ยามราตรีที่เงียบสงบกำลังผ่านพ้น ดวงจันทร์ที่เคยลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าเคลื่อนตัวลงต่ำ หมู่ดาราที่เรียงล้อมเลือนลับหายไปพร้อมกับแสงของวันใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น
สองหูของหลี่หยางหลี่ได้ยินเพียงเสียงลมที่เข้ามากลบ ภาพของเด็กหนุ่มผมขาว ทหารปีศาจและดวงวิญญาณสีขาวพลันเลื่อนหายไปในพริบตา โลกในมโนสายตากลับกลายเป็นโลกแห่งภวังค์และแตกสลายราวเศษแก้ว เขารู้สึกตัวอีกทีคือภาพสีฟ้าในสายตา
หยางหลี่หยางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังอยู่ในที่ใด แต่ในพริบตานั้นเอง ร่างกายทุกสัดส่วนค่อยๆรับรู้สิ่งเร้าจากภายนอก ท้องไส้ปั่นป่วน หัวใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม มันเข้าใจได้ไม่ยากว่าตัวเองกำลัง ‘ตก’
แต่ด้วยการที่ไม่รู้อะไรเลยทำให้ในหัวของหลี่หยางเต็มไปด้วยความสับสน“แล้วนี้เรากำลังตกจากที่ใด ไหนพระเจ้าบอกให้เราไปเกิดใหม่ การเกิดใหม่เป็นแบบนี้เองหรือ? ตกจากที่สูงลงไปในท้องมารดางั้นรึ?? เป็นความรู้ใหม่ที่แปลกใหม่จริงแฮะ”
หยางหลี่หยางคร่ำครวญถึงเหตุผลได้เพียงสิบลมหายใจ มันพบว่า แผ่นหลังของตัวเองเข้ากระแทกกับพื้นผิวที่ไม่แข็งไม่อ่อน ความเจ็บปวดแรกเริ่มไม่มี แต่ในอึดใจต่อมา กระดูกซี่โคร่งพลันเคลื่อนตัวผิดแปลก กระดูกจากข้อศอกแทงผ่านผิวหนังออกมาทางด้านนอก สองขาบิดเบี้ยวผิดรูป มีเลือดไหลออกจากดวงตาและจมูก เมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ความเจ็บปวดได้เข้าแทนความสงสัย
อืออออ..... หยางหลี่หยางร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดทน หากแต่เสียงนั้นได้แต่ดังก้องอยู่แค่ในลำคอเท่านั้น
ความเจ็บปวดที่มีอยู่แต่ในคนตาย กลับปรากฏขึ้นกับหลี่หยางทั้งๆที่มันยังมีชีวิต
ไม่นานนัก บาดแผลที่เกิดขึ้นทั่วร่างค่อยๆคลายความเจ็บปวดและกลายเป็นอาการชาไปทั่วทั้งตัว ในหัวของหลี่หยางพยายามครุ่นคิด'กะ...เกิดอะไรขึ้น?? ปกติแล้วถ้าเจ็บปวดมากขนาดนี้จะต้องสลบไปแล้วแน่ๆ เหตุใดเราถึงยังไม่สลบ พระเจ้าเล่นตลกอะไรกับเราอยู่!!!'
