เคยทอดทิ้งเขา หรือมองว่าเขาเป็เพียงคนไร้ค่า ทั้งยังดูแลเอาใจใส่เขา ตามใจเขาสารพัด ให้โอกาสแม้แต่เื่เลือกคู่ครองด้วยตัวเอง จนกระทั่งเขาเดินไปพบจุดจบที่น่าสังเวชเหมือนชาติที่แล้ว
เถียนซีนำข่าวที่รู้มาไปพบท่านพ่อในห้องหนังสือ เห็นท่านพ่อกำลังนั่งอ่านอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดียวกัน
“ท่านพ่อ” เถียนซีรินชาใส่ถ้วยแล้วประคองให้ตาแก่อย่างเอาใจ
ตาแก่หันมามองเขาแล้วยิ้ม เถียนซีอดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ ตอนนี้ตาแก่โกนหนวดเคราออกหมดแล้ว ทำให้มองเห็นใบหน้าหล่อเหลาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่ากันว่าผู้ชาย่อายุ 29-30 เป็่อายุที่กำลังดีในการก่อร่างสร้างตัว ตาแก่ของเขาก็อยู่คนเดียวเงียบเหงามานาน มีคนรู้ใจคอยอยู่เคียงข้างย่อมดีที่สุด และน้าเหมยก็เป็คนดี เขาจึงวางใจหากทั้งคู่ตกลงปลงใจกันได้
“เถียนเถียนกตัญญูยิ่งนัก” ตาแก่อุ้มเขามานั่งตัก
“ท่านพ่อ...ข้าเป็ห่วงท่านน้า...ข้า...ให้คนไปสืบเื่ท่านน้าแล้วพบว่าคนสกุลหร่านหลอกท่านน้าไปดูตัวกับคหบดีเฒ่าคนหนึ่ง ท่านพ่อ...ข้าสงสารท่านน้า...ท่านช่วยท่านน้าด้วยนะ...” เถียนซีอดเอามือลูบแก้มตาแก่อย่างหลงใหลไม่ได้
เถียนซีชอบคนรูปงามมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อวิ๋นเซียงก็เป็หนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงโปร่ง ชอบสวมชุดขาวท่าทางสะอาดสะอ้านและดูมีมารยาทเขาจึงได้หลงใหล ส่วนโม่โฉว...หากตัดเื่ความโง่งมทิ้งก็นับว่ารูปงามเสียยิ่งกว่าอวิ๋นเซียงด้วยซ้ำ ดวงตาของโม่โฉวทั้งกลมโตทั้งใสกระจ่างแวววาว ขนตาก็ยาว จมูกและปากก็ได้รูปยิ่งนัก โม่โฉวมีแม่เป็ผู้หญิงเผ่าอุยกูร์ที่หน้าตางดงาม จึงได้ความงามมาจากทางแม่ทั้งหมด แค่ตัวหนาไปหน่อยผิวคร้ามแดดไปนิดเท่านั้น
เถียนซีรีบสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระของตัวเอง เขาพยายามเอามือขยี้ตาให้น้ำตาไหลออกมาให้สมบทบาทยิ่งขึ้น
“เสี่ยวเถียนเถียน...นี่เ้า...ให้คนไปสืบหรือ?” ตาแก่จับไหล่เล็กๆ ของเขาไว้แล้วจ้องเขม็ง
“เอ่อ...ก็...ข้าเป็ห่วงท่านน้านี่! อีกอย่าง...รับใช้ของข้ามีเหลือเฟือ จะปล่อยให้อยู่ว่างๆ ทำไม ข้าก็แค่เลือกเอาคนที่มือเท้าว่องไว ชอบสอดรู้สอดเห็น ชอบนินทา คนพวกนี้รู้ดีว่าจะต้องทำยังไงให้ได้ข่าว” เถียนซีเบนสายตาไปทางอื่นจนเหลือบไปเห็นกระดาษที่ท่านพ่ออ่านเมื่อครู่จึงหยิบมาดู
