พอเสร็จสิ้นการถ่ายทำ นัชก็ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าส่วนฉันทำได้เพียงนั่งรออยู่ด้านนอก ความรู้สึกอึดอัดยังคงมีอยู่เมื่อนายดินกับแฟนสาวเ้านั้นยังคงนั่งอยู่ไม่ไกลจากฉันมาก ฉันพยายามเบือนหน้าหนีแต่ทุกครั้งที่เหลือบไปมองทีไร ก็ต้องเห็นนายดินจ้องมาที่ฉันตลอด
“เมื่อไหร่จะเลิกมองฉันสักทีไม่กลัวเมียหึงบ้างหรือไง”
นัชแต่งตัวเสร็จก็เดินมาหาฉัน เขาจูงมือฉันเดินไปที่รถอย่างตั้งใจ จริงๆแล้ว ฉันก็พอมองออกว่าเขาทำแบบนั้นทำไม เพราะมีสายตาคู่หนึ่งมองตรงมาที่ฉันอย่างไม่ยอมกะพริบนายดินยืนนิ่งอยู่ที่เดิมมองตามเราไปโดยไม่คิดจะหลบสายตาหรือแคร์เลยสักนิดว่าใครจะมองมาบ้างและแน่นอนว่าหนิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ย่อมสังเกตเห็นสายตานั้นได้ไม่ยากนัก
“หึงงั้นเหรอ? หรือว่าหวง” หนิงถามขึ้นทันที
“พูดอะไรของพี่เนี่ย”
“จะไม่เล่าจริงๆ เหรอ แต่ก็พอเดาได้แหละนะ ชอบกันใช่มั้ยกับสาวข้างห้องนั่นน่ะ”
นายดินเลือกที่จะเงียบไม่ยอมปริปากตอบคำถามใด ๆ แต่สำหรับคนใกล้ชิดความเงียบงันแบบนั้นมันก็คือการยอมรับกลาย ๆ หนิงแสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าเธอก้าวเท้าเดินขึ้นห้องพักทันทีด้วยความหงุดหงิดที่ชายหนุ่มเอาแต่ปิดบัง
“พี่...อย่าทำแบบนี้สิ” นายดินรีบตามง้อ
“ทำอะไรงั้นเหรอ?”
“ก็โกรธอยู่ไม่ใช่เหรอนี่แหละที่ผมไม่อยากบอกั้แ่แรก”
“ชอบกันั้แ่เมื่อไหร่ ลึกซึ้งกันแค่ไหนเคยนอนด้วยกันรึเปล่า?”
“มันมีอะไรหลายอย่างที่เราเหมือนกัน อกหักเหมือนกัน รักของ ของคนอื่นเหมือนกันแล้วก็ไม่มีใครเหมือนกัน มันเลยทำให้เราถูกดูดเข้าหากันง่ายๆ แต่เขาไม่ได้ชอบผมพี่ก็เห็น..เขายังควงผู้ชายคนอื่นต่อหน้าผมอยู่เลย”
“งั้นเหรอ?...นั่นเพราะนายควงผู้หญิงให้เขาเห็นก่อนรึเปล่า...และถ้าไม่ชอบทำไมต้องย้ายออกไป”
คำพูดนั้นทำให้ดินชะงักไปราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้นั่นสิ... ถ้าไม่ได้รู้สึกอะไร ทำไมชาถึงต้องรีบย้ายออกไปความคิดนั้นทิ่มแทงใจให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาทันที
ในขณะเดียวกัน หนิงก็เพิ่งมารู้ตัวว่าเธอกำลังทำพลาดมหันต์คำพูดเมื่อครู่เปรียบเสมือนการส่งอาวุธให้ศัตรูเพราะมันทำให้ดินตระหนักได้ว่าชาก็มีใจให้เขาเช่นกัน เมื่อสถานการณ์พลิกผันหนิงจึงรีบเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยเกรี้ยวกราดให้กลับมาเยือกเย็นแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นลง