หยางหลี่หยางไม่รู้ว่าตัวเองตกลงมาจากความสูงเท่าใด แม้จะยังไม่ตายแต่อาการบาดเจ็บทั่วร่างเฉียดคำว่าร่างกายแหลกเหลวเพียงคืบเดียว ทำให้มันไม่สามารถขยับตัวได้ ไม่ต้องให้หมอคนไหนมาตรวจเช็ค มันสามารถบอกกับตัวเองได้ว่า กระดูกแขนและกระดูกขาหักผิดรูป บางทีกระดูกสันหลังอาจเสียหายหนักและต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต
แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการบาดเจ็บของหยางหลี่หยางนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้นปาฏิหาริย์ ปราณวิเศษพันปีในร่างของมันได้ทำให้การกำเนิดใหม่เกิดความผิดพลาด อายุที่ต้องนับถอยหลังจาก40ลงไปจนถึง0 กลับมาหยุดชะงักที่20ปี ร่างกายที่เวียนว่ายอยู่ในวัฏจักร พลันปรากฏอยู่บนท้องฟ้าห่างไกล และตกลงมาจากความสูงที่มิอาจวัดประเมินจนทำให้มันได้รับบาดเจ็บสาหัส
เรื่องราวในชีวิตก่อนของนักวิทยาศาสตร์หยางหลี่หยาง กลายเป็นภาพที่ผ่านเข้ามาราวกับความฝัน ในตอนนี้มันเป็นเพียงคนพิการในสถานที่ที่ไม่รู้จักเท่านั้น
เวลาหนึ่งวันผ่านไป หยางหลี่หยางได้แต่นอนนิ่งอยู่ที่เดิม ร่างกายไม่สามารถขยับได้ อาหารไม่ตกถึงท้อง ทำได้เพียงแต่อ้าปากกว้างรับน้ำฝนจากฟ้าเท่านั้น
“สุดท้ายก็หลอกผม พระเจ้าบ้านั้นพูดย้ำว่าให้เราไปเกิดใหม่ แต่ที่ไหนได้จงใจฆ่าเราชัดๆเลย” หลี่หยางได้แต่พึมพำกับตัวเอง
วันที่สองและวันที่สามผ่านไปอย่างรวดเร็ว หยางหลี่หยางได้แต่นอนรอความตาย หากไม่โดนสัตว์ร้ายกัดกินก็คงหิวตายเป็นแน่
แต่ในวันที่สี่ มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ตอนนี้มันเริ่มรู้สึกถึงสองแขนและสองขาของตัวเอง แม้กระดูกที่หักจะยังไม่สามารถบังคับให้ขยับได้ตามใจนึก แต่นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่ามันจะยังมีโอกาสหายได้ หากแต่ต้องรอดไปจากความหิวโหยหรือไม่ให้ตัวเองตกเป็นอาหารของสัตว์ร้ายเสียก่อน
ตลอดสี่วัน หยางหลี่หยางมองไปรอบหุบเขา ต้นไม้และสถานที่เดิมๆ มันได้แต่คิดถึงเรื่องแล้วเรื่องเล่าซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้เวลาผ่านไปเร็วยิ่งขึ้นในหัวก็คิดคำนวนไปเรื่อยตามนิสัย 'นับจากที่เราตกลงมาน่าจะราวๆเวลา10วินาที ด้วยความเร็วของแรงโน้มถ่วง ตามกฎของฟิสิกส์แล้ว ควรตกลงมาจากความสูงราวๆ500เมตร บ้าชัดๆ ไม่มีทางที่มนุษย์คนไหนจะรอดได้หากตกจากความสูงระดับนี้ หรือว่าเรานับเวลาผิดไปกันแน่???'
จากนั้นหลี่หยางฉุกคิดถึงคำพูดของพระเจ้า “หรือเป็นเพราะว่า พรอายุขัย20ปีที่พระเจ้ามอบให้ ได้ทำงานแล้ว” คิดเช่นนั้นความหวังที่จะมีชีวิตรอดไปจากที่นี่แรงกล้ามากยิ่งขึ้น
หยางหลี่หยางยังคงเฝ้ารอให้กระดูกประสาน ร่างกายขยับเขยื้อนช่วยเหลือตัวเองได้ โดยมีเพียงหยาดน้ำฝนที่หยดจากฟ้าเป็นอาหารประทังชีวิต“นี้ก็เข้าวันที่10แล้ว นานไปกว่านี้ เราคงหิวตายอย่างน่าอนาถ”
ในวันที่11 ขณะที่หยางหลี่หยางนอนหมดแรงด้วยความหิว กระดูกแขนกระดูกขาแตกหักไม่สามารถขยับได้ เงาร่างของพญามัจจุราชได้ย่างกรายเข้าหา ภาพของหุบเขาที่เคยนอนมองตลอดทั้งวันเปลี่ยนไป อยู่ๆหุบเขาได้เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีดำ เช่นเดียวกับภาพของต้นไม้ใหญ่ก็แปรเปลี่ยนไป เวลานี้ต้นไม้ใหญ่ถูกทดแทนด้วยจุดเล็กๆสีแดง จากนั้นแผ่นดินก็ได้เกิดการสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง!!!
