หลังจากที่เื่ราวต่างๆได้คลี่คลายใน่กลางวันอันยาวนาน
ในที่สุดหลัวหยางก็ได้ออกเดินทางต่ออีกครั้งโดยไร้สิ่งใดรั้งรอ เส้นทางที่ทอดยาวตรงหน้าชุ่มชื้นไปด้วยหมอกจางของยามเย็น
ยิ่งเดินลึกเข้าไปตามแนวสันเขาเบื้องหน้า เมืองจงหนานก็ยิ่งใกล้เข้ามาทุกที
กลิ่นอายของมนุษย์และกลิ่นของพลังปราณที่เบาบางในอากาศบ่งบอกถึงอาณาเขตเมืองใหญ่อันเป็ศูนย์รวมของผู้คนมากมาย
ทว่าก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ย่างก้าวถึงเป้าหมายที่หมายมั่นนั้น ท้องฟ้าที่เคยเปิดโล่งกลับเริ่มมืดครึ้มลงอย่างเงียบงัน แสงสีทองของตะวันลับขอบฟ้าไปอย่างช้าๆ เหลือทิ้งไว้เพียงความมืดและความเยียบเย็นของยามค่ำคืนที่เริ่มคลี่คลุมทั่วบริเวณ
เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่ควรเดินทางในยามวิกาล
หลัวหยางจึงเลือกที่จะหยุดพักใกล้เชิงเขาแห่งหนึ่งที่มีแอ่งน้ำและพื้นที่โล่งพอให้ก่อไฟได้โดยไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย
เขาหยิบธนูที่ทำขึ้นจากด้านหลัง ล่ากระต่ายป่าตัวเล็กที่พลัดหลงจากฝูงได้หนึ่งตัวอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นจึงจัดการชำแหละเนื้ออย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ ใช้เปลือกไม้รองรองเนื้อไว้และปักไม้เสียบพร้อมตั้งบนกองไฟที่เพิ่งจุดขึ้นด้วยก้อนหินประกายเหล็ก เสียงไฟแตกสะท้อนอยู่ในบรรยากาศเงียบงัน ลมกลางคืนเริ่มพัดมาพาให้เปลวไฟไหวระริก
สะท้อนเงาร่างของหลัวหยางบนพื้นดินเป็เงาทอดยาว
หลัวหยางจัดการกินทั้งหมด ก่อนจะเช็ดมือกับผ้าขาวบางแล้วหันกลับมานั่งขัดสมาธิด้านหน้ากองไฟ
เขาไม่ได้เริ่มการบำเพ็ญเพียรในทันที หากค่อยๆล้วงเอาสิ่งของสองชิ้นจากถุงผ้าข้างเอวออกมาวางบนตัก
หนึ่งคือตั้วเงินที่มีมูลค่า อีกหนึ่งคือมีดสั้นสีดำสนิทที่ได้มาจากศพของวายร้ายที่เพิ่งสังหารไปเมื่อ่กลางวัน
“เอาละ.. ก่อนอื่นต้องใช้เจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล ตรวจสอบความทรงจำและประสบการณ์ทั้งหมดของเ้าผู้นั้นเสียก่อน!”