“นี่ท่านก็ให้คนไปสืบข่าวน้าเหมยหรือ?” จิ้นเหวินกงยื่นมือมาหยิกจมูกลูกชายแล้วหัวเราะ
“เ้าตัวแสบ! สืบข่าวได้ไวกว่าพ่อเสียอีก” เถียนซีเชิดหน้ากอดอก
“แน่นอนอยู่แล้ว! ข้าไม่ชักช้าเหมือนท่านพ่อหรอก ว่าแต่...ท่านจะทำยังไงต่อไป?” ตาแก่หรี่ตามองลูกชายสุดรัก
“เ้าว่าพ่อควรทำอย่างไร? เสนอเงินให้แล้วจับน้าเหมยแต่งกับพ่อแทนเลยดีหรือไม่?” เถียนซีนิ่งคิดก่อนจะส่ายหน้า
“สกุลหร่านสร้างหนี้ครั้งนี้ หากท่านพ่อยอมชดใช้หนี้ให้แล้วแต่งท่านน้าเข้ามาเป็ชายา ต่อไปหากพวกเขาติดหนี้อีกก็เขียนจดหมายมาขอร้องท่านน้าอีก เรามิต้องช่วยสกุลหร่านไปตลอดหรือ? ยิ่งถ้าคนสกุลหร่านใช้ฐานะ (เขย) ของท่านไปกดขี่ข่มเหงผู้อื่น คนที่จะลำบากก็คือท่านพ่อนะ” จิ้นเหวินกงมองลูกชายตัวน้อยพูดก็ยิ่งประหลาดใจ ที่เด็กตัวเท่านี้ คิดอะไรซับซ้อนได้ขนาดนี้
“ตามความเห็นเ้า...เ้าคิดว่าต้องทำยังไง?” ท่านพ่อยื่นหน้าเข้ามากระซิบเสียงเบา
“ปล่อยข่าวลือว่าร้ายน้าเหมย ยิ่งมากยิ่งดี สกุลหร่านจะได้ไม่อาจขายบุตรชายล้างหนี้ได้” ท่านพ่อย่นคิ้ว
“แต่แบบนี้น้าของเ้าจะเสียชื่อเสียง” เถียนซียิ้มอย่างเฉยชา
“ข่าวโคมลอย...ไม่ช้ามันก็จะสลายไป” เถียนซีเองก็เคยตกเป็ข่าวลือ ว่าเขากับโม่โฉวเตียงหักหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ซึ่งตอนนั้นเขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ส่วนโม่โฉวนั้นก็ถูกนินทาลับหลังโดยที่เ้าตัวไม่เข้าใจ แต่เขาเข้าใจดี ว่าการถูกคนที่รักทรยศหักหลังนั้นมันน่าอดสูแค่ไหน ตอนนี้เขาจึงรู้สึกเ็ปที่เคยทำร้ายโม่โฉว
“ข้าแค่อยากทำให้ท่านพ่อมีอำนาจต่อรองกับสกุลหร่านมากยิ่งขึ้น หากข่าวลือได้ผล...เราจะยิ่งได้ผลประโยชน์มากยิ่งขึ้น”
ท่านพ่อขมวดคิ้วคล้ายกับไม่ชอบใจความคิดของเขาเท่าไหร่นัก
“ถ้าท่านพ่อกังวล รอให้สกุลหร่านคัดชื่อน้าเหมยออกจากตระกูลเมื่อไหร่ค่อยแก้ข่าวว่าน้าเหมยมิได้ติดโรค ถ้าให้ดีควรให้คนในเมืองรับรู้ว่าน้าเหมยถูกขับไล่ออกจากสกุลหร่านยิ่งดี ต่อไปคนพวกนั้นจะได้ไม่สามารถใช้ข้ออ้างเื่เป็สกุลเดิมของพระชายามาข่มขู่ท่านได้” ตาแก่ยิ่งขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น
“เ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าคนสกุลหร่านจะไล่น้าเ้าออกจากจวน?”