“เอาเถอะถ้าไม่เคยคบกันจริงจัง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่โตหรอก อีกอย่างเธอก็มีหนุ่มหล่อโปรไฟล์ดีคอยตามติดอยู่ข้างกายแล้วคงไม่เจ็บช้ำน้ำใจอะไรมากหรอกมั้ง”
“นัชนั่นน่ะไม่ได้ชอบชาจริง ๆ หรอก ยังไงก็แค่หวังจะฟันเธอเท่านั้นแหละ”
“ดิน...ถามจริงๆนะ...นายชอบใช่ม่ะ”
สิ้นคำถามนั้นดินก็กลับมาปิดปากเงียบสนิทอีกครั้ง ความนิ่งของเขาทำเอาหนิงโมโหขึ้นมาอีกรอบ ทุกครั้งที่ถามเื่นี้ทีไรถ้าไม่บ่ายเบี่ยงก็แก้ตัว
“พูดว่าไม่..มันยากนักเหรอดิน”
สำหรับดิน..เขาไม่สามารถตอบว่าไม่ชอบชาได้เพราะลึกๆ แล้ว เขารู้ตัวดีว่าเขาคิดยังไง แต่สำหรับหนิงการเงียบไม่ตอบมันยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาคลุมเครือไม่ชัดเจน เธอตัดสินใจคว้ากระเป๋าเดินทางแล้วเริ่มเก็บเสื้อผ้าทันที
“พี่...เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งใช้อารมณ์สิ”
“ฉันจะไปอยู่บ้านเพื่อนสักสองสามวันให้เวลานายได้ทบทวนตัวเองดูให้ดีว่าตกลงแล้วนาย้าใครกันแน่และหัวใจนายอยู่กับใคร ฉันไม่อยากทนอยู่ตรงนี้ในขณะที่ใจนายยังพะว้าพะวังถึงคนอื่น”
หนิงก็เดินจากไป ทิ้งให้ดินจมอยู่กับความเงียบงันในห้องเพียงลำพังเพื่อปล่อยให้เขาได้คิดทบทวนอย่างจริงจังว่าใครกันแน่คือคนที่เขา้า
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
ฉันกับนัชแวะกินข้าวกันก่อนจะกลับบ้าน ฉันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ไม่น้อยเมื่อมองสภาพการณ์แต่งตัวของตัวเองที่ดูไม่ค่อยเข้ากันกับร้านอาหารหรูหราตรงหน้าเลยสักนิดไม่อยากแม้แต่จะก้าวเท้าเข้าไปข้างในแต่เพราะความหิวของอีกฝ่ายทำให้ฉันต้องจำยอมเดินตามเข้าไป ร้านอาหารญี่ปุ่นบรรยากาศดีแต่ราคาต่อจานแพงหูฉี่ แน่นอนว่ามื้อนี้นัชเป็คนจ่ายให้อีกตามเคยลำพังเงินในกระเป๋าฉันคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าอาหารมื้อละหลายพันแบบนี้หรอก
ระหว่างที่กำลังนั่งรออาหาร จู่ ๆก็มีเสียงทักทายดังขึ้นมาจากโต๊ะข้าง ๆ หัวใจฉันกระตุกวูบด้วยความตื่นตระหนกเริ่มคิดวนไปวนมาว่าควรทำตัวอย่างไรดี หากตกเป็ข่าวขึ้นมาคงเป็เื่ใหญ่แน่ ๆฉันไม่อยากตกเป็เป้าโจมตีของบรรดาแฟนคลับสายฮาร์ดคอร์พวกนั้นหรอกนะ
“พี่นัชมากินข้าวเหรอคะ”
เสียงแฟนคลับสาวกลุ่มหนึ่งเอ่ยทักด้วยความตื่นเต้น
“ครับ” นัชส่งยิ้มกระชากใจให้ตามระเบียบ
“อยากขอถ่ายรูปด้วยจังเลยค่ะ กวนเวลาส่วนตัวรึเปล่าคะ”
“ขอทานมื้อนี้ให้เสร็จก่อนได้ไหมครับเดี๋ยวออกไปเจอกันหน้าร้านนะ ให้เวลาผมสักสิบห้านาทีนะครับ”
พวกเธอพยักหน้ารับโดยแทบไม่ได้ชายตามองฉันเลยด้วยซ้ำไม่มีการไถ่ถามหรือสนใจเลยว่าฉันเป็ใครคงคิดว่าฉันเป็แค่ผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่เหมือนเคยสินะก่อนหน้านี้ก็เจอสถานการณ์แบบนี้มาแล้วคงไม่ต่างอะไรกับครั้งก่อนที่ต้องคอยบริการถ่ายรูปให้พวกหล่อนจนหนำใจ