จากนั้นหลัวหยางก็กำมีดสั้นไว้ในมือขวาอย่างแน่น ภาพสะท้อนบางอย่างพลันะเิออกมาจากใบมีด ดั่งคลื่นน้ำสีดำที่ไหลทะลักออกจากหุบเหว ภาพเหตุการณ์มากมายหลั่งไหลเข้าสู่จิตสำนึกของเขาโดยไม่ทันให้เตรียมตัว
ภาพเ่าั้ไม่ใช่เพียงแค่ความทรงจำธรรมดา แต่มันคือบันทึกแห่งิญญาของผู้ถือมีดคนก่อน การกระทำของเขาทั้งหมด ความรู้สึก ข้อมูล ความแค้น ความสะใจ และเสียงกรีดร้องของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ได้ไหลผ่านเข้ามาอย่างไม่มีการปิดกั้น
หมู่บ้านหนึ่งถูกเผาไหม้ เด็กหญิงตัวเล็กๆในชุดเปื้อนเืกำลังร้องไห้ก่อนจะถูกสังหารโดยไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำขอชีวิต ทารกในเปลถูกราดด้วยน้ำมันแล้วโยนเข้าไปในกองเพลิง ปุถุชนชายหญิงในหมู่บ้านหลายแห่งถูกสังหารอย่างไม่เหลือชีวิต
วายร้ายผู้นี้คือสัตว์นรกในคราบมนุษย์ และในระหว่างที่หลัวหยางกำลังรับรู้ภาพทั้งหมดนั้น
ดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็สีดำสนิทไร้แววแสง สะท้อนความโกรธเกรี้ยวและรังเกียจอย่างสุดขีด จิตใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามว่าเหตุใดโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ควรดำรงไว้ซึ่งธรรมะและจริยธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ถึงได้มีปีศาจเช่นนี้หลุดรอดออกมาได้
ฆาตกรถือมีดสั้นสีดำผู้นี้ต่อให้จะมีพลังระดับเปิดห้วงจิติญญา แต่กลับเลือกที่จะไม่ท้าทายผู้มีพลังใกล้เคียง กลับลงมือต่อผู้ที่ไร้พลัง ไม่มีทางสู้ และไม่มีความเข้าใจในวิถีแห่งพลัง จิตใจของมันปราศจากความละอาย
รอยยิ้มในภาพแห่งความทรงจำ ยิ่งตอกย้ำว่ามันคือคนบ้าเืที่หลงใหลในเสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวโลหิต
มันกวาดล้างหมู่บ้านไม่ต่ำกว่าสี่แห่ง แต่ละแห่งถูกทำลายย่อยยับ
บางหมู่บ้านมีร่องรอยการต่อสู้กับศิษย์จากสำนักใหญ่ เขาถูกล้อมโจมตีแต่ยังสามารถหลบหนีออกมาได้ และในท้ายที่สุด หลังจากที่าเ็สาหัสจากการปะทะ มันก็หลบซ่อนเข้ามาในส่วนลึกของป่า ก่อนจะถูกหลัวหยางสังหารลงโดยไม่ได้ตั้งใจในตอนแรก
หลัวหยางค่อยๆคลายมือออกจากด้ามมีดแล้วถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น
“วายร้าย.. มันคือวายร้ายที่สมควรถูกสังหารจริงๆ!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่มิอาจซ่อนไว้ได้
การที่บุคคลผู้หนึ่งจะฝ่าด่านอุปสรรคมาจนถึงระดับเปิดห้วงจิติญญานั้นมิใช่เื่ง่าย ต้องอาศัยทั้งพร์ ความพยายาม และวาสนา
ทว่าเมื่อได้รับพลังแล้วกลับนำมันไปใช้ในทางที่ชั่วช้าเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างจากการเผาแสงดาวเพียงเพื่อจุดไฟในหลุมศพของตนเอง
การสังหารปุถุชนผู้บริสุทธิ์ถือเป็ข้อห้ามสูงสุดในหมู่นักบำเพ็ญเพียร เพราะมันคือการละเมิดความสมดุลแห่งโลก ไม่ว่าจะเป็ตัวเอก วายร้าย หรือตัวประกอบ หากยังยึดถือในวิถีแห่งผู้ฝึกฝน ไม่มีผู้ใดจะเหยียบย่ำชีวิตของปุถุชนอย่างเหยียดหยามได้โดยไม่มีผลสะท้อนกลับ
ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความชิงชัง หลัวหยางจึงสะบัดมือขวาอย่างรวดเร็ว
มีดสั้นสีดำลอยละลิ่วพุ่งตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ข้างกองไฟ มันปักลงกลางลำต้นด้วยเสียงดังฉึก ใบมีดสั่นสะท้านเบาๆก่อนจะหยุดนิ่ง
ซึ่งระบบสังหารโชคชะตาก็ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงอันเงียบสงัด
【นี่แหละคือโลกแห่งความเป็จริงหลัวหยาง ไม่มีใครเล่นตามกติกาหรือก้าวเดินไปเหมือนหมากบนกระดาน】
【ความคิดและการกระทำทั้งหมด ต่อให้จะเป็โชคชะตาก็ไม่อาจมาตัดสินคนเล่าได้】
【ข้าเองก็เช่นเดียวกัน ขอเพียงแค่เ้าอย่าไปยุ่งเกี่ยวหรือลงมือกับปุถุชนคนธรรมดา แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้ว】
คำนั้นแฝงไว้ด้วยเจตจำนงและความจริงใจในฐานะผู้สังเกตการณ์สูงสุด
【เพราะปุถุชนคนธรรมดาที่อาศัยอยู่ในโลกที่ปลาใหญ่กลืนกินปลาเล็ก พวกเขาที่ไม่มีพลังก็น่าสงสารมากเพียงพอแล้ว ยิ่งถูกสังหารโดยเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร พวกเขาก็แทบจะไร้จุดยืน เป็น้อยยิ่งกว่าพวกตัวประกอบเสียอีก】
【พวกเขามีชะตากรรมที่น่าเวทนา แต่ก็ไม่เห็นต้องโดนกระทำเช่นนี้เลยใช่ไหมละ?】
ประโยคเ่าั้ทำให้หลัวหยางนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ สีหน้าอันสงบก่อนหน้านั้นกลับคลี่ออกเป็รอยยิ้มบางๆ
“หึหึ ท่านอาจารย์ระบบก็เป็คนดีใช่ไหมล่ะ?”
【หะ.. หุบปาก ข้าไม่ใช่ตัวตนที่ดีอะไรทั้งนั้น! รีบบำเพ็ญเพียรของเ้าให้จบไปซะ ไม่งั้นเ้าได้โดนอาจารย์ระบบคนนี้เล่นงานแน่ๆ】
น้ำเสียงของระบบพลันเปลี่ยนไปเป็การปฏิเสธแบบขัดเขินเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน
หลังจากนั้นมันก็เงียบหายไปในทันทีเหมือนเด็กดื้อที่ถูกล้อแล้วไม่อยากพูดต่อ หลัวหยางที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ก็หลุดหัวเราะออกมาอีกครา แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและสบายใจมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ราวกับได้ปลดบางสิ่งในใจออกไปอย่างเงียบๆ
หลังจากหยอกล้อกับระบบได้พอสมควร
หลัวหยางก็สูดลมหายใจลึกแล้วเริ่มต้นเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ เตรียมเข้าสู่สมาธิอย่างเป็ทางการ
ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปอย่างเงียบงัน ดวงตาค่อยๆปิดลงอย่างนุ่มนวล ร่างกายที่เคยตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
และพอเขาเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งอย่างเต็มที่ เขาก็หยิบเอาขวดเล็กๆสีเงินออกมาจากแขนเสื้อ
ขวดนี้คือรางวัลที่เขาได้มาหลังจากสังหารฆาตกรชั่วผู้นั้น มันบรรจุเม็ดยาหลอมกายาสามเม็ด ซึ่งเป็ยาที่ถูกจัดอยู่ในระดับต่ำสุดในหมู่เม็ดยาสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร แต่ใน่ต้นเส้นทางแห่งพลังนั้น
