“เท่าไหร่ครับ” อี้เฟยเปิดประตูรถเตรียมลงพร้อมกับเอ่ยถามคนขับรถแท็กซี่ หลังจากที่เขาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับที่พักอาศัยของตัวเองเรียบร้อยแล้วจากนั้นเขาก็จัดการโบกรถแท็กซี่เดินทางมาทันที และนั่งมาไม่นานก็ถึงที่หมายอย่างรวดเร็วจนเขาเองก็คิดไม่เช่นกัน จึงทำให้รู้ว่าระหว่างสวนสาธารณะนั่นกับบ้านของเขาห่างกันประมาณราวๆสี่กิโลเมตรกว่าๆตามมาตรฐานการวัดระยะของยุคสมัยนี้
อี้เฟยยิ้มตาหยีให้กับคนขับแท็กซี่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ด่าเขานะ ระยะทางอาจไม่ไกลแต่ว่ากระเป๋าเดินทางหนักขนาดนี้ บ้านอยู่จุดไหน ทางไหนทิศไหนเขาก็ยังไม่ได้ศึกษารู้แน่ชัด จึงได้แต่หวังให้คนขับรถนำทางแม้ว่าอาจจะไม่คุ้มค่ากับการที่รับเขาขึ้นมาเลยก็ตาม... เอ๊ะ หรือว่าจะคุ้มค่ากันนะ
“เอ่อ อ่า ยี่ ครับ เอ่อ ยี่ เอ่อ อ่า 20 หยวนครับ” คนขับแท็กซี่ตอบลูกค้าไปอย่างน้ำเสียงตะกุกตะกัก ใบหน้าของชายวัยฉกรรจ์ขึ้นสีระเรื่อโดยไม่รู้สาเหตุ เขาสาบานได้ว่าเกิดมายังไม่เคยเจอใครหน้าตาดีภาษีเป็เลิศขนาดนี้เลย!
ไม่ต้องพูดถึงระยะทางสั้นๆแค่นี้ คนขับแท็กซี่มักจะไม่ค่อยอยากจะรับผู้โดยสารสักเท่าไหร่เพราะมันน้อยและเสียเวลา แต่สำหรับเขาคนขับแท็กซี่ตลอดเวลาทั้งวันเขาพบเจอแต่อะไรต่ออะไรมากมาย พอได้มองคนหน้าตาดีผู้นี้แล้วมันช่างทำให้รื่นรมย์ใจรื่นรมย์สายตาจริงๆนะ มองแล้วให้สบายใจ ก็ถือว่าคุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้มค่าเสียอีก!
หล่อเหลางามสง่ามาก... ไม่ว่าจะเป็หน้า กิริยาท่าทางต่างๆล้วนสง่าผ่าเผยยิ่งนัก
“นี่ครับ ขอบคุณนะครับ” อี้เฟยมองคนขับแท็กซี่อย่างเข้าใจในความคิดของอีกฝ่าย ก่อนที่จะหยิบธนบัตรยี่สิบหยวนออกจากกระเป๋าเสื้อชั้นในยื่นให้พร้อมกล่าวขอบคุณแล้วลากกระเป๋าลงจากรถ
ก่อนหน้านี้ทำเอาเขาระแวงแทบแย่ ที่แท้ก็เพราะว่าหน้าตาอันหล่อเหลาของเขานี่เอง... หึๆ แน่นอน เขานั้นหน้าตาหล่อเหลางามสง่าเพียงใด หนึ่งในแว่นแคว้นแผ่นดินในใต้หล้าเขาอี้อ๋องเป็หนึ่งไม่มีสอง
“อ่าครับ ขอบคุณที่ใช้บริการครับ”
อี้เฟยกอดห่อผ้าขาวบริสุทธิ์หิมะแนบอกแน่นพลางจูงลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาภายในบริเวณทางเข้าจนมาถึงบริเวณโถงกว้าง เขามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็ช่องสี่เหลี่ยมทำจากโลหะแข็งแรงไม่น้อยเลย
“ลิฟต์!”
{‘ลิฟต์’ คือ จัดเป็ยานพาหนะเครื่องกลชนิดหนึ่งสำหรับนำคน หรือสิ่งของขึ้น-ลงในอาคารสูงๆ เคลื่อนที่ในแนวดิ่งโดยใช้ลวดสลิงห้อยแขวนห้องโดยสาร และใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน}
ใช้พลังงานไฟฟ้าเหมือนกับหลอดไฟฟ้าสินะ... เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไปกดลูกศรชี้ขึ้นด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง เ้าช่องสี่เหลี่ยมที่ทำมาจากโลหะดังกล่าวที่เรียกว่า ‘ลิฟต์’ จึงเปิดออกพร้อมเสียงประจำตัวของมัน อี้เฟยก้าวเข้าไปข้างในแล้วกดเลขชั้นสิบเอ็ดซึ่งเป็ที่หมายของตนทันที สิ่งประดิษฐ์ของลูกหลานยุคสมัยนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ จนเขาไม่รู้ว่าจะชมเชยด้วยคำกล่าวเช่นไรดีนอกจากคำว่า ‘ยอดเยี่ยมมาก!’
