พระเ้า...เขาคิดถึงลอว์เรนซ์เสียเหลือเกิน ตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาได้แต่ติดต่อกันทางจดหมายไม่กี่ฉบับ แต่ความเข้าใจอันดีระหว่างกันยังคงอยู่อย่างแน่นอน
“เฮนรี่ไปครั้งนี้เอาเอกสารติดตัวไปด้วย” เสียงแรนดอล์ฟกล่าว “เป็แค่หุ้น จํานวนเล็กน้อยของบริษัทเท่านั้นแหละ” สีหน้าของเขาบอกความระมัดระวังในการใช้คําพูด แต่มันทําให้เอลเลียตอยากหัวเราะออกมาอีก
“ถ้าเื่เป็อย่างที่ผมหวังไว้ผมยินดีชดใช้ทุกเซ็นต์ที่ผมติดค้างคุณและการแต่งงานระหว่างลูกชายของคุณกับหลานสาวของผมควรกําหนดขึ้นได้ในเวลาหกเดือน ผมขอสัญญา”
“แรนดอล์ฟ” เอลเลียตพูดยิ้มๆ “การแต่งงานอาจจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ และมันอาจจะแก้หรือไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเราก็ได้ด้วยนะ”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิเพื่อนรัก”
“ผมจําเป็ต้องพูดเพราะจําเป็ต้องได้เงินสองหมื่นปอนด์มาก่อนที่อีดิธกลับมาถึงบ้าน”
“แน่นอน เอลเลียต...แน่นอน”
“แรนดอล์ฟ ผมว่าบางครั้งคุณควรรู้จักปฏิเสธลูกชายเสียบ้างนะ”
แรนดอล์ฟถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้มซึ่งเอลเลียตก็ไม่บีบบังคับเขาต่อไปอีก เขารู้เช่นเดียวกับที่ทุกคนในกรุงลอนดอนรู้ว่าความชั่วร้ายของเฮนรี่ไม่ใช่เื่เล่นๆ อีกต่อไป คนอย่างเฮนรี่น่าจะกล่าวได้ว่ามีสันดานชั่วร้ายติดตัวมาแต่กำเนิดเสียด้วยซ้ำ แม้กระทั่งทุกวันนี้ยังไม่มีสิ่งใดสามารถเปลี่ยนแปลงให้เขากลายเป็คนดีขึ้นมาได้ และแรนดอล์ฟรักลูกชายมากเกินไปจนเป็เื่น่าสมเพช เอลเลียตยอมรับว่าเขารู้สึกเวทนาพ่อแบบแรนดอล์ฟมาก
หลังจากนั้นแรนดอล์ฟยังกล่าวย้ำคํามั่นสัญญาซ้ำซากว่าเขาจะต้องได้รับเงินสองหมื่นปอนด์คืนอย่างแน่นอนอยู่นั่นเอง แต่เอลเลียตไม่สนใจฟังอีกต่อไป เขากําลังจับตามองดูหนุ่มสาวที่เต้นรํากันอยู่ข้างล่าง เห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนกําลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างอยู่กับจูลี่สาวน้อยเงินล้าน เพียงแต่เอลเลียตไม่อาจเข้าใจความรู้สึกที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของสาวน้อยได้เท่านั้น