“คนที่ขายได้แม้กระทั่งลูกตัวเองเพื่อล้างหนี้ ข้าว่าพวกเขาทำได้หมดนั่นแหละ...ดีไม่ดีท่านแม่ที่แต่งให้ท่าน...กลัวว่าจะเป็แผนของคนพวกนั้นด้วยเหมือนกัน....” เถียนซีพูดประโยคหลังด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
ชาติก่อนหลังจากที่ท่านพ่อถูกล้อมจับข้อหาฏและเขาถูกขังอยู่ในวังหลวง คนสกุลหร่านก็รีบเก็บทรัพย์สินของมีค่าแล้วหนีออกจากเมืองไปทันที ทำราวกับพวกเขาไม่ใช่ญาติกันด้วยซ้ำ
“เถียนเถียนเอ๊ย....ไม่ว่าตอนนั้นพ่อกับแม่พบกันด้วยเหตุผลใด แต่พ่อกับแม่ก็รักกันด้วยใจจริง กลัวเพียงแต่ว่า...น้าเหมยจะคิดว่าข้าแต่งกับเขาเพราะสถานการณ์บังคับน่ะสิ” พ่อของเขายื่นมือมาลูบหัว
“ไว้รอถึงวันนั้นท่านพ่อก็รวบหัวรวบหางจัดการท่านน้าในหนึ่งคำ ทำให้ข้าวสารเป็ข้าวสุก ไม้กลายเป็เรือแล้ว ท่านน้าจะแย้งอะไรได้อีก”
“เ้านี่มัน...กลายเป็ปีศาจน้อยไปั้แ่เมื่อไหร่กัน” ตาแก่ยื่นมือมาบีบปากเขาจนปากจู๋พลางหัวเราะร่า
สุดท้ายท่านพ่อก็ให้คนไปกระจายข่าว ไม่ช้าข่าวลือก็ลุกลามใหญ่โต กลายเป็ว่าท่านน้าเป็โรคติดต่อร้ายแรงถูกไล่ออกจากจวนจริงๆ คนในเมืองล้วนทราบข่าวก็ไล่น้าเหมยออกจากเมืองด้วยเพราะกลัวว่าน้าเหมยจะทำให้ชาวเมืองติดโรคร้าย ดีที่ท่านพ่อส่งรถม้าไปรับได้ทัน ไม่เช่นนั้นท่านน้าคงถูกฝูงชนทุบตีทำร้ายจนถึงตาย
ทางด้านคหบดีเมื่อทราบข่าวว่าสกุลหร่านคิดจะเอาคนเป็โรคแต่งเข้ามาก็ไม่สนใจจะไกล่เกลี่ยอีก เขาไล่ยึดทรัพย์และยกข้าวของในจวนสกุล หร่านไปจนเกือบหมด คนสกุลหร่านนึกถึงพ่อเขาขึ้นมาได้ก็อพยพคนเข้ามาขอความช่วยเหลืออย่างหน้าด้านๆ
ท่านพ่อลั่นวาจาว่าจะยอมช่วยสกุลหร่านเป็ครั้งสุดท้ายในฐานะที่เป็สกุลเดิมของพระชายาผู้วายชนม์ หลังจากให้เงินก้นหนึ่งและสืบจนรู้แน่แล้วว่าน้าเหมยถูกขีดฆ่าชื่อออกจากบัญชีคนสกุลหร่านก็ไล่พวกเขาออกไปจากแคว้นจิ้นให้ไปตั้งรกรากที่อื่นทันที
ท่านน้าที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนกับการถูกไล่ออกจากตระกูลและข่าวลือแปลกๆ ที่ทำให้เสียชื่อเสียง ก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนรับรองแขก เถียนซียุยงให้ท่านพ่อเข้าไปปลอบใจน้าเหมย
ท่านพ่อหายเข้าไปในเรือนน้าเหมยข้ามวันข้ามคืน วันต่อมาก็ประกาศจัดพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับน้าเหมยขึ้นในจวนท่ามกลางความใของบ่าวไพร่และตระกูลอื่นที่หมายจะส่งลูกสาวยัดเยียดเข้ามาเป็พระชายาจิ้นอ๋อง หวังสุขสบายในภายภาคหน้า ต่างฝันสลายไปเป็แถบ
หลังการประกาศแต่งงานของจิ้นอ๋องทุกผู้ทุกคนต่างอยากรู้ว่าหวังเฟยคนใหม่นั้นเป็ใคร พอทราบว่าเป็น้าเหมย ต่างก็ประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าติดโรค ทั้งยังถูกขับไล่ออกจากสกุล ใครจะรู้ว่าไปๆ มาๆ คนผู้นี้จะพบรักกับจิ้นอ๋องไปได้