ติ้ง!
“ถึงแล้วสินะ” อี้เฟยลากกระเป๋าเดินทางพลางเมียงมองตามหมายเลขที่ติดอยู่หน้าประตูแต่ไม่ต้องไปไกลนัก เพราะห้องของเขาคือหมายเลข 1101 ซึ่งเป็ชั้น 11 ห้อง 01 พอดีเลย ความตื่นเต้นของเขามีไม่น้อยเลยเพราะนี่จะเป็บ้านใหม่ของเขา บ้านที่ไม่ใช่จวนอ๋องไม่ใช่แคว้นของเสด็จพี่ของเขา
เขาหยิบกุญแจบ้านที่มีเตรียมเอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ในกระเป๋าออกมาเปิดประตู
“ว้าว บ้านใหม่ก็ไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่คิดนะ”
อี้เฟยกล่าวพลางก้าวเข้ามาภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมของเขา พื้นห้องโทนสีขาวกระจ่าง การจัดวางต่างๆเป็ไปอย่างราบเรียบแต่สวยงามพอดีพอเหมาะ เขาวางสัมภาระของตนเองแล้วเดินสำรวจที่พักสักหน่อย มีสองห้องนอน สองห้องน้ำ โดยแยกเป็ห้องนอนใหญ่มีห้องแต่งตัวกับห้องน้ำในตัว ห้องนอนเล็กสำหรับแขก มีห้องน้ำเล็กด้านนอก ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องหนังสือ เขาพอใจเป็อย่างมากทีเดียว
ที่นี่เทียมไม่ได้แม้แต่หนึ่งในสิบของจวนอี้อ๋องของอดีตอ๋องอย่างเขาเลย แต่สำหรับการเริ่มต้นใหม่เป็คนธรรมดาก็ถือว่าดีแล้วล่ะ
อี้เฟยนั่งลงบนเก้าอี้ที่เรียกว่า ‘โซฟา’ เบาะนุ่มภายในห้องนั่งเล่นพลางเปิดกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ดูว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง ตาเซียนเฒ่าให้อะไรเขามาบ้างนะ
และสิ่งที่แรกที่เขาเห็นคือซองเอกสารที่ข้างในบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาในฐานะอี้เฟย ที่สำคัญมากมีแค่บัตรประจำตัวประชาชนกับทะเบียนบ้าน สำหรับการยืนยันตนเองและเอกสารอื่นๆไม่กี่อย่างเอง
“ประวัติของอี้เฟย... นี่มัน บัดซบมาก!” เขากวาดสายตาอ่านประวัติคร่าวๆแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยสบถออกมาอย่างตะขิดตะขวงและขุ่นเคืองใจไม่น้อยทีเดียว
‘อี้เฟย’ เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งั้แ่วันแรกที่ได้ลืมตาดูโลกใบนี้ ในคืนอันหนาวเหน็บวันนั้นเสียงร้องจ้าของเด็กทารกเพศชายแผดลั่นดังทั่วบริเวณใกล้กับกองขยะกองหนึ่ง แต่ละวินาทีผ่านไปล้วนประหนึ่งดุจดั่งหนึ่งปีสำหรับเขา เนิ่นนานจวนผ่านไปหลายชั่วโมงก็ไร้ซึ่งผู้คนได้ยิน กระทั่งร่างของเด็กชายทารกซีดขาวเป็อย่างมาก ร่างน้อยหนาวสั่นเย็นเหยียบทั่วทั้งร่างไปจนถึงหัวใจ เสียงร้องแผดจ้านั้นค่อยๆเบาลงๆ ลมหายใจค่อยๆรวยริน และทันใดนั้นเอง... แม้ว่ามารดาของเขาจะทอดทิ้งเขาไปแต่์ก็หาได้ทอดทิ้งเขาไม่!
‘ซ่งเหยียน’ อดีตอาจารย์ศิลปกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพราะป่วยด้วยโรคเรื้อรังทำให้ร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวยในการสอน เขาจึงได้ปลดเกษียณตนเองในวัยห้าสิบปีออกมาเพื่อใช้ชีวิตอย่างเบาสบายในวาระนั้น และในวันหนึ่งคืนอันหนาวเหน็บนั้นเองที่เขาเอาขยะกองพะเนินมาทิ้งตามปกติก็ได้พบเข้ากับทารกเพศชายร่างซีดเซียวเป็อย่างมาก และใกล้จะสิ้นลมหายใจแล้ว เขาตัดสินใจเร่งด่วนรีบนำเด็กชายทารกนั้นไปส่งโรงพยาบาลภายในทันที
์มีตาโชคชะตาอวยชัย... เด็กชายทารกผู้นั้นยังรักษาชีวิตไว้ได้!