ผู้หญิงบางคนเวลายิ้มจึงจะสวยและบางคนดูสวยยามร้องไห้ แต่สําหรับจูลี่ความงามของเธอจะฉายออกมาให้เป็ประจักษ์ต่อเมื่อเธอตกอยู่ในภาวะเคร่งขรึมจริงจังเท่านั้น บางทีอาจเป็เพราะดวงตาของเธอเป็สีน้ำตาลอ่อนหวานเกินไป หรือไม่ก็ริมฝีปากเรียวบางและโหนกแก้มทั้งสองข้างที่ราวกับถูกแกะสลักออกมาจากหินอ่อนที่ไร้ราคีก็เป็ได้ แววแห่งความมาดมั่นและความตั้งใจอันแรงกล้าฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น ในสายตาของจูลี่ อเล็กซ์เป็เพียงคู่เต้นรําของเธอคนหนึ่ง ยังมีผู้ชายอีกนับพันยืนเข้าแถวรอโอกาสพาเธอลอยล่องไปตามพื้นห้องปูไว้ด้วยหินอ่อนตามท่วงทํานองของดนตรี
เพลงที่เธอกับอเล็กซ์กำลังเต้นรำอยู่ด้วยกันในตอนนี้มีชื่อว่า ‘มอร์นิ่งเปเปอร์สวอลซ’ เป็เพลงที่จูลี่ชอบมาก มันเตือนใจให้รำลึกนึกถึงครั้งหนึ่งที่เธอเคยเต้นรำเพลงนี้กับพ่อ ตอนนั้นเป็ตอนที่พ่อเพิ่งซื้อเครื่องเล่นจานเสียงมาใหม่ๆ สองพ่อลูกเต้นรํากันไปทั่วบ้านจนเมื่อแสงแรกของยามอรุณฉายจับขอบฟ้าลอว์เรนซ์จึงบอกกับลูกสาว
“พอเถอะลูก...พอได้แล้ว”
บัดนี้เสียงเพลงที่กำลังได้ยินสร้างความรู้สึกสร้อยเศร้าให้บังเกิด อเล็กซ์พยายามพูดอะไรบางอย่างตลอดเวลา พยายามหาทางบอกให้เธอรู้ว่าเขารักเธอเหลือเกิน คําพูดที่เขากล่าวอยู่ตลอดเวลาสร้างความประหวั่นให้เกิดขึ้นกับจูลี่ไม่น้อยและเธอยังกลัวด้วยว่าวาจาที่กําลังจะกล่าวออกไปอาจห้วนห้าวหรือชาเย็นจนเขาทนฟังไม่ได้
“และถ้าคุณอยากอยู่ในอียิปต์” เสียงอเล็กซ์พร่ำอยู่ข้างหู “อยากไปขุดหามัมมี่กับพ่อของคุณเราจะเดินทางไปอียิปต์กัน ทันทีที่แต่งงานเสร็จเราจะออกเดินทางตรงดิ่งไปที่นั่นเลย และถ้าคุณอยากเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสิทธิอะไรก็ตามผมยินดีเดินร่วมกับคุณด้วย”
“ฉันรู้ค่ะ” จูลี่ตอบ “ฉันรู้ว่าคุณมีความตั้งใจดีกับทุกคําพูดที่กล่าวออกมา แต่อเล็กซ์คะ เวลานี้ฉันยังไม่พร้อมจริงๆ ฉันยังแต่งงานกับคุณไม่ได้หรอก”
เธอไม่อยากเห็นเขาสร้างความหวังทั้งที่ไม่มีหวัง ไม่อยากเห็นเขาต้องเจ็บช้ำขมขื่น ถ้าเพียงแต่อเล็กซ์เป็คนเ้าเล่ห์เพทุบายหรือฉลาดแกมโกงอย่างผู้ชายคนอื่นๆ เขาเป็กันแล้วละก็เธอคงไม่รู้สึกอะไรเลย
แต่อเล็กซ์ในวัยยี่สิบห้ารูปร่างสูงสง่าหน้าตาคมสันมีเรือนผมสีน้ำตาลและเป็คนเข้มแข็งกลับเป็ชายหนุ่มที่ซื่อสัตย์และบริสุทธิ์ใจอย่างที่เธอไม่อาจหาชายใดมาเปรียบได้