แน่นอนว่าเถียนซีไม่ลืมให้คนไปเที่ยวปล่อยข่าวลือใหม่ว่า น้าเหมยถูกคนในตระกูลใส่ร้ายว่าติดโรค ถูกไล่ออกจากจวนจนต้องตกระกำลำบากแต่ก็ได้ท่านพ่อของช่วยเหลือไส้ น้าเหมยเองก็ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนบุตรชายของจิ้นอ๋อง ช่วยดูแลจัดการบ้านเรือนให้เข้าที่เข้าทางเพื่อตอบแทนบุญคุณ จนบังเกิดเป็ความรักความเข้าใจ จึงได้ปลงใจแต่งงานกัน ผู้คนได้ฟังก็เล่ากันปากต่อปากไปทั่ว
เถียนซียังจ้างนักเล่านิทานในโรงน้ำชาและเหลาสุรา ให้ช่วยเล่าวีรกรรมครั้งนี้ เสริมนิดแต่งหน่อย เพิ่มอรรสคนยิ่งชอบฟัง มีบางคนนำเื่นี้ไปทำเป็ละครเพลงสนุกสนานยิ่งนัก
ครั้นความทราบไปถึงพระกรรณฮ่องเต้ว่าอนุชาร่วมสายเื ในที่สุดก็คิดแต่งงานใหม่ก็ส่งพระราชสาส์นมาแสดงความยินดี ทั้งยังให้รัชทายาทนำผ้าแพรพรรณ แก้วแหวนเงินทองมามอบให้พระขนิษฐภคินีคนใหม่จำนวนมากเพื่อไว้เป็สินเดิมเ้าสาวอีกด้วย
..............................................
ในวันแต่งงาน น้าเหมยแต่งชุดแดงสวมมงกุฎนกหลวนเหนี่ยว มีผ้าคลุมปิดหน้า และเมื่อเ้าสาวไม่ได้ขึ้นเกี้ยว พิธีการต่างๆ จึงสั้นกระชับยิ่ง หลังบ่าวสาวกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จร้อย เ้าสาวก็ถูกส่งตัวเข้าห้องหอ ส่วนเ้าบ่าวอยู่ส่งแขก
เถียนซีลอบเข้าไปนอนบนเตียงห้องหอ หวังก่อกวนบ่าวสาว ใครใช้ให้วันนี้ตาแก่ยิ้มแฉ่งปากจะฉีกถึงหูกันเล่า ขณะที่เขาร้อนใจว่าชาตินี้ยังไม่พบโม่โฉว ตาแก่บ้ากลับได้แต่งเมียดีงามเข้ามาคนหนึ่ง เชอะ!
คืนเข้าหอจิ้นเหวินกงถูกสหายต่างแคว้นมอมเมาจนแทบเดินไม่ตรงทาง กว่าจะไล่ส่งพวกเพื่อนเ้าบ่าวที่เอาแต่เย้าแหย่ว่าแต่งเมียเด็กเข้ามาได้ก็ใช้เวลานานโข แถมยังต้องยืนส่งแขกอีกพักใหญ่จนเกือบสร่างเมา
จิ้นเหวินกงรีบล้างหน้าล้างตา ล้างกลิ่นเหล้าออกจากตัวแล้วเข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาว จากนั้นก็อุ้มอาเหมยที่พยายามซ่อนใบหน้าแดงก่ำไว้และตรงไปที่เตียง
ทันทีที่เ้าสาวถูกวางลงบนเตียง จิ้นเหวินกงกลับพบดวงตากลมโตคู่หนึ่งกำลังจ้องเขาที่กำลังจะจูบเ้าสาวด้วยสายตาสนอกสนใจจากริมเตียง
“ไม่ต้องสนใจข้า...ต่อเลย!” เ้าเด็กหน้าเหม็นเถียนซีแอบเข้ามานอนซุกอยู่ริมเตียงฝั่งใน ั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้!!
“เถียนเถียน! เ้าเด็กหน้าเหม็นทำไมไม่กลับไปนอน!” จิ้นเหวินกงร้องเสียงหลงเมื่อเห็นลูกชายสุดรัก
“ข้ากำลังนอนอยู่นี่ไง”
“เ้า!! ....ฮึ๋ย!! ”
หร่านเหมยมองหนึ่งเด็กหนึ่งผู้ใหญ่ต่อสู้กันบนเตียงนอนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เด็กน้อยเป็ฝ่ายได้เปรียบเพราะทั้งคว้าผมท่านพ่อได้กระจุกหนึ่ง แถมยังใช้ขาเล็กๆ ทั้งเตะทั้งถีบอีกฝ่าย
“เถียนเถียนปล่อยผมพ่อ! อ๊ากกก!! หัวพ่อจะล้านแล้ว!”