หลังจากเคลียร์กับแฟนคลับเสร็จ นัชก็ขับรถพาฉันกลับมาส่งที่บ้านเวลาล่วงเลยมาจนเกือบสามทุ่ม เขาเลี้ยวรถเข้ามาจอดในบ้านแล้วเดินดุ่ม ๆเข้ามาข้างในอย่างกับว่าที่นี่คือบ้านของตัวเอง บรรยากาศคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าอะไรมาถึงก็ตรงดิ่งเข้าห้องน้ำ เปิดตู้เย็นหาเครื่องดื่มก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเอกเขนกดูทีวีบนโซฟาอย่างสบายใจ แล้วภาพนายดินก็ผุดขึ้นมาในหัวฉันอีกครั้งฉันต้องรีบส่ายหัวไม่ให้คิดถึง ป่านนี้แล้ว ยังจะไปนึกถึงคนพรรค์นั้นทำไม
ฉันเดินตามเข้าไปเงียบๆ แล้วนั่งลงข้างๆ นัช สักพักเขาก็หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ฉัน
“ที่เคยบอกไว้ว่าจะให้หัดขับรถน่ะ เอานี่...กุญแจรถ”
“รถ...ใครเหรอ?” ฉันถามด้วยความงง
“ก็ถือว่าเป็รถประจำตำแหน่งของเธอแล้วกันนะหาเวลาว่างไปลงเรียนขับรถซะ จะได้รีบไปสอบใบขับขี่ให้เรียบร้อยส่วนรถเดี๋ยวฉันจะให้ลุงตู่ขับเอามาจอดทิ้งไว้ที่บ้านนี้แหละขับคล่องเมื่อไหร่ค่อยใช้งานจริง เพราะบางวันฉันอาจจะไม่มีเวลาแวะไปรับไปส่ง”
ฉันรับพวงกุญแจนั้นมาถือไว้ด้วยความรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผลจะให้เขาคอยเทียวรับเทียวส่งอยู่ทุกวันก็คงไม่ไหวหรือจะให้รถตู้กองถ่ายมารับตลอดเวลาก็ดูจะไม่สะดวกบางทีการมีรถขับเองอาจจะช่วยให้ชีวิตฉันคล่องตัวขึ้นก็ได้
ทันใดนั้นเอง จู่ๆ นัชก็พลิกสถานการณ์โดยการพุ่งเข้าจู่โจมฉันอย่างไม่ทันตั้งตัวเขาดึงตัวฉันให้นอนราบลงไปกับโซฟาแล้วเริ่มบรรจงจูบลงมาทันที ฉันไม่ได้ขัดขืนอะไรปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามอารมณ์เพราะเราเคยผ่านจุดนี้กันมาครั้งหนึ่งแล้วฉันจูบตอบเขากลับไปด้วยซ้ำแต่ครั้งนี้มันไม่ได้จบลงด้วยบทรักเร่าร้อนยาวนานเหมือนอย่างเคยเราพลอดรักกันพอประมาณ กอดจูบลูบไล้เล็กน้อย ก่อนนัชจะขอตัวกลับบ้านเพราะพรุ่งนี้มีคิวงานแต่เช้า
“เอาไว้จะชดเชยให้วันหลังนะ”เขากระซิบเบา ๆ
“อืม...” ฉันตอบกลับสั้นๆ แต่มือยังคงกอดเขาไว้แน่น
“งั้นเจอกันที่งานเลยแล้วกันนะพรุ่งนี้คงให้ลุงตู่แวะมารับไม่ได้ เพราะเขาต้องไปส่งนัช ไปเองได้ใช่มั้ย”
“อืม...”
ฉันพยักหน้าตอบรับก่อนค่อยๆคลายมือออกให้เขากลับไป แถมจุ๊บไปหนึ่งครั้งก่อนจะปล่อยให้เขาออกจากบ้านพอกลับมานั่งลงบนโซฟา ก็ได้แต่เอามือปิดหน้าด้วยความอาย
“แรดไม่เบาเลยนะาาวดี”
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*