“คุณจะเอาภรรยาหัวรุนแรงไปทําอะไรล่ะคะ คุณชอบหรือคะที่ฉันจะไปะโเยิ้วๆ อยู่กลางถนนแบบนั้น” จูลี่เอ่ยถามขึ้น “หรือแม้แต่จะเป็ภรรยาที่เป็นักสำรวจก็เถอะ คุณรู้ว่าฉันเป็นักโบราณคดี รู้ดีว่าฉันเป็คนที่มีความสามารถทางด้านการสํารวจ ฉันยอมรับนะคะว่าตอนนี้อยากไปอยู่เคียงข้างคุณพ่อในอียิปต์จังเลย”
“สุดที่รัก ถึงยังไงเราก็ต้องไปที่นั่นแน่ ขอแต่เพียงให้คุณแต่งงานกับผมเสียก่อนเท่านั้น”
เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ทําท่าเหมือนจะจุมพิต จูลี่รีบเบี่ยงตัวออกห่างทันที อาจเป็เพราะท่วงทํานองเพลงนี้กระมังทําให้จูลี่เผลอไผลไปคิดว่าตัวเองกําลังตกหลุมรักอย่างแท้จริง
“ผมต้องทํายังไงนะจูลี่ถึงจะเอาชนะใจคุณได้” เขากระซิบถามข้างหู “จะให้ผมเคลื่อนพีระมิดเข้ามาไว้ในลอนดอนหรือไง?”
“อเล็กซ์คะ ที่จริงคุณชนะใจฉันมาตั้งนานแล้ว” เธอตอบยิ้มๆ แต่ทว่าความรู้สึกยังเตือนตัวเองอยู่ว่าเธอกำลังกล่าวเท็จกับเขา “แต่มีความจริงง่ายๆ อยู่เพียงประการเดียวเท่านั้นคือฉันยังไม่อยากแต่งงาน และถ้าจะต้องแต่งไม่ใช่ตอนนี้” ...บางทีเธออาจจะไม่แต่งเลยจนชั่วชีวิต
เขาไม่รู้จะตอบโต้คําพูดของเธออย่างไร เพราะจูลี่พูดออกมาตรงประเด็นอย่างที่เขาไม่อาจโต้แย้งได้ เมื่อเขาก้มลงยิ้มให้จูลี่ว่าเขาทําไปตามมรรยาทสุภาพบุรุษเท่านั้น ลึกลงไปในใจเธอกําลังสร้างความเจ็บช้ำให้เขาอย่างแสนสาหัส ความรู้สึกในสีหน้าของอเล็กซ์ยามนี้ทําให้จูลี่เห็นใจเขาไม่น้อยเลย
“อีกไม่กี่เดือนพ่อจะกลับมาแล้วละอเล็กซ์ เอาไว้ให้พ่อกลับมาเสียก่อนแล้วเราค่อยพูดเื่นี้กันใหม่ ไม่ว่าจะเป็เื่การแต่งงาน เื่อนาคต เื่สิทธิสตรี หรือเื่อะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ถึงยังไงนะคะอเล็กซ์ฉันมีความรู้สึกว่าคุณควรให้ความสนใจกับผู้หญิงที่มีความเป็ผู้หญิงมากกว่านั้น เพราะคนอย่างฉันอาจจะทําให้คุณหัวหงอกั้แ่ปีแรกที่เราแต่งงานกันเสียด้วยซ้ำ และอาจจะทําให้คุณต้องวิ่งโร่ไปหาเมียน้อยอย่างที่ผู้ชายสมัยเก่าเขานิยมทำกันก็ได้”
“คุณนี่พูดจาน่ากลัวจริงๆ” อเล็กซ์ยิ้มอย่างเอ็นดู “แต่ผมชอบเื่น่าใอย่างนี้”
“คุณชอบเื่ตื่นเต้นจริงๆ หรือคะอเล็กซ์?”