เพราะซ่งเหยียนตัวคนเดียวอยู่แล้วจึงได้ตัดสินใจอีกครั้ง เขาจะเลี้ยงดูเด็กชายผู้น่าสงสารผู้นี้จนกว่าตัวเขาเองจะหมดลมหายใจ เด็กชายอี้เฟยกลายเป็แสงสว่างและความหวังเพียงหนึ่งในการมีชีวิตอยู่ของพ่อบุญธรรมซ่งเหยียน และพ่อบุญธรรมซ่งเหยียนเองก็ตั้งใจเลี้ยงดูและถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆให้เด็กชายอี้เฟยเป็อย่างดี
เด็กชายอี้เฟยเติบโตมาเป็อย่างดีพร้อมทั้งใบหน้าที่หล่อเหลาสง่างามเป็เอกลักษณ์มาั้แ่วัยเยาว์ รวมทั้งได้รับการเลี้ยงดูจากอาจารย์อย่างซ่งเหยียนจึงทำให้เด็กชายมีกิริยามารยาทที่สง่าผ่าเผยประดุจดั่งเด็กชายในตระกูลใหญ่ นอกจากนั้นเด็กชายอี้เฟยไม่เพียงมีใบหน้าที่ดีเลิศกิริยาที่สง่างามเท่านั้น ทั้งยังเป็ผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ เป็ที่ภูมิใจแก่พ่อบุญธรรมซ่งเหยียนยิ่งนัก
พ่อบุญธรรมซ่งเหยียนรู้ดีว่าตัวเขานั้นไม่อาจจะมีชีวิตยืนยาวถึงร้อยปีเพื่อดูการเติบโตของลูกบุญธรรมที่รักแน่นอน เขาไม่เคยปิดบังถึงชาติกำเนิดของเด็กชายและตั้งใจสอนสั่งให้เด็กชายมีความคิดที่รู้เหตุรูผล
เด็กชายอี้เฟยมีเพียงหนึ่งคำถาม... เพราะเหตุใดตนถึงได้มีสกุลว่า ‘อี้’ มิใช่สกุลเดียวกันกับพ่อบุญธรรมคือ ‘ซ่ง’
และคำตอบจากพ่อบุญธรรมซ่งเหยียนก็คือ เพราะครั้งแรกตอนที่พ่อบุญธรรมเห็นเ้าที่เป็ทารกตัวซีดขาว บริเวณหลังต้นคอของเ้ามีปานตัวอักษร ‘อี้’ เขียนตวัดอย่างงดงามชัดเจน ดั่งคล้ายกับตั้งใจบรรจงลงน้ำหมึกดำชั้นดีจรดพู่กันเขียนไว้อย่างประณีต นั่นจึงนำมาตั้งเป็สกุลของเ้า
และชื่อ ‘เฟย’ เพราะพ่อบุญธรรมอยากให้เ้าได้ทะยานโบยบินไปสู่เส้นทางของตนเองในแนวทางของตนเองอย่างอิสรเสรี
จวบจนเวลาผ่านไปสิบแปดปีพ่อบุญธรรมซ่งเหยียนในวัยหกสิบแปดปีจากไปด้วยความสงบ...
บนโลกอันกว้างใหญ่และหนาวเหน็บเด็กชายอี้เฟยเหลือเพียงตัวคนเดียวอีกครั้ง แม้จะต้องจากไปตลอดกาลแต่พ่อบุญธรรมซ่งเหยียนก็ยังเป็คนที่ดีต่อเด็กชายอี้เฟยเป็ที่สุด เขาได้คิดหาหนทางเผื่อลูกบุญธรรมของตนเอง ในพินัยกรรมนั้นเขาทิ้งมรดกจำนวนหนึ่งให้แก่เด็กชายและบ้านหลังหนึ่งที่เมืองหลวงปักกิ่ง เพื่อให้เด็กชายได้เริ่มต้นใหม่ที่ดีและไม่เคว้งคว้างนักเขาจึงฝากฝังเด็กชายไว้กับสหายผู้หนึ่งที่เป็อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เขาเคยสอน และหวังว่าเด็กชายจะได้ทะยานโบยบินไปสู่เส้นทางของตนเอง
......
“ ! ” อี้เฟยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
นี่มันอะไรเนี่ย บทละครงิ้วของโรงงิ้วหลวงหรืออย่างไรกัน?!
------------------------------------
Talk
ประวัติใหม่ของท่านอ๋อง!
ตอนนี้ได้รู้จักลิฟต์ ได้มาที่บ้านใหม่ยังมาพร้อมกับประวัติใหม่เป็อย่างไรกันบ้างคะ สดๆใหม่ๆไฉไลกว่าเดิม(?) เหรอ [5555]
มาร่วมกันเอาใจช่วยท่านอ๋องต่อไปด้วยกันเถอะ!