เพียงอึดใจต่อมาสีดำและสีแดงค่อยๆเด่นชัดขึ้น มันไม่ใส่การแต่งแต้มศิลปะบนภาพวาดแต่เป็นกลุ่มคนจำนวนมากที่ค่อยๆสืบเท้าเข้าหากัน
หยางหลี่หยางไม่อยากให้สิ่งที่คิดเป็นจริง แต่ภาพตรงหน้า ทำให้มันไม่สามารถปฏิเสธความจริงได้ มันสลับสายตามองซ้ายทีขวาทีด้วยสีหน้าตระหนกตกใจ
“นะ...นักรบโบราณ!! ระ...หรือว่า พวกเขาทั้งสองฝ่ายกำลังจะต่อสู้กัน ดะ..เดี๋ยว ผมขยับตัวไม่ได้ ผมหนีไม่ได้!! ปะ..ปะ...ไปไปไป!!! อย่ามาต่อสู้กันตรงนี้นะ!!!!”สิ้นเสียงของหยางหลี่หยาง กองทัพชุดเกราะดำและกองทัพในชุดเกราะแดงพุ่งเข้าใส่โรมรันกันและกันด้วยศาสตราวุธในมือ ราวกับพวกเขาเหล่านี้มีความแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
หยางหลี่หยางเห็นเช่นนั้น มันได้แต่โอดควรญในใจ “ไม่ใช่ว่าเราเลือกเส้นทางที่สอง อนาคตสุดๆหรอกหรือ?? เหตุใดถึงส่งเรามาในยุคสมัยที่นักรบยังขี่ม้าถือดาบทำสงครามกันอยู่ละ??? พระเจ้าช่วยผม...” ขณะที่หยางหลี่หยางกำลังร้องขอความช่วยเหลือจากพระเจ้า ในหัวคิดถึงภาพเด็กหนุ่มผมขาวกำลังหัวเราะเยาะ จึงเปลี่ยนคำพูด “พระเจ้าเฮงซวย ผมจะไม่ขอร้องท่านอีกแล้ว”
จากนั้นสิ่งที่หยางหลี่หยางทำได้ คือหาวิธีรอดไปจากสถานการณ์ตรงหน้า มันมองไปยังนักรบที่กำลังล้มตายจากการต่อสู้หยางหลี่หยางรีบกัดริมฝีปากของตัวเอง ให้เลือดไหลอยู่มุมปากเป็นทางยาว จากนั้นมันหลับตาปี๋แกล้งเป็นคนตาย
ดูเหมือนวิธีนี้จะได้ผล สายตาไม่ต้องมองสิ่งใด สองหูรับฟังจากเสียงที่ได้ยิน เสียงกระทบกันของอาวุธ เสียงลั่นหักของกระดูกและเสียงร้องโหยหวนในวาระสุดท้ายของชีวิต
เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม หยางหลี่หยางไม่กล้าเปิดตาขึ้นมามองแม้แต่น้อย ในใจได้แต่ขออย่าให้ถูกจับได้ เสียงของการต่อสู้รอบตัวค่อยๆเบาลงและกลายเป็นหยุดนิ่ง“ดูเหมือนว่าจะมีผู้ชนะแล้วสินะ” หยางหลี่หยางค่อยๆหรี่ตามองอย่างระมัดระวัง
ภายในมโนสายตาของหยางหลี่หยางปรากฏภาพของ หญิงสาวในชุดเกราะสีแดง แม้ใบหน้าขาวเนียนจะถูกแต่งแต้มด้วยโลหิตของศัตรู แต่ไม่ได้ลดทอนความงดงามของหญิงนางนี้เลย เมื่อเลื่อนสายตามองไปที่ร่างสูง สิ่งที่ดึงดูดเป็นอันดับแรกคือหน้าอกที่เต่งตึงราวกับภูเขาขนาดย่อม แม้อยู่ภายใต้ชุดเกราะก็ยังมองเห็นได้เด่นชัด เอวของหญิงนางนี้เล็กคอดไม่เหมือนนักรบคล้ายนางรำมากกว่า แต่พอสายตาหยุดอยู่ที่ดาบยาวอาบเลือดในมือนางแล้ว สัญชาตญาณของหลี่หยางกล้าฟันธงเลยว่า ผู้หญิงคนนี้คือตัวอันตรายห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด!!!