ทันใดนั้นเขาโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตเธอ สองหนุ่มสาวหยุดยืนอยู่กลางฟลอร์โดยมีคู่เต้นรำอื่นๆ เต้นล้อมวงอยู่รอบๆ เขาจุมพิตเธออย่างดื่มด่ำและจูลี่สนองรับด้วยความเต็มใจ เธอเชื่อว่าบางทีการพบกันครึ่งทางคงช่วยให้อเล็กซ์คลายใจลงได้บ้าง
ไม่ใช่เื่แปลกอะไรที่คนอื่นๆ หันมามองเขาและเธอเป็ตาเดียว ไม่แปลกเลยที่มือของเขาสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกภายในอันรุนแรง ความสําคัญอยู่ตรงที่ว่าแม้เธอรักเขาจนหมดหัวใจมันยังไม่เพียงพอสําหรับความรู้สึกของอเล็กซ์อยู่นั่นเอง
ขณะนี้อากาศกําลังเย็นสบาย สรรพเสียงต่างๆ ดังอยู่ข้างนอก ...เสียงรถ เสียงร้องของลา และเสียงหัวเราะแหลมเล็กของผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งผู้อุตส่าห์เดินทางจากไคโรมาถึงที่นี่ในทันทีที่ได้ยินข่าว
ลอว์เรนซ์กับซาเมียร์นั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ แผ่นกระดาษปาปิรัสคลี่อยู่ตรงหน้า เขารีบจดบันทึกข้อความที่แปลออกมาจากกระดาษแผ่นนั้นลงในสมุดบันทึกเล่มพิเศษอย่างรวดเร็ว
บ่อยครั้งที่เขาเหลียวไปมองมัมมี่ของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่...รามเสสผู้เป็ะ...ความคิดดังกล่าวสว่างวาบขึ้นในสมองของลอว์เรนซ์ เขารู้ว่าตัวเองสามารถนั่งอยู่ภายในคูหาประหลาดแห่งนี้ได้จนถึงรุ่งเช้า
“แต่ผมว่านี่มันเป็เื่ตลกนะ” ซาเมียร์ยังยืนยันความคิดเดิม “เป็ไปได้ยังไงที่ฟาโรห์รามเสสผู้ยิ่งใหญ่พิทักษ์พระราชวงศ์แห่งอียิปต์มาเป็เวลาถึงหนึ่งพันปีแล้วยังมาเป็คู่รักของพระนางคลีโอพัตราอีกด้วย?”
“อา นั่นล่ะคือเหตุผลอันยอดเยี่ยมที่สุด” ลอว์เรนซ์ตอบ เขาวางปากกาในมือลงครู่หนึ่งมองดูกระดาษแผ่นใหญ่ที่กางอยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกปวดร้าวกระบอกตาไม่น้อย “ถ้าจะมีผู้หญิงคนไหนสักคนสามารถทําให้ชายผู้ะคนนี้สามารถขังตัวเองไว้ในความมืดได้แล้วละก็ คลีโอพัตรานั่นละไม่ผิดหรอก”
เขามองดูรูปสลักหินอ่อนครึ่งตัวที่อยู่ตรงหน้าก่อนยกมือขึ้นลูบตรงแก้มอย่างรักใคร่ ใช่...ลอว์เรนซ์ยินดีและเต็มใจเชื่อเื่นี้ คลีโอพัตรา...นางผู้เป็ที่รักของจูเลียส ซีซาร์และเป็ที่รักยิ่งของมาร์ค แอนโทนี่ในเวลาเดียวกัน นางผู้สามารถยับยั้งการรุกรานของชาวโรมันไว้ได้นานเกินกว่าที่ใครจะนึกฝันถึงความเป็ไปได้ คลีโอพัตรา...นางผู้เป็จักรพรรดินีองค์สุดท้ายแห่งโลกในยุคโบราณของอียิปต์ แต่เื่ราวอันเป็ประวัติศาสตร์แต่หนหลังนี้...ลอว์เรนซ์คิดว่าเขาควรตั้งหน้าตั้งตาแปลข้อความต่อไปก่อนดีกว่า