ในที่สุดหร่านเหมยก็ต้องรีบเข้าไปห้ามทัพ กว่าจะจับพ่อลูกแยกกันได้ก็ใช้เวลาค่อนคืน จิ้นอ๋องหัวเสียและหงุดหงิดมาก เขาจึงได้ไล่ให้อีกฝ่ายไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตัวเองก็เดินไปแกะเครื่องประดับและเปลี่ยนชุดก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียง โดยมีปีศาจน้อยเถียนเถียนจองที่นอนตรงกลาง
จิ้นอ๋องออกมาจากห้องน้ำเห็นลูกชายที่รักนอนกางแขนขา ยึดพื้นที่ตรงกลางเตียงก็ย่นคิ้ว
“ท่านพี่...เข้านอนเถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว...” จิ้นอ๋องรับคำก่อนจะขึ้นเตียงนอนแล้วชะโงกตัวเข้าไปจูบหน้าผากของหร่านเหมย ที่ตอนนี้มีตำแหน่งหวังเฟยแล้ว
“ขอโทษนะอาเหมย...เถียนเถียนเอาแต่ใจเกินไปหน่อย” อีกฝ่ายส่ายหน้าแล้วโน้มตัวเข้าไปหาอีกฝ่าย
“...ไว้คืนพรุ่งนี้นะท่านพี่...” จิ้นอ๋องได้ยินก็หน้าแดงจัด
เขาจัดแขนขาลูกชายที่กางอยู่ให้พับลงข้างลำตัว จากนั้นก็เบียดเ้าตัวแสบเพื่อจะได้กอดเมียรักที่เพิ่งแต่งให้เขาได้ถนัดยิ่งขึ้น พลางคิดในใจอย่างเจ็บแค้นว่า...เมื่อไหร่ที่เ้าปีศาจน้อยโต เขาจะก่อกวนห้องหอของอีกฝ่ายบ้าง
ขณะที่คนพ่อหมายมั่น.....คนลูกก็สบถในใจ
บัดซบ! เขาไม่ได้หลับเร็วขนาดนั้นเสียหน่อย ตาแก่ปีนขึ้นเตียงได้ก็เบียดเขาไว้ตรงกลางแล้วจูบเมียรักต่อหน้าเขา แม้เขาจะหลับตาอยู่ก็ตาม เถียนซีร่ำร้องอยู่ในใจหลายครั้งจนกระทั่งหลับไปจริงๆ เมื่อไหร่ไม่ทราบได้
เช้าวันต่อมา ข้ารับใช้ที่ถูกส่งไปสืบความโม่โฉวที่ชายแดนก็กลับมา เนื้อตัวมีแต่ฝุ่น แถมยังเหม็นเปรี้ยวเพราะเร่งเดินทางจนไม่ได้อาบน้ำอาบท่าก็เข้ามารายงานเขาว่า แม่ทัพชายแดนกับฮูหยินนั้นไม่มีบุตร เพราะก่อนหน้านี้ฮูหยินเคยแท้งบุตรจนร่างกายอ่อนแอไม่อาจตั้งครรภ์อีกได้ แม้ฮูหยินจะให้ท่านแม่ทัพรับอนุใหม่ แต่ท่านแม่ทัพรักใคร่ฮูหยินมากมิอยากทำร้ายจิตใจนาง จึงมิได้รับอนุภรรยาเพิ่ม อีกทั้งข้างกายไม่มีเด็กคนใดชื่อโม่โฉวเลยแม้แต่คนเดียว
หลังจบรายงาน เถียนซีก็มอบเงินรางวัลที่เหลือให้ และไล่ให้คนออกไปพักผ่อนได้ ตอนนี้ที่เขาไม่เข้าใจก็คือ...หากท่านแม่ทัพไม่ได้มีบุตรชายชื่อโม่โฉว ถ้าอย่างนั้น...โม่โฉวในตอนนี้อยู่ที่ใดกันแน่...
------------------------------------------------
To Be Con
หวังว่าจะชอบความแสบซนของเถียนเถียนนะคะ
นามิ