หยางหลี่หยางเห็นหญิงสาวผู้นี้เดินเข้ามาใกล้ มันรีบหลับตาเพราะกลัวว่าแผนแกล้งตายจะถูกจับได้ แต่ด้วยความสงสัยไม่วายให้มันหรี่สายมองอีกครั้ง ในคราวนี้หญิงสาวอยู่ใกล้มันเพียงคืบ สิ่งที่เห็นจึงเป็นสัดส่วนด้านล่าง
ภายใต้ชุดเกราะที่แตกหักจากการต่อสู้เผยให้เห็นต้นขาขาวยาวและเส้นโค้งของสะโพกกลมโต เห็นเช่นนั้นมันรีบหลับตาลงอีกครั้ง สองหูจับใจความการสนทนาได้ว่าทหารเกราะแดงเหล่านี้เป็นคนแผ่นดินเหยี่ยชิง(แสงจันทรา) และฝ่ายของทหารในชุดเกราะดำคือชนเผ่าไร้อารยะที่คอยสร้างความไม่สงบในพื้นที่ตอนเหนือ เวลานี้ดูเหมือนว่า ทหารของแผ่นดินเหยี่ยชิงจะสามารถเอาชนะได้และกำลังจะยกทัพกลับ
หยางหลี่หยางเป่าปากเบาๆ ในที่สุดมัจจุราชก็กำลังจะย่างกรายออกไปจากตัวมัน แต่แล้วในขณะที่ทหารของแผ่นดินเหยี่ยชิงกำลังจะถอนทัพกลับไป หนึ่งในพลเดินเท้าพลันร้องตะโกนออกมาสุดเสียง
“นะ...นั้น นั้นคือ หยางหยาง ใช่หรือไม่!!!!”
เมื่อชื่อของหยางหยางถูกเอ่ยขึ้น สายตามองคนอื่นๆมองไปในทิศทางเดียวกัน
“หยางหยาง ไม่ได้หนี แต่เขาอยู่กับพวกเรามาตลอด เขามารบในสมรภูมิเดียวกับเรางั้นรึ??”“ใช่แล้ว หยางหยางไม่ใช่คนขี้ขลาด คำดูถูกพวกนั้นไม่เป็นจริง เขาตายในสนามรบอย่างสมเกียรติ”“ตะ...แต่ว่า ลบคำสบประมาทได้แล้วอย่างไร ตอนนี้หยางหยางไม่ได้อยู่กับพวกเราแล้ว”“ดูจากสายตาแขนและขาหักหมด กระดูกซี่โคร่งแทงทะลุอวัยวะภายในและยังมีเลือดออกที่ปาก เขาคงต่อสู้กับศัตรูจนร่างกายแหลกเหลว หยางหยาง ข้าขอโทษที่ดูถูกเจ้า”“ท่านแม่ทัพ เราจะนำศพของหยางหยางไปด้วยหรือไม่??” “อย่างน้อยๆให้ท่านปู่ลู่จัดการศพให้สมเกียรติและฐานะ แม้ตอนมีชีวิตจะมีชื่อเสียงเหม็นโฉ่ แต่ยังไงเขาก็เป็นนักรบที่ตายในสนามรบ ไม่ได้หนีทัพอย่างที่หลายๆคนประนาม”
ที่ผ่านมาล้วนเป็นน้ำเสียงของบุรุษ แต่ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นน้ำเสียงของสตรี “ชื่อเสียงที่เสียไป ข้าจะช่วยพูดเอง แต่เรื่องการนำศพกลับไป รั้งแต่จะทำให้คนแก่เสียใจมากขึ้น ให้ปู่ลู่ รู้สึกว่าหลานชายของตัวเองหนีไปยังดีกว่ารับรู้ว่าหลานของตัวเองได้ตายไปแล้ว”
ทุกบทสนทนา หยางหลี่หยางได้ยินอย่างครบถ้วน เกิดความสงสัยว่า หยางหยางที่ถูกกล่าวถึงนั้นเป็นใครกันแน่?? มันจึงค่อยหรี่ตาขึ้นแอบมองเหมือนทุกครั้ง แต่ทว่าในครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งอื่นๆ ทันทีที่ดวงตาของหลี่หยางหรี่ขึ้นสายตาของมันจ้องมองประสานสายตากับหญิงสาวที่มันเห็นตอนแรก
หยางหลี่หยางตกใจเป็นอย่างมาก มันรีบหลับตาลงและแกล้งตายต่อไป
“ท่านแม่ทัพ ถ้าเช่นนั้นเราควรทำยังไงกับศพของหยางหยางกัน??”
“ในเมื่อตายแล้ว ก็เอาไปเผาทิ้งเสียเลย” น้ำเสียงของหญิงสาวดังตอบ
หยางหลี่หยางรู้สึกถึงแรงยก ร่างของมันลอยขึ้นจากพื้น หัวใจหล่นวูบทันที “เฮ้ย เฮ้ย!!! พวกเจ้าจะเผาคนที่ชื่อหยางหยางไม่ใช่หรือไง แล้วมายกข้าทำไม ข้าคือหยางหลี่หยาง!!!!”