เม็ดยาประเภทนี้ก็ยังมีค่ามากพอ ที่จะผลักดันพลังได้ในระยะสั้นโดยไม่ต้องพึ่งการสั่งสมปราณตามธรรมชาติ
หลัวหยางหยิบเม็ดยาหลอมกายาขึ้นมาทีละเม็ด กลืนกินมันอย่างรวดเร็วโดยไม่มีความลังเล
เม็ดยานั้นแม้จะมีรสขมแต่ก็เปี่ยมไปด้วยปราณบริสุทธิ์ที่กลั่นกรองจากรากสมุนไพรนับสิบชนิด ผ่านกรรมวิธีพิเศษที่ทำให้พลังของมันสามารถซึมซับเข้าสู่จุดตันเถียนและเส้นปราณได้อย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วครู่หนึ่งเท่านั้นหลัวหยางก็รู้สึกได้ว่ากระแสพลังที่แผ่กระจายภายในร่างกายของเขาเริ่มเร่งรัดเส้นลมปราณที่เคยตีบตันให้เปิดออก เส้นลมปราณเ่าั้เปรียบเหมือนแม่น้ำแคบที่ตื้นเขินแต่เมื่อได้รับน้ำจากฝนหลั่งไหล มันก็ขยายตัวและสามารถรับพลังได้มากขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุดปราณทั้งหมดก็หมุนวนหล่อเลี้ยงไปทั่วกายา กลายเป็วงจรสมบูรณ์ที่สว่างไสวภายในจิตใจของเขา
ตลอดทั้งคืนภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านกลุ่มเมฆเบาบาง
เขานั่งอยู่เช่นนั้นโดยไม่ไหวติงใดใด เปลวไฟที่ถูกจุดไว้แต่แรกค่อยๆมอดลง เหลือเพียงควันขาวและกลิ่นไหม้จางๆในอากาศ
แต่ปราณในร่างของหลัวหยางกลับค่อยๆเข้มข้นและมั่นคงยิ่งขึ้น ความรู้สึกเ็ปจากการเปลี่ยนแปลงของเส้นลมปราณค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็ความอิ่มเอิบ และในห้วงจิติญญาของเขาก็เกิดเสียงแตกดังสนั่นราวกับม่านกระจกได้ถูกทลายอย่างฉับพลัน
จุดตันเถียนของเขาเปล่งแสงภายใน ดั่งจุดประกายที่กำลังจุดะเิให้เปลวเพลิงแห่งพลังลุกไหม้ขึ้นอีกระดับ
เมื่อรุ่งเช้าแรกของวันใหม่เริ่มฉายแสงทองอ่อนเหนือขอบฟ้า ร่างของหลัวหยางก็ขยับเล็กน้อย
ตัวของเขาลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่สะท้อนถึงความพึงพอใจในผลลัพธ์ของคืนที่ผ่านมา ยกมือขวาขึ้นแล้วหมัดกำแน่น พลังในร่างของเขาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ระดับหลอมกายาขั้นสองที่เขาเคยอยู่
บัดนี้ได้ถูกผลักขึ้นไปสู่ขั้นที่สามแล้วด้วยพลังของเม็ดยาทั้งสามและความเพียรพยายามในค่ำคืนเดียว
แม้จะเป็เพียงการก้าวะโเล็กๆบนเส้นทางอันยาวไกล
แต่สำหรับผู้ฝึกฝนแล้ว การได้ก้าวข้ามแต่ละขั้นด้วยแรงของตนเองโดยมิพึ่งโชคชะตาหรือสิ่งลวงตาย่อมมีค่ากว่าสิ่งใด
หลัวหยางยืนขึ้นอย่างเงียบเชียบ ปัดฝุ่นที่ปลายเสื้อก่อนจะหันกลับไปมองต้นไม้ที่มีมีดสั้นสีดำปักอยู่
ใบมีดนั้นยังคงนิ่งงันดุจเดิม แต่ในสายตาของเขา มันกลับเป็เพียงเครื่องหมายแห่งบาปที่ไร้คุณค่าแล้ว
“โชคชะตาเหรอ..”
ท่ามกลางลมเช้าที่เย็นสบายและเสียงนกป่าที่ขับขานยามรุ่งอรุณที่สาดส่อง
ชายหนุ่มพึมพำเบาๆก่อนจะหันหลังให้และก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางที่เลือกเองด้วยสองเท้า